Friday, June 5, 2015

เนื้อนาบุญ

วันนี้เราจะมาพูดเรื่องเนื้อนาบุญกัน เพราะเรายังเข้าใจเรื่องเนื้อนาบุญกันผิดๆอยู่

ผมเชื่อว่าแทบจะทุกคนคงเคยได้เห็นตารางหน่วยของบุญที่จะได้จากการทำบุญกับบุคคลระดับต่างๆ จากได้บุญน้อยไปจนถึงได้บุญมากมายมหาศาล ตั้งแต่ระดับบุญที่ได้จากขอทานไปจนถึงพระอรหันต์กันมาแล้ว และตาโตกันมาแล้ว  จนเกิดความอยากจะทำบุญกับพระอรหันต์สักครั้งในชีวิต ก็ได้แต่ดั้นด้นเสาะแสวงหากันไป หลายคนคิดว่าตนได้ทำบุญกับพระอรหันต์กันไปเรียบร้อยแล้วด้วยซ้ำ ได้บุญใหญ่กันไปแล้ว แต่ความจริงมันเป็นอย่างนั้นหรือไม่

พอเจอตารางบุญแบบที่ว่า เราก็ชักจะไม่อยากทำบุญกับขอทานเสียแล้วเพราะได้บุญน้อย ก็เลยได้แต่มองหาว่าใครน่าจะเป็นพระอริยสงฆ์ที่ควรจะทำบุญด้วยไปแทน เรียกว่าถูกตัณหาในบุญทานครอบงำจนคับแคบไปเลย

เนื้อนาบุญ นั้นหมายถึงบารมีของผู้ที่รองรับบุญทานนั้นๆ และบารมีของผู้ทำบุญทานนั้นๆด้วย ซึ่งบารมีทั้งหลายเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีคุณกับสังสารวัฏและการโปรดสัตว์มากน้อยแค่ไหน

ที่ผ่านมาเราจะเข้าใจไปเองว่าเนื้อนาบุญ หมายถึงเนื้อนาบุญของฝั่งผู้รับบุญทานอย่างเดียว แต่จริงๆแล้วมันหมายถึงทั้งสองฝั่ง ทั้งผู้รับและผู้ทำบุญทานนั้นๆด้วย

แม้ว่าท่านทั้งหลายอาจจะมีโอกาสได้ทำบุญกับพระอรหันต์จริงๆก็ตาม แต่หากมีความอยากได้บุญ ความโลภในบุญนั้น ทำไปด้วยความอยากได้อยากเอา เนื้อนาบุญของท่านทั้งหลายที่รองรับบุญทานที่สะท้อนกลับมา มันก็จะคับแคบอยู่แค่นั้น ถูกกิเลสตัณหาจำกัดไว้ ไม่สามารถรองรับอานุภาพของบุญทานอันมหาศาลที่สะท้อนกลับมาได้หมด เรียกว่าทำบุญกับพระอรหันต์จริง แต่ผลบุญที่สะท้อนกลับมา ตัวท่านสามารถรองรับได้แค่เนื้อนาบุญแบบขอทานเท่านั้น ในขณะที่บางท่านที่ทำบุญด้วยกัน แต่กลับได้รับผลของบุญมากกว่า เพราะเนื้อนาบุญของผู้รับนั้นสามารถรองรับอานิสงส์ได้มากกว่านั้นเอง

การทำบุญทานที่มัวแต่เลือกเนื้อนาบุญนั้น เป็นความคับแคบเฉพาะตัวของผู้ทำ ทำให้ความเป็นเนื้อนาบุญของตนไม่สามารถรองรับบุญใหญ่ได้ ทำไปแล้วบุญทานก็สะท้อนกลับมาเท่ากับความคับแคบของจิตตนขณะที่ทำออกไป

แต่เมื่อใดที่ท่านทั้งหลายทำบุญทำทานด้วยจิตที่สละจริงๆ สละแบบไม่เอาอะไรเลย ไม่ต้องคิด ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้บุญทานกี่หน่วย ทำกับคนนี้ดีกว่าทำกับคนนั้นหรือไม่ ทำกับพระองค์นี้ดีกว่าทำกับพระองค์นั้น เรียกว่าสละหมดจิตหมดใจ ไม่เอาอะไร ความเป็นเนื้อนาบุญของท่านก็จะกว้างใหญ่ไพศาลตามความกว้างขวางของจิต ณ ขณะนั้นๆ

อย่างพระอริยเจ้า อริยสงฆ์ทั้งหลาย เวลาท่านเกื้อกูลใครก็ตาม ให้ทานใครก็ตาม ท่านไม่คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย ท่านไม่มีแม้กระทั่งความหมายในความเป็นผู้ให้ หรือแม้กระทั่งความหมายในความเป็นผู้รับของผู้รับเองก็ไม่มี  ไม่มีแม้กระทั่งความหมายในการสละ เรียกว่าทำบุญทานด้วยความว่างตามเนื้อหาองค์พุทธะ เนื้อนาบุญของท่านจึงมหาศาลตามไปด้วย บุญทานของท่านจึงมีอานุภาพมหาศาลกว้างขวางไปทุกโลกธาตุ แม้ว่าผู้รับจะเป็นเพียงขอทานก็ตาม

ส่วนผู้รับจะรับได้เท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับจิตของผู้นั้นว่าจะกว้างขวางรองรับบุญทานนั้นได้หรือไม่ ถ้าจิตแค่ขอทานก็ได้แบบขอทาน แต่ก็จะมีส่วนสัมพันธ์ในอธิวาสนาบารมีไปพร้อมๆกัน แม้จะไม่มีโอกาสจบภพจบชาติในชาตินี้ก็ตาม แต่จะได้ไปเจอท่านเพื่อรับการโปรดในวาระถัดๆไป ยกเว้นแต่ท่านนั้นเป็นพระอรหันต์ที่จะไม่กลับมาโปรดอีกเท่านั้นเอง

และท่านทั้งหลายเหล่านี้จะไม่มัวแต่มานั่งรอให้คนอื่นทำบุญทำทานกับท่านแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งท่านจะไม่สำคัญตัวผิดคิดว่าท่านเป็นเนื้อนาบุญด้วยซ้ำ แต่ท่านจะว่างรองรับสรรพสิ่งทั้งหลาย ส่วนท่านเองก็สละออกด้วยตลอดเวลา ไม่สะสมไว้กับตัว ทั้งนี้เพื่อทำกิจในการโปรด เชื่อมโยงสรรพสัตว์ทั้งหลายให้น้อมเข้ามารับการโปรดสัตว์อยู่ตลอดเวลา

จะมีข้อยกเว้นเหมือนกันที่ถ้าท่านทำบุญทำทานไปแล้วจะเกิดโทษกับผู้รับมากกว่า เช่นเกิดความปฏิฆะ เกิดขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแล้ว หมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ยังโมฆะอยู่ ท่านก็จะงดเว้นในการสัมผัสสัมพันธ์ในภาคหยาบไปก่อน แต่จะอุทิศบารมีให้ได้มีส่วนในพระสัจธรรม อาจจะด้วยการหยาดน้ำหรือโสให้แทน

เนื้อนาบุญทั้งหลายที่จะรองรับบุญทานนั้น พิจารณาง่ายๆ ว่าท่านใดยิ่งมีคุณกับสังสารวัฏ กับการโปรดสัตว์มากมายเท่าไหร่ พาหมู่เหล่าสรรพสัตว์ให้ตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรมและคลี่คลายให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้มากเท่าไหร่ เนื้อนาบุญก็จะยิ่งมากตามไปด้วยเท่านั้น แต่เป็นเนื้อนาบุญแบบการสละ จะมาตั้งเอากับท่านไม่ได้

การทำบุญทำทาน ก็ควรจะให้เป็นไปด้วยการให้การเสียสละที่แท้จริง ไม่คาดหวังว่าคนที่รับบุญจะพอใจหรือไม่ จะได้ใช้ไหม จะเอาบุญของเราไปทำอะไรต่อในทางที่ไม่ดีหรือเปล่า หรือมัวแต่ลังเลสงสัยว่าจะเป็นพระสงฆ์นอกรีตไหม มัวแต่เสียดายว่าอาจจะไม่คุ้มบุญทานที่ทำลงไป อันนี้ไม่ต้องกลัวเลย ให้ทำไปด้วยจิตที่ไม่อะไรในการทำหรือในผลบุญนั้นๆ ให้หมดความหมายมั่นในตัวผู้ทำและผู้รับไปเลย เรียกว่าทำบุญด้วยความว่างจากตัวตน ว่างจากโมหะ ว่างจากตัณหาอุปาทาน แล้วนั่นจะเป็นบุญทานที่มีอานุภาพกว้างใหญ่ไพศาลในตัวมันเอง โดยตัวมันเอง โดยไม่ต้องไปวิ่งหาพระอรหันต์มารองรับบุญทานนั้นๆอีกเลย ส่วนผู้รับบุญทานไปหากประพฤติปฏิบัติไม่ดี ไม่สมกับการรองรับบุญทานทั้งหลาย เดี๋ยวท่านก็จะโดนกรรมตีกลับเอง เรียกว่าเป็นคนละกรรมกัน มันแยกจากกัน เราทำบุญทานที่ดี ก็สำเร็จในส่วนของเรา แต่ถ้าผู้รับบุญทานทำไม่ดีกับบุญทานนั้น ท่านก็จะได้รับกรรมตรงนั้นเอง ไม่เกี่ยวกัน

เมื่อเราทำบุญแบบสละเช่นนี้บ่อยๆ จิตของผู้ทำก็จะกว้างขวางออกไปเอง หมดกิเลสตัณหาอุปาทานไปเอง และเป็นเนื้อนาบุญไปเอง อาจหาญในการสละไปเอง และไม่เลือกว่าจะสละให้ใคร เพื่ออะไร ซึ่งอานิสงส์ของบุญทานแบบนี้ เป็นแบบที่เอาไม่ได้ แต่เป็นบุญทานที่จะพาให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ และกลับมาเกื้อกูลตลอดทางจนกว่าจะจบภพจบชาติในที่สุด นอกจากนั้นก็ยังได้มีส่วนในการโปรดสัตว์ตามเหล่าองค์มหาบารมีและผู้โปรดสัตว์ไปด้วยในตัว

ในทางกลับกัน หากท่านไปก่ออกุศลกรรมกับเหล่าเนื้อนาบุญทั้งหลายที่มีคุณกับสังสารวัฏและการโปรดสัตว์มากๆ อกุศลกรรมนั้นก็จะตีกลับท่านมากเท่านั้น แม้ว่าเนื้อนาบุญของท่านที่รองรับบุญจะน้อยกว่ามากๆก็ไม่เกี่ยวแล้ว ทำอกุศลกรรมเท่าไหร่ก็รับไปเท่านั้นเลย ไม่เหมือนกับตอนที่ทำบุญทำทาน เพราะเท่ากับท่านได้กระทำกับสังสารวัฏแห่งสรรพสัตว์โดยรวม ยิ่งถ้าไปตัดโอกาสไม่ให้สรรพสัตว์ได้รับการโปรดแล้ว คิดดูว่าวิบากกรรมมันจะมากมายมหาศาลแค่ไหน บางคนแค่ทำอกุศลกรรมเพียงนิดเดียวกับผู้โปรดสัตว์กับองค์มหาบารมี ภาคทิพย์ของท่านผู้นั้นก็ลงไปใช้กรรมในนรกก่อนแล้วทันที ไม่ต้องรอให้ตายก่อนเลย

นี่คือเหตุที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตได้กำชับให้ผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายต้องอโหสิรองรับเอาไว้เป็นประธาน ไม่อย่างนั้นอาจจะไม่มีสัตว์เหลือให้โปรด เพราะลงไปใช้กรรมในนรกกันจนหมด

จากนี้ไป เวลาที่ท่านทั้งหลายจะทำบุญทำทาน ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องผลของบุญทานอีกแล้ว ทำไปสละไปให้หมดจิตหมดใจ มันจะได้อาจหาญในการช่วยคลี่คลายสังสารวัฏร่วมกัน นั่นแหละคือการเป็นเนื้อนาบุญให้สังสารวัฏทั้งมวลเสียเองเลย ไม่ต้องไปแสวงหาเนื้อนาบุญที่ไหนอีก

No comments:

Post a Comment