Saturday, May 2, 2015

สัจธรรมจาก Facebook#63

ไม่ใช่ข้อธรรมหรอกนะที่ทำให้เธอทั้งหลายต้องทะเลาะต้องแตกแยกกัน
แต่เป็นที่ทิฏฐิมานะและความยึดติดในสมมติธรรมของตนนั่นแหละ
ที่ทำให้เธอต้องมาทะเลาะทุ่มเถียงกัน เพื่อเอาแพ้เอาชนะ เอาผิดเอาถูก
ได้แต่กอดทิฏฐิมานะแห่งตนไว้แน่น แล้วหลงนึกเอาว่ามีธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่กับตัว
ก็ถ้ายังติดอยู่ที่ทิฏฐิมานะแห่งตนเช่นนี้
แล้วเธอทั้งหลายจะเข้าถึงวิมุตติธรรมแห่งองค์พระพุทธเจ้าได้อย่างไร

---------------------------------------------------

ถ้าเธอทั้งหลายมุ่งแต่กอบโกยผลประโยชน์จากโลกมาจนเกินสมควร
เธอก็จะต้องลำบากพากเพียรมากๆ เพื่อที่จะได้มันมา
แล้วก็ต้องไปลำบากมากๆอีกครั้งในตอนที่ต้องชดใช้คืน
กับสิ่งทั้งหลายที่เธอกอบโกยมาทั้งหมดทั้งสิ้น
โดยไม่ได้อะไรติดตัวไปแม้แต่อย่างเดียว แม้กระทั่งเศษเสี้ยวแห่งความสุขปลอมๆนั้น
นี่แหละคือความไร้แก่นสารของความสุขแบบโลกๆ
ที่เธอทั้งหลายดิ้นรนแสวงหากันอย่างเอาเป็นเอาตาย

-----------------------------------------------------

ถ้าเธอทั้งหลายมีสติ เธอก็จะมีสติ
ถ้าเธอทั้งหลายมีปัญญา เธอก็จะมีปัญญา
ถ้าเธอทั้งหลายมีสมาธิ เธอก็จะมีสมาธิ
ไม่ว่าเธอทั้งหลายจะมีธรรมอะไรก็แล้วแต่
เธอก็จะหลงว่ามีธรรม หลงว่าธรรมนั้นๆเป็นของเธอ
เธอก็จะเกิดอุปาทานกับธรรมนั้นๆ
และการอุปาทานในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
ก็ไม่ได้ช่วยให้เธอบรรลุธรรมแต่อย่างใด
เพราะนิพพานนั้นไร้ธรรม นอกเหนือธรรม
นอกเหนือรูป นอกเหนือนาม
มันจึงปรุงแต่งเป็นอะไรไม่ได้อีก
การมีสติ มีสมาธิ มีปัญญา จึงไม่ได้ทำให้เธอตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรม
ที่มันไร้ธรรม ไร้ความเป็นอะไรๆในธรรมอันว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้ว
เมื่อเธอแจ้งความจริงได้ดั่งนี้ เธอก็เพียงปล่อยให้ธรรมทั้งหลายเป็นไปของมันเอง
มีสติก็ของมันเอง ไม่มีสติก็ของมันเอง
รู้ก็ของมันเอง ไม่รู้ก็ของมันเอง
มีปัญญาก็ของมันเอง ไม่มีปัญญาก็ของมันเอง
เมื่อเธอทั้งหลายปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปได้เช่นนั้นของมันเอง โดยไม่แทรกแซง
ธรรมทั้งหลายก็จะเปลี่ยนแปลง เสื่อมไป และเป็นไปโดยไร้กรรมในการบังคับ
ธรรมทั้งหลายที่ไม่มีความเป็นอะไรอยู่แล้ว ก็จะไม่มีโมหะของเธอซ้อนลงไปอีก
ไม่ต้องวางอะไร เพราะมันวางของมันเองอยู่แล้ว
ไม่ต้องปล่อยอะไร เพราะมันปล่อยของมันเองอยู่แล้ว
ไม่ต้อง"ไม่ยึด"อะไร เพราะมันไม่ยึดกันเองอยู่แล้ว
หมดโมหะ หมดตัณหา หมดอุปาทานในธรรม
เพราะธรรมทั้งหลายนั้นไร้ตัวตนอยู่แล้วตั้งแต่เดิม
ธาตุธรรมทั้งหลายก็จะบริสุทธิ์ไปเองโดยไม่ต้องพยายามทำให้มันบริสุทธิ์อีก
ก็จะแจ้งไปเองว่าไม่มีใครหลงอะไร และไม่มีใครที่จะต้องบรรลุธรรมอะไรอีกต่อไป
เพราะทุกอย่างมันเป็นเช่นนั้นเอง...ตถตา

---------------------------------------------------

ปัญญานั้นให้แสงสว่างก็จริง แต่ถ้ายึดปัญญาเมื่อไหร่มันก็มืดบอดทั้งๆที่มันสว่างเสียอย่างนั้น

---------------------------------------------

คนที่มันมีปัญหาเนี่ย ไปที่ไหนมันก็มีแต่ปัญหา จะทำอะไรให้มันก็เห็นว่าเป็นปัญหา เป็นปมด้อยกับตัวเองไปซะหมด นึกว่าคนอื่นไปมีปัญหากับมันซะหมด ไม่มีใครดีเลยในสายตาคนพวกนี้ สรุปว่าตัวมันนั่นแหละที่เป็นปัญหา ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย

---------------------------------------------

ปัญหาทั้งหมดทั้งมวลล้วนมาจากตัณหาของเธอทั้งหลายเองนั่นแหละ...จบตัณหาตนได้ก็จบให้กับทุกปัญหา

---------------------------------------------

ทุกคนกลัวที่จะต้องแก่
ทุกคนกลัวที่จะต้องเจ็บป่วย
ทุกคนกลัวที่จะต้องตาย
ทุกคนกลัวในสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนอยู่แล้ว
ชีวิตที่เป็นไปแบบชั่วคราวนี้จึงมีแต่ความกลัว ความหวง ความห่วง ความกังวล
มีแต่ความทุกข์ ความเศร้าหมอง ความเคว้งคว้างวังเวง ความแร้นแค้นทางใจ
ทุกคนจึงยิ่งดิ้นรนไขว่คว้าจับฉวยในสรรพสิ่งทั้งหลาย
เพื่อที่จะชะลอความเป็นจริงที่ต้องเผชิญเหล่านี้ออกไป
ด้วยความกลัว ความหวง ความห่วง ความกังวล...ซ้ำรอยเดิมไม่รู้จบ..และไม่รู้ตัว

เธอทั้งหลายก็ไม่ต้องกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนและเท่าเทียมกันนี้อีกต่อไป
เพราะมันเป็นความจริงที่จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนกับทุกๆคน ไม่มีใครเสียเปรียบใคร
เมื่อเข้าใจความเป็นจริงได้ดังนี้แล้ว ชีวิตของเธอก็จะเป็นอิสระจากความกลัว
ความหวง ความห่วง ความกังวล หรือความทุกข์ทั้งปวงไปเอง
เลิกดิ้นรนที่จะแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อบรรเทาความหวาดกลัวในใจไปเอง

No comments:

Post a Comment