Friday, May 15, 2015

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 8 เด็กๆไม่ใช่ผ้าขาว

เราเคยได้ยินมาเสมอว่า เด็กๆเหมือนผ้าขาว จะวาดอะไรลงไปก็ได้ ต้องระวังเลอะ ก็ไม่รู้นะครับว่าใครพูดประโยคนี้ แต่มันไม่เป็นความจริงเลย แสดงว่าคนพูดนี่ไม่เข้าใจสัจธรรม ไม่เข้าใจกฏแห่งกรรมเลย

การที่ตั้งสมมติฐานผิดๆกับเด็กนี้เอง ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายในเด็กและผู้ใหญ่รุ่นที่ถูกสอนกันมาผิดๆด้วยแนวคิดนี้ และผลกระทบของมันลงลึกไปในทุกส่วนของสังคมจริงๆ

เพราะอะไร?

ผลกระทบของแนวคิดที่ว่าเด็กๆคือผ้าขาวนั้น ทำให้ผู้ใหญ่จ้องจะปฏิบัติต่อเด็กด้วยการยัดเยียด ควบคุม กำกับ และบังคับ "สั่ง" และ "สอน" ชี้นำ หลอกล่อ ครอบงำ เหมือนการยัดนุ่นให้ตุ๊กตา โดยทัศนะอย่างนี้จะมองว่าเด็กยังไม่รู้เรื่อง ว่ายังโง่อยู่ ต้องสอน ต้องฝึกอบรม ต้องเคี่ยวเข็ญให้เก่ง ให้ฉลาด โดยผู้ใหญ่จะเป็นผู้กำกับการวาดภาพลงไปบนผืนผ้าที่ผู้ใหญ่เชื่อว่าขาวสะอาดมาตั้งแต่เกิดนั่นเอง โดยไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า ผู้ใหญ่เองกำลังหลงปฏิสัมพันธ์กับความเชื่อตนเองแล้วก็มาลงที่เด็กเสียอย่างนั้น หรือพูดง่ายๆว่าเลี้ยงลูกเพื่อสนองตัณหาตัวเองนั่นแหละ

ธรรมชาติของเด็กนั้นเขามีเครื่องมือที่จะเรียนรู้โลกอยู่แล้วผ่านการเล่น การเล่นของเด็กนั้นเป็นไปเพื่อการลดความเครียดความกังวลที่มีต่อสิ่งต่างๆรอบตัวที่เขายังไม่รู้จักและไม่คุ้นเคย เด็กจะค่อยๆเรียนรู้ทุกอย่างเองตามวาระตามจังหวะชีวิตของเขา ตามความสนใจของเขา มันไม่สามารถทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกันหมดได้เหมือนที่ทำกันในระบบการศึกษาเลย

เคยได้ยินได้ฟังบทสวดทำวัตรเช้าเย็นตามวัดที่บอกว่า เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เราทั้งหลายล้วนแล้วแต่ดำเนินไปตามผลของกรรมหรือเปล่า อันนี้บอกชัดเลยว่า เด็กๆไม่ใช่ผ้าขาว เขามีกรรมผลักดันให้มาเกิด มีกรรมที่เขาต้องมาชดใช้ ตามทางของเขา แต่นี่เรามาหลงคิดเอาว่าเด็กเป็นผ้าขาว มาเริ่มใหม่ เราเลยพยายามจะยัดเยียดสิ่งใหม่ให้เขา เพราะเราคิดว่าดี หวังดี ปรารถนาดี ทีนี้ปัญหาก็เกิดทันที

และปัญหาก็เกิดจากกรรมเก่าที่มันระบายถ่ายเทออกมาไม่ได้ เพราะถูกผู้ใหญ่ปิดกั้นปิดบัง บังคับควบคุมเอาไว้ แล้วก็เพราะมีคนยัดเยียดกรรมใหม่ๆ(กรรมของคนยัด ที่คนยัดคิดว่าดี) ลงไปให้เขา เมื่อของเก่าระบายออกไม่ได้ แต่พยายามยัดเยียดของใหม่เข้าไป ผลที่ได้คือความความดันในใจมันจะสูงขึ้นครับ จะเกิดความปฏิฆะขัดเคือง เก็บกด กดดัน ตึงเครียด เคียดแค้นอาฆาต สติแตก เหม่อลอย ใจลอย เป็นบ้าเสียสติ และฆ่าตัวตายในที่สุด

สิ่งที่ควรทำของพ่อแม่นั้นจึงไม่ใช่การวางแผนยัดเยียดสิ่งที่ตัวเองคิดให้กับเด็ก ไม่ใช่การเคี่ยวเข็ญ ไม่ใช่การบังคับ ไม่ใช่การหลอกล่อให้ทำตามที่ตัวเองคิดหรือสังคมคิด เพราะสังคมมันก็สังสารวัฏไง ตัวเองผ่านมาหมดแล้ว แต่ยังทุกข์แสนสาหัสอยู่ แล้วจะไปสอนให้ลูกๆดำเนินตามอย่างตัวเองทำไม?

เราควรจะเลี้ยงดูเด็กๆแบบผ่อนคลาย ไม่ต้องหลงจริงจัง จนอึดอัดกดดันกันไปหมด เพราะเมื่อเด็กๆเริ่มโตขึ้น กรรมอนุสัย วิบากกรรมเก่า ก็จะค่อยๆแสดงตัวออกมามากขึ้นเรื่อยๆ แทนที่เราจะมัวไปยัดเยียดกรรมใหม่ๆให้เขาเพิ่มอีก เราก็ควรจะให้เขาระบายถ่ายเทกรรมออกมา ให้ผ่อนคลายคลี่คลาย มีพื้นที่ให้เขาได้ระบายถ่ายเท

ปกติไม่มีดวงจิตดวงใดใฝ่ชั่วหรอก เพราะมันก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคืองและกรรมตีกลับเข้าตนเอง ถ้าเขาไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคือง อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ผ่อนคลายให้โอกาส ช่วยเหลือเกื้อกูล ให้ความรัก คอยดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำ ไม่ตัดสิน ไม่ตำหนิติเตียน ไม่พร่ำบ่นก่นด่า ไม่คาดหวัง แต่ก็ไม่ได้ตามใจไปหมดเสียทุกอย่าง เพียงแต่ต้องสอนให้เขาเห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง เข้าใจธรรมชาติของโลกของชีวิต ให้อยู่กับโลกโดยไม่เบียดเบียน แค่นี้เขาก็ไม่มีโอกาสที่จะไปเสียผู้เสียคนอะไรแล้ว

มาดูเบื้องหลังสภาวะธรรมกันว่าทำไม เมื่อเราไปยัดเยียดหรือบีบคั้นเด็กๆแล้ว เด็กๆมักจะเครียดกดดัน คับแค้นจนเสียคน

ปกติแล้วธรรมชาติของสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น อาศัยอุปาทานเป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย เมื่อมีอกุศลกรรมมากระทบ ก็จะเกิดอุปาทานกับสิ่งนั้น แล้วเหนี่ยวนำอกุศลกรรมขึ้นในใจตนเองด้วย เมื่อมีกุศลกรรมมากระทบ อุปาทานในกุศลกรรมนั้นก็จะเกิดขึ้น เหนี่ยวนำให้เกิดกุศลกรรมขึ้นในใจตน แต่ถ้าดวงจิตของเขาสัมผัสความว่างจากตัวตน เขาจะคลายออก ว่างตาม จบตาม ดับตาม ตรงต่อพระสัจธรรมได้ นี่คือธรรมชาติการตอบสนองต่อสิ่งเร้าของสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ทีนี้ ถ้าคุณเลี้ยงเด็กด้วยความห่วงหวง ครอบงำด้วยความกลัว คือมันเป็นสภาวะธรรมที่มีพื้นฐานจากความโลภ ความโกรธ และตัณหา ใจเด็กก็จะเหนี่ยวนำอกุศลกรรมแบบเดียวกันขึ้นในใจเขา ถ้าคุณเลี้ยงด้วยความบีบคั้น บังคับเคี่ยวเข็ญ(ตัณหา ความโกรธ) คุณก็จะเหนี่ยวนำตัณหาหรือวิภวตัณหาและความโกรธความคับแค้นใจแบบเดียวกันขึ้นในใจเขา หรือถ้าคุณตามใจเขาจนเคย จิตเขาก็จะแช่จมกับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง เกิดโมหะ เกิดตัณหาในใจ ก่อให้เกิดภูมิอสุรกายอยู่ภายในใจ จิตใจก็ขมุกขมัว ทีนี้เมื่อเขาเจออกุศลกรรมทางจิตที่ผู้ใหญ่สะท้อนใส่เขาบ่อยๆโดยไม่รู้เท่าทัน เขาจะเกิดอนุสัยความเคยชิน เหนี่ยวนำให้เกิดอกุศลกรรมขึ้นในใจได้โดยง่าย ตอกย้ำจนกลายเป็นกรรมอนุสัยในที่สุด นี่คือเหตุว่าทำไมเมื่อเราเคี่ยวเข็ญเด็กมากๆ บีบคั้นกดดันมากๆ เด็กจึงเสียผู้เสียคนได้อย่างง่ายดาย

ความหวังดี ความอยากดี นี่ก็มีพื้นฐานที่มาจากตัณหาบีบคั้นเหมือนกัน สมมติต่างกันแต่มาจากพื้นฐานสภาวะธรรมเดียวกัน ซึ่งจะพาให้เด็กๆเกิดความตึงเครียดเหมือนกัน

ถ้าคุณเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติธรรมดาไป ทุกอย่างก็ธรรมดา ไม่ต้องหวือหวา ไม่ต้องโลกสวยมากนัก ให้เขาได้สัมผัสชีวิตจริง สัมผัสวิบากจริง เป็นแบบอย่างในความคลี่คลายผ่อนคลาย เดี๋ยวเขาผ่อนคลายตามเอง เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครอยากจะอยู่แบบตึงเครียดหรอก อย่าไปหลอกเด็กว่า เขายังดีไม่พอสำหรับโลกใบนี้ เพราะนั่นเป็นจิตที่พร่องของพ่อแม่เสียเอง ให้เคลียร์ตัวเอง ประกาศสละตัวตั้งเอาของตัวเองเสีย แล้วก็ไม่ใช่ครอบเขาเอาไว้ด้วยชีวิตที่เหมือนเทพนิยาย ที่พ่อแม่สนองตัณหาตัวเองด้วยการประเคนทุกอย่างที่เคยฝันอยากจะมี ให้ลูกๆจนเท้าไม่ติดดิน

เราก็สอนให้เขาเข้าใจความเป็นจริงแห่งพระสัจธรรม เมื่อเขาเข้าใจ เขาจะร่าเริงอาจหาญไปในชีวิตที่เป็นปกติธรรมดาๆนั่นแหละ ไม่ใช่สอนให้ไม่พอใจ สอนให้มีปมด้อยไปเสียทุกเรื่อง

ถ้าจะช่วยเคลียร์ ช่วยคลี่คลายกรรมให้เขา ก็แค่พาขอขมากรรมบ่อยๆ หยาดน้ำอุทิศบารมีบ่อยๆ โสให้เจ้ากรรมนายเวรและสรรพสัตว์ทั้งหลายบ่อยๆ วิบากกรรมเริ่มคลี่คลายเมื่อไหร่ เขาก็จะโอเคของเขาเอง เพียงแต่อาจจะไม่โอเคแบบที่ตัณหาพ่อแม่ต้องการ

เมื่อเด็กๆไม่ต้องห่วงหวง กังวล ไม่ต้องหวาดกลัวหวาดผวา ไม่ติดขัดข้องคากับสิ่งต่างๆที่พ่อแม่ ครูอาจารย์นำมาครอบเขาแล้ว เดี๋ยวเขาจะเติบโตงงอกงามเอง ดีงามเอง รู้ดีรู้ชั่วไปเอง ดำเนินชีวิตไปในวิถีทางของเขาเองอย่างอาจหาญ ร่าเริง ไม่ต้องลังเลว่าจะถูกใจใครหรือไม่

เหมือนต้นไม้น่ะ เราจะไปสั่งให้มันโตเร็วแบบที่เราต้องการได้ไหม มีปัญญาให้มันโตเร็วกว่าธรรมชาติของมันได้ไหม มันก็โตของมันเองตามระยะเวลา ตามธรรมชาติของเขา ว่าจะเป็นต้นอะไร อายุแค่ไหน เพียงแต่เราเตรียมดินดีๆเท่านั้นก็พอ แล้วเขาก็จะโตตามศักยภาพของเขาเอง ต้นไม้ก็โตแบบต้นไม้ ผักก็โตแบบผัก มันเทียบกันไม่ได้ ถ้าคุณจะให้ต้นไม้โตเร็วแบบผัก มันไม่ใช่ความผิดของเด็กแล้ว มันเป็นความบ้าของผู้ใหญ่มากกว่า

เด็กนั้นยังไงก็ไม่ใช่ผ้าขาวอย่างที่เราเข้าใจผิดกัน แต่อย่าไประแวงว่าเขาจะวาดภาพสยองขวัญอย่างที่มีคนบอกให้เรากลัว เพราะความระแวงว่าเขาจะวาดภาพสยองขวัญนี้เอง จะเหนี่ยวนำชี้นำให้เขาไปวาดภาพสยองขวัญขึ้นในที่สุด เขามีภาพในใจที่จะวาดทิ้งไว้ให้โลกอยู่แล้ว บนพื้นฐานกรรมที่เขามีติดตัวมา ตามวาระกรรม ตามวาระธรรม เพียงแค่เรารอจังหวะให้เขาหาเจอเองเท่านั้นก็พอ

แต่ถ้ารอไม่ได้ ไม่วางใจ ไม่ทันกิน ตัณหามันท่วมท้น ยังไงก็ต้องไปลงกับลูก ก็คงจะต้องตัวใครตัวมันล่ะ รับวิบากกรรมกันเอาเองก็แล้วกัน โสให้ได้อย่างเดียว

เอ้า โส โส โส

No comments:

Post a Comment