Tuesday, June 16, 2015

สังคมอารมณ์เปราะบาง

เราคงเคยเห็นข่าวเกี่ยวกับการฆ่ากันตายรายวันในหนังสือพิมพ์ วันละหลายๆคดี บางคดีก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นเพราะเหตุที่ไม่ควรจะเป็นเหตุ อย่างเช่น ทำกับข้าวช้า ก็ฆ่ากันแล้ว แซงคิวกันก็ทำร้ายกันแล้ว ขับรถเฉี่ยวกันนิดเดียว ก็ตามฆ่ากันจนตายไปข้างหนึ่ง บ้างก็ฆ่าตัวตายด้วยเรื่องเล็กน้อย เช่นเด็กชายน้อยใจเพราะทำคะแนนสอบไม่ดี น้อยใจแฟนด้วยเรื่องนิดๆหน่อยๆ แล้วก็ฆ่าตัวตาย แม่ไม่ซื้อมือถือให้ก็ฆ่าตัวตาย นี่มันคืออะไร?

มันเกิดอะไรขึ้นกับมนุษย์กันแน่?

ก่อนอื่นต้องยอมรับกันก่อนว่า คนเดี๋ยวนี้อารมณ์เปราะบางมาก เก็บกด ตาขวาง บางคนก็เงียบขรึมซึมเซา เหมือนชีวิตไม่อยากจะเห็นปัญหาอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะมันเยอะจริงๆ วันๆก็จ้องจะหาวิธีการแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดด้วยการฆ่ากันอย่างเดียว มีอะไรนิดหน่อยก็ระเบิดแล้ว ฆ่ากันแล้ว หรือไม่ก็ฆ่าตัวตายกันง่ายๆ ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันไม่ง่ายแบบนั้นเลย แล้วอะไรล่ะที่ทำให้การฆ่าคนอื่นหรือฆ่าตัวตายมันเป็นของง่ายขึ้นมาได้แบบนี้

เพราะอะไร?

ปัญหาความเปราะบางทางอารมณ์ทั้งหมดนี่ก็มาจากความบีบคั้นตัวเดียวเลย ความบีบคั้นส่วนใหญ่มาในรูปแบบของ เงื่อนไข พันธนาการ ความคาดหวังต่างๆนานา ทั้งจากพ่อแม่ ญาติพี่น้อง ครอบครัว จากสามี จากภรรยา จากลูกหลาน จากสังคม จากโรงเรียน จากครู จากที่ทำงาน จากนายจ้าง จากลูกน้อง วันดีคืนดีเปิดทีวีดูให้สบายใจเสียหน่อย ก็เจอโฆษณาพร่ำบอกตอกย้ำว่าชีวิตคุณยังไม่ดี ยังไม่เลิศหรูอลังการ ถ้ายังไม่มีมือถือของเรา รถของเรา บ้านของเรา ฯลฯ วันดีคืนดีเปิดโซเชียลมีเดียดู เจอกระทู้ที่พร่ำบอกกับเราว่าชีวิตดีต้องมีเงินขนาดนี้ๆ ใช้เงินทำงานอย่าทำเองให้เหนื่อย(แล้วให้ใครทำ) วันดีคืนดี เราก็เลยเก็บเอาความบีบคั้นกดดันเหล่านี้มากดดันบีบคั้นตัวเอง จนกลายเป็นวังวนของการบีบคั้นที่มีทางออกอยู่ไม่กี่ทาง

ซึ่งถ้าไม่เข้าใจความเป็นจริงแห่งสัจธรรม มันก็มีแต่บีบคั้นดันทุรังไปสู่ทางตัน ทางออกส่วนใหญ่ก็คงจะต้องไปฆ่าใครหรือฆ่าอะไรสักอย่าง ไม่ฆ่าคนอื่นก็ฆ่าตัวตาย เพื่อระบายความบีบคั้นกดดันของตัวเอง บางคนก็สติแตกบ้าไปเลย บางคนก็เลือกที่จะครอบตัวเองเอาไว้ด้วยทิฏฐิความเชื่อตนเองเพื่อไม่ให้เจอความจริงอันโหดร้าย พูดง่ายๆก็คือ ทุกคนหนีสถานการณ์จริงกันหมด เพราะสถานการณ์จริงมันบีบคั้นกดดันเสียเหลือเกิน แถมดูเหมือนจะไม่มีทางออกด้วย

และข่าวร้ายคือไม่ว่าจะเลือกทางออกของความบีบคั้นโดยการฆ่าคนอื่นหรือฆ่าตัวตาย หรือบ้า หรือปฏิเสธความจริง มันก็มักจะมีผลลัพธ์ที่ไม่สวยงามอย่างที่คิดกันสั้นๆง่ายๆตามมาเสมอ เพราะยังต้องไปใช้กรรมที่กระทำลงไป อีกยาวนานเลยทีเดียว

ดูๆไป มนุษย์นี่ก็บ้านะ อยู่บนโลกเฉยๆไม่ได้ต้องไปกดดันตัวเอง ไปกดดันคนอื่นจนเครียดจนบีบคั้นกันไปทั้งโลก บาดหมางกันไปทั้งโลก วิถีทางแก้ปัญหาที่เคยมีมา ก็ยิ่งไปทำให้ทุกอย่างบีบคั้นกดดันขึ้นอีก เพราะเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบโกหกตัวเอง เพื่อเอื้ออำนวยให้ดันทุรังไปต่อ ทั้งๆที่ทางตันมันอยู่ข้างหน้าแท้ๆ ทั้งหมดนี้ก็เพราะการไม่เข้าใจสัจธรรมความเป็นจริงนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตจึงสอนศิษย์เสมอว่าให้รู้จักสละ รู้จักให้ รู้จักอุทิศบารมีออกไป ช่วยคลี่คลายสังสารวัฏ อย่าหลงไปเป็นสัตว์เสียเอง

เพราะไอ้ตัวที่ทำให้เกิดความบีบคั้นจริงๆ มันก็โมหะตัณหาที่กดดันใจเราอยู่ทั้งนั้น ไม่ใช่ใครอื่นเลย ถ้าเข้าใจความเป็นจริงแล้ว จะใครหรืออะไรก็มากดดันบีบคั้นเราไม่ได้หรอก เพราะมันนอกเหนือทุกสภาวะอยู่แล้ว

ความบีบคั้นกดดันความคาดหวังทั้งหมดทั้งมวลที่ไหลเวียนอยู่ในสังสารวัฏนั้น ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากโมหะตัณหาการตั้งเอาสะสมและส่งต่อกันมาเป็นทอดๆโดยไม่เข้าใจความจริง บางทีก็เริ่มจากเราเอง บางทีก็เริ่มจากคนอื่น บางทีมันก็มากเสียจนกลายเป็นกระแสถาโถมเรา จนตั้งตัวไม่ติด ต้องไหลไปตามกระแสอุปาทานนั้นด้วย สังคมมนุษย์จึงอยู่ในสภาวะที่กดดันและเปราะบางพร้อมที่จะระเบิดได้ทุกเวลา

แต่ไม่ว่าจะอารมณ์แบบไหน มันก็ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงมายาการแห่งการยึดติดทั้งนั้น หลงไปยึดหลงไปติดมันเสียเอง สภาวะเงื่อนไขต่างๆที่มันมี ก็ปล่อยให้มันมีมันเป็นไป อย่าเข้าไปยึด อย่าเข้าไปปฏิเสธ อย่าเข้าไปบ้าตามมัน ก็ปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นของมันเอง ไม่ต้องไปช่วยเอาอุปาทานใหม่ๆรุมใส่ เพิ่มความบ้าให้มันเครียดมากขึ้นไปอีก ยุติเหตุที่ใจก่อน ไม่อุปาทานกันมัน มีปัญหาก็แก้ไปแต่อย่าเอาปัญหามาใส่ใจให้เป็นภาระตอกย้ำซ้ำซ้อน แค่นี้ก็ช่วยลดความกดดันบีบคั้นในสังสารวัฏได้ตั้งเยอะแล้ว

สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การปฏิเสธความจริง เพราะความจริงมันไม่มีอยู่แล้วในท่ามกลางโมหะที่คอยหลงรู้หลงเห็นของทุกคนเอง แต่เป็นการออกจากโมหะอวิชชาที่มันครอบงำอยู่ ด้วยการปล่อยมัน ช่างมัน ปล่อยก็ที่ใจ ไม่ใช่ที่อะไร ปล่อยได้ก็โสให้ ปล่อยไม่ได้ก็โสให้ เดี๋ยวมันจะปล่อยจะวางของมันเอง โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามจะปล่อยจะวางอะไร

เมื่อโมหะจางคลายลงแล้วในท่ามกลางกรรมทั้งหลายนั้น ตัณหาอุปาทานต่างๆก็จะจางคลายไปด้วยกัน เมื่อนั้นแหละ เราก็จะพบความจริงว่า มันไม่มีอะไรที่เป็นปัญหาจริงเลย เป็นแต่เพียงโมหะตัณหาอุปาทานของเราเองทั้งนั้น ที่ทำให้มันเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตขึ้นมา

ปัญหาต่างๆนั้น จริงๆมันแก้ได้หมดล่ะ แต่เมื่อมันยึดมาก ปัญหาก็ใหญ่มาก หลงจริงจังมากก็เครียดมาก ส่งผลให้แก้ไขได้ยาก เพราะใจมันเริ่มที่ยากที่อยากก่อน ปัญหาภายนอกก็เลยยากตามมา ทั้งๆที่มันไม่มีอะไรยากเลย

ถ้าเราไม่ไปตั้งเงื่อนไขกับปัญหาเยอะ มันก็แก้ได้ทั้งนั้น ไอ้ส่วนที่แก้ไม่ได้ก็เพราะไปเพิ่มเงื่อนไขใหม่ๆเข้าไป ทำให้ปัญหามันใหญ่ขึ้น แก้ยากขึ้นนั่นแหละ แล้วจะไปโทษใครได้

ใครที่มันมีปัญหามากนัก หรือใจตัวเองที่มันมีปัญหามากนักก็ โส เข้าไปในใจ อโหสิ เข้าไป ให้ตัวเองบ้าง ให้ใจตัวเองบ้าง ให้ใจคนอื่นบ้าง ให้กับสังคมสังสารวัฏบ้าง เดี๋ยวปมกรรม ปมวิบาก ปมโมหะตัณหาในใจทั้งของตัวเองและผู้คนทั้งหลายมันจะคลายเอง เงื่อนไขต่างๆมันจะคลายตัวลงเอง แล้วมันก็จะแก้ได้ง่ายขึ้น

แล้วก็อย่าไปมีเงื่อนไขกับชีวิตมาก อย่าไปมีเงื่อนไขกับสังคม กับครอบครัว กับทุกคนมากเกินไป เพราะยิ่งมีเงื่อนไขมากก็ยิ่งทุกข์มาก มันฝืนกฎธรรมชาติ ฝืนกฎแห่งอนิจจัง มันก็ทุกข์หนักไปเรื่อย ทุกข์คนเดียวไม่เท่าไหร่ ไปทำให้คนอื่นทุกข์ด้วยนี่สิ มันคืออะไร

แล้วก็ไม่ต้องไปตีโพยตีพายโลกทั้งโลกหรอก โลกมันก็เป็นแบบนี้แหละ เป็นอย่างที่มันเป็น หลงอย่างที่มันหลง ถ้าเมื่อไหร่ที่เราหยุดหลงเสียเอง มันก็จะเลิกไหลตามกระแสโลกไปเอง นอกเหนือกระแสไปเอง เลิกหลงเข้าไปกู้โลกกู้สังคมไปเอง มันวิบากทั้งนั้น

สิ่งที่เราทำได้ ก็แค่การอยู่ให้เป็นแบบอย่างเท่านั้น ไม่ใช่ธุระอะไรของเราที่จะเข้าไปแบกวิบากของสัตว์โลกให้เป็นภาระอีกเลย

No comments:

Post a Comment