Tuesday, June 23, 2015

กรรม 104 : อโหสิกรรม(ภาคพิสดาร)

โดยปกติเนื้อหาเกี่ยวกับกรรมที่ชาวพุทธส่วนใหญ่ได้เรียนรู้กันมาตั้งแต่เด็กๆ ก็จะมีเพียงแค่กุศลกรรม หรือกรรมดี และอกุศลกรรม หรือกรรมไม่ดี

เมื่อรู้และเข้าใจเพียงแค่นี้ พระสงฆ์ในศาสนาพุทธก็เลยสอนได้แต่บาป บุญ คุณ โทษ นรก สวรรค์ วนเวียนอยู่แค่นี้ โดยที่ส่วนเนื้อหาของพระสัจธรรมแท้ๆหายไป เนื้อหาแห่งการหลุดพ้นหายไป นิพพานกลายเป็นของยากเพราะพระและฆราวาสกลุ่มหนึ่งลองด้วยตนเองแล้วบอกว่ามันยาก ก็เลยตั้งเงื่อนไขกับมันขึ้นมามากมาย จนมันยากมากไปจริงๆ โดยไม่รู้ว่าไอ้ที่ยากนี่คือทิฏฐิและอุปาทานตนทั้งนั้น

นอกจากกุศลกรรม และอกุศลกรรม แล้ว ยังมีกรรมอีกประเภทหนึ่งที่ ทุกคนไม่เคยได้เรียนรู้ ทั้งๆที่เป็นกรรมที่ช่วยให้คลี่คลายจากสังสารวัฏได้ กรรมที่ว่านี้ก็คือ อโหสิกรรมนั่นเอง

ปกติแล้วเวลาที่เราทำกรรมอะไรสักอย่างลงไป ถ้ามันไม่เป็นกุศลก็เป็นอกุศล แต่เดี๋ยวนี้สิ่งเหล่านี้กลับซับซ้อนขึ้นมาก ตรงที่บางคนทำกุศลกรรมแต่มักจะซ้อนอกุศลกรรมลงไปด้วย เช่น ขายจูบหาเงินเพื่อการกุศล จัดคอนเสิร์ตการกุศล หรือพยายามหาเงินทุกวิถีทางเพื่อทำกุศล ถ่ายรูปนู้ดเพื่อการกุศล การถ่ายรูปเหตุการณ์เลวร้ายก่อนเข้าช่วยเหลือ เพื่อเอาไปด่าคนต้นเหตุของเหตุการณ์นั้นๆ หรืออย่างที่ญี่ปุ่นมีรายการจับนมการกุศล เหล่านี้เป็นการกุศลที่สร้างอกุศล สร้างโมหะ ตัณหา อุปาทานให้ผู้คน ก็จะได้ทั้งกุศลและอกุศล มันเหมือนจะดีนะ แต่ถ้าอนุโมทนาไป เราก็จะได้กุศลและอกุศลของเขาไปด้วยพร้อมๆกัน

การทำบุญทำกุศลนั้น ทำได้ตั้งหลายวิธี ไม่ใช่แค่ใช้เงินอย่างเดียว จริงๆอามิสทานนี่เล็กน้อยมากด้วยซ้ำ เมื่อเทียบกับธรรมทานและอภัยทานที่เป็นไปเพื่อความสละ ความหลุดพ้นจริงๆ อย่าหลงคิดเอาว่าอยากได้เงินก็ทำบุญด้วยเงินอย่างเดียว คนไม่มีเงินก็เลยกลุ้มใจไม่มีเงินทำบุญ นั่นก็เป็นตัณหาซ้อนในกุศลอีกที เห็นความซับซ้อนของกรรมหรือยัง

ปกติพลังงานในธรรมชาติมีอยู่มากมาย แต่มันไม่มีลักษณะของความเป็นอะไร เรียกว่าพลังงานบริสุทธิ์ จวบจนกระทั่งเรา ยืมพลังงานตามธรรมชาติมาใช้งาน พลังงานนั้นๆจะถูกบังคับไปที่เป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง เพื่อกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พลังงานที่มีเป้าหมายเฉพาะ ขนาดและปริมาณของพลังงานเฉพาะ และมีอัตลักษณ์ของพลังงานเฉพาะเจาะจงจากเจตนาในการหยิบยืมพลังงานในธรรมชาติมาใช้งาน เราเรียกพลังงานเฉพาะนี้ว่า "แรง" หรือ "กรรม" นั่นเอง

เมื่อเราทำกรรมออกไปแล้ว แรงที่ถูกหยิบยืมไปจะสะท้อนกลับคืนสู่เจ้าของที่หยิบยืมพลังงานไปใช้เสมอ ในรูปแบบของวิบากกรรมหรือแรงตีกลับ ทำกรรมแบบไหนก็จะได้คืนวิบากกรรมแบบนั้นในขนาดและปริมาณเท่าเดิมเสมอ ไม่มีดอกเบี้ย เพื่อให้ธาตุธรรมทั้งหลายที่หยิบยืมไปกลับคืนสู่ธรรมชาติเดิมที่ไม่มีการมาการไป ไม่มีอัตตลักษณ์ทางพลังงานใดๆหลงเหลือทั้งสิ้น หรือถ้าอธิบายในเชิงคลื่นความถี่ก็คือ ธาตุธรรมทั้งหลายที่เราหยิบยืมมาจะกลับไปสั่นสะเทือนด้วยความถี่มูลฐานของจักรวาล หรือนิพพานนั่นเอง

แต่โดยธรรมชาติของความเป็นสัตว์แล้ว จะไม่ยอมรับวิบากที่กลับคืนมา เพราะวิบากส่วนใหญ่นั้นก่อให้เกิดทุกข์โทษความบีบคั้น และเจ้าตัวก็จำไม่ได้ว่าไปทำตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็จะเกิดการดิ้นรนที่จะไปให้พ้นวิบากเหล่านั้น ด้วยการสร้างกรรมใหม่ต่อ เพื่อให้ได้รับผลกรรมที่กระทำในปัจจุบันทันที เลื่อนวิบากกรรมเก่าที่จะมาถึงออกไปอย่างไม่มีกำหนด วิบากทั้งหลายก็เลยสะสมไปข้างหน้าเรื่อยๆ จองคิวยาวเป็นภพชาติไม่รู้จบ

คนที่จะจบภพจบชาติได้จริงนั้น จะต้องมีกรรมที่ปิดบังพระสัจธรรมไม่มากนัก ไม่มีกรรมหนักที่รออยู่เบื้องหน้า และคนที่มาเจอพระสัจธรรมก็ไม่ใช่ว่าจะจบภพจบชาติได้ในชาตินี้ทุกคน บางคนก็ได้เพียงสัมผัสสัมพันธ์เอาไว้คอยการโปรดอยู่เบื้องหน้าอีกทีหนึ่ง

แต่ที่ผ่านมา ไม่มีใครหยิบยกเรื่องของการอโหสิกรรมขึ้นมาพูดเลยเลย เท่าที่เคยอ่านมาก็มีแต่พระอรหันต์ในสมัยพุทธกาลที่ขอขมากรรมต่อกันและกันเท่านั้น

จริงๆแล้วมีเนื้อหาส่วนนี้อยู่ แต่ไปอยู่ในส่วนของทานที่เรียกว่า อภัยทาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสองทานที่มีอานิสงส์สูงสุด (อีกอันคือธรรมทาน) และไม่ได้ถูกยกขึ้นมาสอนอย่างเป็นจริงเป็นจัง มีสอนกันก็แต่ให้ทำบุญและปฏิบัติเอาทั้งนั้น เรื่องทานก็เลยสอนให้เอาไปด้วยเสียเลย ประเภททำทานจะเอาทาน แต่อภัยทานนี่มันทำเอาไม่ได้ ก็เลยถูกละเลยกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไป เพราะมันไม่ได้ส่งเสริมการตั้งเอาในผู้คนทั้งหลาย

อโหสิกรรม นี้ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นลักษณะของกรรมอย่างหนึ่ง เป็นกรรมที่ใช้ยกเลิกเพิกถอนกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เคยกระทำมาไม่ว่าจะดีหรือจะชั่วก็ตาม ดังนั้นการขอขมากรรมก็ต้องดำริออกมา เปล่งวาจาออกมา หรือการให้อโหสิกรรมต่อใครก็ต้องดำริออกมาเป็นคำพูดแบบยอมหมดใจ

อานุภาพของการอโหสิกรรมนั้นขึ้นอยู่กับว่าจิตของผู้กล่าวคำขอขมากรรมนั้น "ยอม" มากแค่ไหน ถ้ายอมแบบตายเป็นตาย ถึงตายก็อโหสิ สละแล้วซึ่งทุกสิ่ง เรียกว่าสำนึกแบบหมดใจ แบบนี้การขอขมากรรมก็จะมีอานุภาพมากในการชำระกรรม แต่ถ้าขออโหสิกรรมแบบที่ อยากไปให้พ้นๆจากทุกข์โทษที่กำลังได้รับเสียที ไม่ได้สำนึกในกรรมทั้งหลายที่กระทำมาจริง แบบนี้การขอขมากรรมก็จะไม่มีอานุภาพในการช่วยคลี่คลายได้เลย เหตุนี้เองถึงได้เตือนอยู่เสมอว่าอย่าขอขมากรรมด้วยความอยากพ้นจากวิบากตรงนั้น แต่ให้ขอขมากรรมในลักษณะที่ยอมหมดใจ สละอุทิศบุญบารมีไปทดแทนหนี้กรรมที่เคยทำมาแบบไม่เอาอะไร

การขอขมากรรมจากการยอมจริงๆ ไม่ดิ้นหนีดิ้นสู้ จิตของผู้นั้นจะตรงต่อสัจธรรม หรือนิพพาน จะมีคลื่นความถี่ตรงกับความถี่มูลฐานของจักรวาล ซึ่งจะทะลุทะลวงไปได้ทุกโลกธาตุแบบไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ คลื่นความถี่นี้ก็จะไปชำระล้าง คลื่นความถี่เฉพาะที่ก่อให้เกิดอัตตลักษณ์ทางพลังงานอันเป็นลักษณะเฉพาะของกรรมหรือแรงนั้นๆลง เรียกว่าการเคลียร์หนี้กรรม หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า Neutralized (คือทำให้เป็นกลาง) ทำให้พลังงานที่เคยเป็นกรรมนั้นกลับกลายเป็นพลังงานสากลตามธรรมชาติ ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง ทำให้วิบากของผู้ขออโหสิกรรมเบาบาง แต่อาจจะไม่หมดไปในครั้งเดียว ถ้ากรรมที่ตกค้างนั้นมีมาก ก็ต้องขอขมากรรมบ่อยๆ เหมือนเราละลายก้อนดินที่แข็งเป็นหิน มันก็ต้องใช้เวลามากเป็นปกติ แต่ก็ให้ขอขมากรรมไปในสภาพที่ยอมหมดใจ

เหตุที่เราต้องน้อมองค์คุณเบื้องสูงก่อนการขอขมากรรมทุกครั้ง เพราะองค์มหาบารมีทั้งหลายล้วนสัมผัสสัมพันธ์กับสรรพสัตว์มามาก จึงเกิดการเชื่อมโยงระหว่างเรากับคู่กรณีกรรมไปด้วยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เหมือนการเจรจาหนี้ที่มีผู้ใหญ่เชื่อมโยงให้นั่นแหละ เมื่อเกิดการเชื่อมโยงแล้ว คู่กรณีกรรมก็จะยอมอโหสิกรรมง่ายขึ้น

ไม่ใช่แค่การขอขมากรรมเป็นเรื่องเป็นราวเท่านั้นที่มีอานุภาพ แม้แต่แค่คำว่า "อโหสิ" อย่างเดียวเดี่ยวๆ นี่ก็มีอานุภาพช่วยคลี่คลายให้จิตญาณอื่นๆได้เหมือนกัน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สรรพสัตว์ทั้งหลายรอคอยมานาน แต่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ทุกสรรพชีวิตล้วนรอคอยการคลี่คลายทั้งนั้น แค่เราเปล่งคำว่าอโหสิออกไปกว้างๆ จิตญาณโดยรอบ กระแสกรรม กระแสเวทนาโดยรอบก็จะถูกชำระล้างไปพร้อมๆกัน ลดกระแสเวทนา ลดกระแสความกดดันได้มาก เหตุนี้เองที่เวลาผู้มีเนื้อหาสัจธรรม เดินทางไปไหนมาไหน บางทีก็จะกล่าวอโหสิออกมา กล่าวคำว่าโสออกมาโดยอัตโนมัติเพราะจิตญาณในบริเวณนั้นเขามาขอส่วนบุญ องค์คุณเบื้องสูงจึงผ่านบารมีลงไปให้จิตญาณเหล่านั้นในทันที

หรือเรื่องความขัดแย้งของผู้คนทั้งหลายก็เหมือนกัน บางทีมันใช้ตรรกะเหตุผลมาถกมาคัดง้างกัน แม้หลักการจะจบโดยมารยาท แต่ในจิตในใจก็มักจะมีอารมณ์กรรม อุปาทาน ความขุ่นเคืองตกค้างอยู่เสมอ ก็ให้อโหสิไป โสให้ไปทดแทน ล้างความขัดแย้งที่อยู่ในใจแต่ละคนนั้นเสีย จะได้ไม่ต้องมาชดใช้กันในภายหลังอีก

4 comments:

  1. สาธุ อโหสิ อโหสิ อโหสิ

    ReplyDelete
  2. ขอบคุณแอดมินที่นำหลักธรรมะดีๆ ที่ตรงไปตรงมา มาเผยแพร่ต่อนะครับ สาธุๆๆ

    ReplyDelete
    Replies
    1. โส โส โส ปกติผมจะบล็อคคอมเมนต์เอาไว้เพื่อคัดกรองก่อนนะครับ โพสต์ครั้งเดียวก็พอแล้วครับ สาธุ

      Delete
  3. ขอบคุณแอดมินที่นำหลักธรรมะดีๆ มีเผยแพร่ต่อนะครับ สาธุๆๆ

    ReplyDelete