Friday, June 12, 2015

มโนธาตุ กระแสจิต และอัตตลักษณ์ของพลังงาน

เคยพูดถึงเรื่องพันธุกรรม และอัตตลักษณ์ของพลังงานกันไปแล้ว ในเชิงวิทยาศาสตร์ปนอจิณไตย วันนี้เราจะมาพูดเรื่องของมโนธาตุ กระแสจิต หรือรังสีจิต หรือออร่า หรือมโนกรรม และอัตตลักษณ์ของพลังงานกันในเชิงวิทยาศาสตร์ปนอจิณไตยเหมือนเดิม ซึ่งจริงๆแล้วทั้งหมดก็เป็นเรื่องของกรรมเช่นกัน

เคยอธิบายในบทความหลายๆตอนที่ผ่านมาแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกธาตุนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงความสั่นสะเทือน(ความถี่) บนความว่างเท่านั้น ที่เราได้เห็น ได้ยิน ได้สัมผัสก็เพราะความถี่ต่างๆที่เป็นองค์ประกอบของสภาวะและสรรพสิ่งทั้งหลายนั้นมีลักษณะเฉพาะตัว เรียกว่าเป็นคลื่นความถึ่เฉพาะที่ทำให้เป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นวัตถุสิ่งของต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำปฏิกิริยากันหรือสัมผัสสัมพันธ์กันบนเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีต่อกันและกันตามกฎของธรรมชาติที่แน่นอนอันหนึ่ง อย่างเวลาเราสัมผัสโลหะ เราจะรู้สึกว่ามันแข็ง หยาบหรือเนียน เย็นหรือร้อน ทั้งนี้ก็เพราะมันเป็นเงื่อนไขที่มันเป็นเช่นนั้นตามที่ธรรมชาติกำหนดมา

วัตถุธาตุอย่างเหล็ก ก็คือพลังงานการสั่นสะเทือนความถี่หนึ่ง ที่ทำให้เกิดคุณสมบัติของเหล็ก อิฐ หิน ปูน ทราย ดิน น้ำ ก็เช่นกัน แต่ละสรรพสิ่งก็มีแรงสั่นสะเทือนบนความว่างเปล่าที่เฉพาะตัวแตกต่างกันไป ความถึ่ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะที่ก่อให้เกิดดวงตา ก็จะเป็นความถี่เฉพาะความถี่หนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่รับแสงสี อวัยวะอื่นๆก็จะมีความถี่เฉพาะที่แตกต่างกันไป ซึ่งถ้าจะพิจารณากันลงไปถึงที่สุดจริงๆ มันก็คือว่างจากตัวตน หรืออนัตตาทั้งหมด เป็นเพียงพลังงานที่สั่นสะเทือนด้วยความถึ่ในความว่างเปล่าแห่งความไม่มีอะไร หรือสุญญตาเท่านั้น แม้กระทั่ง "เรา" ที่เข้าไปนึกไปคิด ก็เป็นแค่ความสั่นสะเทือนของพลังงานเช่นกัน

จิต หรือเนื้อหาเดิมแท้ของจิตคือ "มโนธาตุ" หรือ "ธาตุรู้" ซึ่งปกติ ถ้าไม่มีอวิชชาซ้อนลงไปบนมโนธาตุ มโนธาตุจะมีรังสีจิตเป็นสีขาวเจิดจ้าสว่างออกทุกทิศทาง ไม่จำเพาะเจาะจงทิศทาง ไม่มีตัวเราตัวเขาในการรู้ ไม่มีการปรุงแต่งในการรู้ ไม่มีลักษณะความเป็นรูปนามในการรู้ ไม่ได้รู้แบบปรุงแต่งว่าอะไรเป็นอะไร แต่เป็นเพียงแค่รู้เฉยๆเท่านั้น ซึ่งมันก็ไม่แตกต่างจากไม่รู้เลย เรียกว่ไม่มีความแตกต่างระหว่างรู้หรือไม่รู้ เพราะมันนอกเหนือรู้ และไม่มีความหมายในการรู้สิ่งต่างๆ

คุณสมบัติดั้งเดิมของมโนธาตุนี้ เรียกว่า "มหาสติ" หรือสติอริยะ อันเป็นสติที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึง ซึ่งมหาสตินี้ นอกเหนือเหตุปัจจัยทั้งปวง เกิดเองเป็นเองเจริญเอง สว่างเอง หากไม่มีโมหะตัณหาอุปาทานจงใจไปกำหนดหรือฝึกใช้มโนธาตุจนไปซ้อน ไปบดบังคุณสมบัติเดิมแท้ที่เป็นมหาสติอยู่เดิมแล้ว

มโนธาตุเดิมแท้ที่มีลักษณะเป็นมหาสตินี้ จะไม่มีการเพ่งหรือเผลอ เพราะมันไม่ได้แสวงหา(ตัณหา)ในรู้ ไม่มีการเข้าไปทรงรู้ จะรู้อะไรก็อัตโนมัติของมันเอง จะไม่รู้อะไรมันก็ไม่ติดขัดข้องคา ไม่ไปโลภไปเสียดายในรู้ มันจะปล่อยผ่านแบบสมุจเฉทเด็ดขาด

คุณสมบัติความยืดหยุ่นอย่างสูงนอกเหนือปัจจัยทั้งปวงของมโนธาตุในการรู้นี้เอง เราเรียกว่า "มหาสัมปชัญญะ" คือความยืดหยุ่นในการทำงานของมโนธาตุ แต่อย่างที่เข้าไปฝึกๆให้สติไว ฝึกให้รู้ตัวทั่วพร้อม หรือให้เป็นสัมปชัญญะนั้น จึงผิดหมดเลย อย่างนั้นเรียกว่าฝึกจิตให้ไวขึ้นเท่านั้น ซึ่งจิตก็เป็นแค่การปรุงแต่งบนตัวรู้ เป็นโมหะอวิชชาที่ไปซ้อนรู้ เป็นความหลงเข้าใจว่ามโนธาตุนี้เป็นจิตของตน ไม่ใช่สติอริยะอย่างที่เข้าใจแต่ประการใด เพราะสติอริยะนั้นไปปฏิบัติเอา ทำเอาไม่ได้ นอกเหนือเหตุปัจจัยทั้งหมดในสังสารวัฏ

ปกติแล้ว มโนธาตุที่เป็นมหาสติ จะไม่มีอาการที่ปรุงแต่งแล้วเกิดเป็นจิตขึ้น คือจะไม่มีการส่งจิตออกนอก หรือส่งจิตเข้าใน รังสีที่แผ่ออกมาจึงไม่มีเจตนาซ้อนจนเป็นมโนกรรมและไม่ถูกบีบให้มีทิศทางเฉพาะ คลื่นความถี่ที่แผ่ออกมาเป็นความถี่พื้นฐานของจักรวาล ไม่มีอัตลักษณ์ของพลังงานเฉพาะที่จะก่อให้เกิดการชดใช้คืนกลับในภายหลัง เป็นธรรมโดยธรรมอยู่แล้ว ไร้ตัวตนซ้อน หรือก็คือไม่มีความถี่เฉพาะอันเกิดจากโมหะของแต่ละคนสร้างขึ้นมาจากการกำหนดใช้มโนธาตุ นี่เรียกว่าอยู่บนพื้นฐานที่นิพพานอยู่แล้ว

ความถี่พื้นฐานของจักรวาลนี้เอง ที่เรียกว่าสุญญตาหรือนิพพาน ซึ่งรองรับสรรพสิ่งหรือคลื่นความถี่อื่นๆทั้งหมด ไม่สามารถตรวจจับได้ด้วยเครื่องมือใดๆ ส่วนความถี่เฉพาะที่สรรพสัตว์หลงไปสร้างขึ้นมานั้น เป็นกรรมที่สร้างขึ้นจากความถี่พื้นฐานอีกที ไม่เข้าพวกกับความถี่พื้นฐาน และต้องชดใช้คืนจนกว่าธาตุธรรมที่ถูกหยิบยืมไปใช้จะกลับไปสั่นสะเทือนสอดคล้องกับความถึ่พื้นฐานของจักรวาล อันเรียกว่าตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรม หรือตรงต่อเนื้อหานิพพาน ทำอะไรไม่ได้ครับนอกจากยอมอย่างเดียว

เมื่อมีความจงใจในการใช้มโนธาตุหรือจิตขึ้น รังสีจิตที่เคยขาวสว่างแผ่กระจายออกไปรอบทิศอย่างไม่มีทิศทางเฉพาะ ก็จะถูกบีบให้รังสีหรือคลี่นความถี่ของจิตถูกส่งออกไปในทิศทางที่จิตถูกกำหนดหรือโฟกัสไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้รับความสนใจ ถึงตรงนี้รังสีจิตก็จะไม่เป็นสีขาวสว่างจ้าอีกแล้ว รังสีจิตที่ถูกกำหนดหรือบังคับให้รู้จำเพาะลงไปนี้ จะเปลี่ยนเป็นสีอื่น มีอัตตลักษณ์ของพลังงานเฉพาะตัว ของใครของมัน คุณภาพของรังสีจิตขึ้นอยู่กับว่ามีความจริงจังมากแค่ไหน เพ่งมากหรือเปล่า แส่ส่ายหรือไม่ ฯลฯ รังสีจิตนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่ากระแสจิต มันเป็นกระแสเพราะมันเกิดเป็นมโนกรรมขึ้นแล้ว

มโนธาตุนี้เป็นธาตุชนิดเดียวในจักรวาล ที่มีการใช้งานคล้ายๆกับเรดาห์ คือสามารถส่งสัญญาณคลื่นจิตออกไปได้ ผ่านผัสสะอายตนะซึ่งเป็นช่องทางเฉพาะที่จะก่อให้เกิดการปรุงแต่งขึ้น พอคลื่นพลังงานจิตกระทบสิ่งที่ถูกรู้แล้ว ก็จะมีสัญญาณคลื่นสะท้อนกลับมาผ่านผัสสะอายตนะ ประมวลผลที่มโนธาตุ ทำให้เรารู้ว่าสิ่งที่กระแสจิตไปกระทบนั้นคืออะไร เพียงแต่ที่ส่งจิตออกไปรับรู้นี้เป็นการปรุงแต่ง(สังขาร)ทั้งหมด ไม่มีอะไรจริงเลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นในการอาศัยในโลกสมมติเท่านั้น เป็นธรรมแค่อาศัยเท่านั้น

พลังงานที่ถูกส่งออกไปเป็นกระแสจิตนี้ ก็จะมีอัตตลักษณ์ของพลังงานเฉพาะตัวของใครของมัน เป็นรหัสกรรมของแต่ละคน เหมือนเป็นพันธุกรรมเชิงพลังงาน เป็นกระแสจิตของใครของมัน อันนี้แหละที่เรียกว่า มโนกรรม กระแสจิตเฉพาะนี้ มันเหมือนช่องความถี่ในการสื่อสารเฉพาะตัวของใครของมัน ไม่ทับย่านความถี่คลื่นกับใคร ยกเว้นแต่จะเกิด synchronized กันขึ้น จูนกันติด ก็จะสื่อถึงกันได้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนใกล้ชิด หรือคนที่มีกรรมสัมพันธ์ต่อกัน แต่มันก็ต้องมีเหตุปัจจัยสอดคล้องต่อกัน ไม่งั้นก็จูนกันไม่ติด สื่อทางจิตกันไม่ได้

นี่เป็นที่มาของรังสีจิต หรือรังสีออร่า ซึ่งมีคนคิดประดิษฐ์กล้องที่สามารถถ่ายภาพรังสีออร่าเอาไว้ได้ แสงสีต่างๆของรังสีออร่าก็ขึ้นอยู่กับ สภาวะจิตในขณะนั้นว่าเป็นอย่างไร ถ้าจริงจังก็ออกสีแดง มีสมาธิออกสีน้ำเงิน อยู่ในตบะฌานจะเป็นสีเขียว ตึงเครียดหมกมุ่นกับตัวเองจะออกสีดำ(คือมันดูดพลังงานทั้งหมดเข้าไปเลยจนมืดไปหมด) มีจิตเมตตาก็จะเป็นสีชมพู ถ้าทรงรู้จะขาวสว่างๆ แต่ไม่เจิดจ้าออก ถ้าบรรลุธรรมจะสว่างจ้าออกทุกทิศทาง เรียกว่ามหาสติ หรือพระอรหันต์บางองค์ก็จะมีแสงสว่างเป็นสีทองอร่ามเจิดจ้าทุกทิศทาง

กระแสจิตเหล่านี้เปลี่ยนไปตลอดเวลาที่มีการใช้จิต ขึ้นกับว่ากำลังอยู่ในสภาวะจิตแบบไหน ทิศทางพุ่งไปทางไหน ไปวนในการปรุงแต่งไหม ไปวนในสัญญาความจำไหม กำลังตอกย้ำในตัวมันเองจนตึงเครียดไหม หรือดับว่างสว่างเจิดจ้าขาวรอบอย่างพระอริยะทั้งหลาย

ปกติจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น ถ้าไม่ส่งจิตออกนอกก็จะส่งจิตเข้าใน เรียกว่าใช้จิตตลอดเวลา มโนกรรมที่ส่งออกไปมันก็เลยคืนกลับมาเป็นวิบากทางจิตได้น้อย เพราะไม่มีช่องว่างที่จะรับมโนกรรมคืนกลับสู่มโนธาตุ พลังงานเหล่านั้นจึงสะสมตกค้างอยู่ในสังสารวัฏไม่ไปไหน สะสมเป็นภพเป็นชาติรอวันชดใช้ไปเบื้องหน้า

กระแสจิตเหล่านี้ปกติจะมีคลื่นรบกวน หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Noise ขี่อยู่บนกระแสจิตด้วย คลื่นรบกวนเหล่านี้ ก็คือเวทนาของกระแสจิตนั่นเอง เวทนาเหล่านี้ก็เกิดจากจิตที่ตอกย้ำในความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วถูกส่งออกไปพร้อมๆกับกระแสจิต อาจจะเป็นความเจ็บปวด ความกังวล ความคับแค้น ฯลฯ

กระแสจิตในบรรยากาศโลกนั้นมีเยอะมาก บางสถานที่ที่มีคนตายเยอะๆ ก็จะมีกระแสจิตของจิตญาณคนตายไหลเวียนหล่อเลี้ยงอยู่ตลอดเวลา และมีเวทนาที่จัดจ้านมาก เพราะออกจากพื้นที่ไม่ได้ ซึ่งกระแสพลังงานเหล่านี้แม้เราจะมองไม่เห็น แต่ก็สามารถเหนี่ยวนำหรือส่งผลกระทบกับภาคหยาบด้วยเหมือนกัน คือพอเราไปสัมผัสกระแสนั้นได้ บางทีก็ปวดหัว มึน ง่วง ทึบและอึดอัด ฯลฯ หรือไม่ก็ก่อให้เกิดความติดขัดข้องคากับมนุษย์และสัตว์ในภาคหยาบในบริเวณใกล้เคียง นื่คือผลของเวทนาที่เกาะมากับกระแสจิตที่มีต่อสรรพชีวิตอื่น

ในเวลาที่เราพาจิตญาณทั้งหลายขอขมากรรมก็เป็นการเคลียร์พลังงานกรรมเหล่านี้ให้ด้วย ถ้าไม่ได้พาขอขมากรรม ก็กล่าวอโหสิออกมา หรือกล่าวคำว่าโสออกมา หยาดน้ำอุทิศบารมีให้ไป ก็จะช่วยเคลียร์พลังงานพวกนี้ให้จางคลายหายไป เมื่อเขาคลี่คลายแล้ว เขาจะได้หยุดส่งกระแสจิตกระแสเวทนาออกมารบกวนสังสารวัฏโดยรวมอีก พอกรรมเบาบางลง บรรยากาศในบริเวณนั้นก็จะโปร่งโล่งเบาผ่อนคลายขึ้นมาทันที

กระแสจิตของมนุษย์ในสถานที่ต่างๆก็มีลักษณะที่แตกต่างกันไป เช่น ในโรงพยาบาลก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่มีกระแสเวทนา ความเจ็บปวดสิ้นหวังมาก ในศาลหรือในโรงพักก็จะมีลักษณะของความจริงจัง จับผิดจับถูก ตึงเครียดกดดัน ในคุกก็จะมีกระแสจิตกระแสเวทนาแบบปฏิฆะขัดเคือง คับแค้น อึดอัดกดดัน แตกต่างกันไปตามลักษณะกรรมที่เกิดขึ้นและสัมพันธ์กับสถานที่นั้นๆ ซึ่งถ้าเราช่วยเคลียร์ได้ก็จะมีผลทำให้ภาคหยาบที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นติดขัดข้องคาน้อยลง และผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

หรืออย่างเวลาเราไปในบางสถานที่ อยู่ๆก็เกิดขนลุกซู่ขึ้นมาเฉยๆ อันนี้ก็เกิดจากกระแสจิตของจิตญาณในบริเวณนั้นมาสัมผัสกับเรา อาจจะเป็นการส่งกระแสจิตพุ่งตรงมาขอส่วนบุญเราโดยตรง มันจึงเกิดการกระทบให้รู้สึก เราก็ให้โสออกไป อโหสิออกไป หยาดน้ำให้ไปช่วยคลี่คลายให้เขา

ผู้ที่ได้มาคลี่คลายจากอานุภาพแห่งพระสัจธรรมแล้ว ขณะจิตที่เกิดขึ้นเพราะการปรุงแต่งต่อภพต่อชาติไปข้างหน้าจะค่อยๆลดลง หมดสั้นลง บางคนบรรลุฉับพลันก็จะตรงต่อว่างทันที หมดขณะจิตจะเกิดเป็นภพเป็นชาติยืดยาวอีก

ผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว โครงสร้างภพชาติที่รออยู่เบื้องหน้าจะพังทลายลง ขณะจิตใหม่จะไม่ค่อยมีเกิดขึ้นเพื่อต่อภพต่อชาติอีก ทีนี้วิบากกรรมเก่าๆ กระแสจิตเก่าๆที่ยังไม่สะท้อนคืนกลับมาสู่เจ้าจิตนั้นๆ ก็จะวิ่งกลับมาให้ชดใช้ในปัจจุบันเลย เป็นเหตุให้บางทีก็เหมือนโดนวิบากรุมสกรัมอย่างหนักหน่วง ส่งผลเป็นวิบากเกิดขึ้นในจิตในใจในกาย

บางครั้งเหมือนไม่มีเหตุภายนอกให้เกิดอารมณ์ใดๆในจิต หรือวิบากใดๆภายนอก มันก็เกิดวิบากขึ้นมาเฉยๆซะอย่างนั้น นี่ก็เพราะวิบากเก่าๆที่เราเคยทำไว้ มันคืนกลับมาให้ชดใช้เพื่อให้คืนคลายสู่สุญญาตาธาตุ สุญญตาธรรมนั่นเอง เราก็ อโหสิล้างไป โสอุทิศบารมีให้ไป หยาดน้ำให้ไป เดี๋ยวก็คลี่คลายไปเอง จืดจางหายไปเอง

เรื่องกระแสจิตนี้ ยังเป็นพื้นฐานในการอธิบายปรากฎการณ์อื่นๆได้อีก เช่น การถ่ายทอดสัจธรรมจากจิตสู่จิต ปรากฎการณ์ของกฎแห่งแรงดึงดูด ฯลฯ ซึ่งจะอธิบายต่อในบทความตอนถัดๆไป

No comments:

Post a Comment