Wednesday, May 6, 2015

บัว 4 เหล่า

วันนี้ขอยกเรื่องบัว 4 เหล่ามาพูดในส่วนของการโปรดสัตว์เพราะเรื่องนี้มีผลมากในการโปรดสัตว์ ซึ่งผู้โปรดสัตว์ควรจะรู้และตระหนักเอาไว้ให้มาก

ก่อนอื่นเรื่องบัว 4 เหล่านี้ จริงๆเป็นเรื่องของผู้โปรดสัตว์เท่านั้น ไม่ควรจะนำไปสอนเผยแพร่ในวงกว้าง ไม่ควรนำไปพูดกับใครเลยแม้สักคนเดียว อย่างหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้ ในเว็บนี้ก็ไม่เคยพูดเรื่องนี้ ไม่เคยเอาเรื่องนี้ไปตัดสินจำแนกแยกแยะใคร เรียกว่าโปรดหมดทุกชั้นภูมิ แต่วิธีการโปรดจะเป็นแบบไหน อย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมี บุญกรรมของแต่ละคนที่จะรับได้ด้วย ซึ่งการไปตัดสินคนโน้นคนนี้ ไม่ใช่หน้าที่ของผู้โปรดสัตว์ เพราะเราต้องให้โอกาสกับทุกชีวิตจิตวิญญาณเท่าที่เขารับได้ ตามวาระโอกาสของเขา

การโปรดสัตว์จริงๆแล้วเป็นเรื่องเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล พูดแบบภาษาอังกฤษก็เรียกว่า tailor-made ก็ได้ จะไปทำให้เนื้อหาพระสัจธรรมเป็นสาธารณะหรือเพื่อมวลชนส่วนใหญ่นั้นมันไม่ใช่เรื่อง เพราะรหัสนัยในการหลุดพ้นของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลยแม้แต่คนเดียว ผู้โปรดสัตว์นั้น ถ้าจะเปรียบเทียบก็คือหมอยาที่ จ่ายยาตามโรคที่คนไข้เป็น ไม่ใช่ให้ยาเหมือนๆกันหมดทุกคน

การนำเรื่องบัว 4 เหล่าไปเทศน์สอนผู้คน หรือเอาไปตัดสินคนอื่นนั้น รังแต่จะเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดทิฏฐิมานะทั้งนั้น คนที่ได้ยินได้ฟังเรื่องนี้ บางทีก็แอบตัดสินตัวเองว่าเป็นบัวเหล่านั้นเหล่านี้ ถ้าคิดว่าตนเป็นบัวใต้ตม มันก็จะเกิดความปฏิฆะขัดเคือง หดหู่ท้อแท้ สิ้นหวัง จิตตกอบายภูมิตรงนั้นเดี๋ยวนั้น ถ้าพิจารณาตนแล้ว คิดว่าตนเป็นบัวพ้นน้ำ ก็จะเกิดทิฏฐิมานะ เกิดอัตตา เกิดความถือดี อวดดี เกิดอกุศลกรรมซ้อนในสิ่งที่ดีอยู่แล้วอีก

ถ้ามีใครก็ตามเอาเกณฑ์นี้ไปตัดสินคนอื่น เอาเกณฑ์นี้ไปย่ำยีดูถูกเหยียบหยามคนอื่น ก็จะก่อให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้ง บาดหมางผิดใจ ทิฏฐิ อคติกันขึ้น เกิดเป็นกรรมในการไปปิดกั้นปิดบังผู้อื่นต่อพระสัจธรรมอีกต่อหนึ่ง แล้วก็จะโปรดกันไม่ได้อีกในภายหลัง

บางท่านอาจจะแย้งว่า ก็ดีแล้วที่ได้รู้ว่าเป็นบัวใต้น้ำ จะได้พยายามฮึดสู้ปรับปรุงตัวเอง ก็ถามกลับว่า "ตัวเอง" นี่มาจากไหน ทั้งๆที่ทุกอย่างอนัตตา(ไม่มีตัวตนจริง)อยู่แล้ว นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ก่อให้เกิดทิฏฐิมานะเหมือนกัน ซึ่งมันก็คือมานะตัวเดียวกับในสังโยชน์ 10 นั่นแหละ พูดไปแล้วมันเกิดสังโยชน์นี่มันดีตรงไหน

เรื่องบางอย่างก็ไม่ควรพูดให้เป็นกรรมซ้ำซ้อน หรือไปตอกย้ำกรรมของใครอีก พูดไปก็ไม่เกิดประโยชน์ พูดไปก็ก่อให้เกิดแต่อกุศลกรรม ก่อให้เกิดทิฏฐิมานะ ก่อให้เกิดปัญหา แล้วจะพูดไปทำไม เนื้อหาที่สร้างความขัดแย้ง ความติดขัดข้องคาในใจเหล่านี้ล้วนไม่ใช่พระสัจธรรม ซึ่งการที่จะตัดสินใครเป็นบัวเหล่าใดนั้น จะจริงหรือไม่จริงเราไม่มีวันรู้ได้เลย เพราะกรรมที่ปิดกั้นปิดบังทำให้โมฆะต่อพระสัจธรรมของแต่ละคนก็เป็นเรื่องชั่วคราว ไม่เที่ยง เราก็ไม่ควรที่จะไปตราหน้าตราบาป ตัดสินหรือแปะป้ายใครสักคนให้เขาเป็นแบบนั้นตลอดกาล มันไม่ใช่แบบนั้น เราไม่ควรจะไปเหยียบใครให้จมดิน ไม่ให้ได้พบพระสัจธรรมอีกเลยไปตลอดกาล อย่างนี้เข้าข่ายลัทธิล่าแม่มดมากกว่า ไม่ใช่พระพุทธศาสนาแล้ว

แม้กระทั่งพระเทวทัตที่ชาวพุทธชอบยกมาย่ำยี ยกมาเป็นอุทาหรณ์เรื่องอนันตริยกรรมอยู่บ่อยๆ ก็ได้รับการพยากรณ์แล้วว่าจะได้เป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าในอนาคต นี่ขนาดอนันตริยกรรมยังได้บรรลุเป็นพระปัจเจกนะ ฉะนั้นเราจะไปดูถูกดูแคลนใครไม่ได้เลย ต้องให้โอกาสโปรดทุกคนตามวาระตามบุญบารมีโดยไม่ปิดกั้นปิดบัง

ในสังสารวัฏนี้มีบัวทุกเหล่าคละเคล้ากันไป ไม่ใช่หน้าที่อะไรของผู้โปรดสัตว์ที่จะเลือกโปรด หรือเลือกสัมผัสสัมพันธ์กับเฉพาะบางกลุ่ม การโปรดสัตว์ต้องปล่อยให้มันเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ไปเสนอตัว วางแผนเจาะกลุ่มเป้าหมาย หรือจงใจสอนอะไร โปรดก็โปรดไปตามเหตุปัจจัย และวิธีการโปรดสัตว์สำหรับแต่ละหมู่เหล่าก็ล้วนแตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน เหมือนพืชผักในสวนที่อยู่ในระยะการเติบโตสุกงอมไม่เท่ากัน ก็ต้องได้รับการดูแลและเก็บเกี่ยวที่แตกต่างกันไป

เราไม่จำเป็นต้องไปคิด ไปพิจารณา ไปตัดสินอะไรใครว่าจะโปรดอย่างไร เพียงแค่ว่างๆไว้เป็นประธาน เดี๋ยวการโปรดจะเป็นไปเองอย่างพอเหมาะพอดีกับบุญบารมีของแต่ละคนที่สัมพันธ์กันมานับตั้งแต่อดีตไปเอง หรือถ้าใครยังมีกรรมปิดกั้นปิดบังอีกมาก ยังไม่ถึงวาระ ผู้โปรดจะปิดวาจาเองโดยอัตโนมัติ และใช้อานุภาพในการสัมพันธ์และโปรดภาคทิพย์ของเขาเหล่านั้นแทนอย่างไร้ร่องรอย ชนิดที่ว่าผ่านไปแล้วก็ยังไม่รู้ว่าได้รับการโปรดไปแล้วด้วยซ้ำ บางทีก็ให้สร้างเหตุทำบุญเอาไว้ก่อน แม้จะไม่เข้าใจพระสัจธรรม แต่ในภายหน้าก็จะได้มาเจอกันมาโปรดกันอีก เหมือนการเพาะต้นกล้าแห่งพุทธะเอาไว้ในสังสารวัฏนี้นั่นเอง

หน้าที่ของผู้โปรดสัตว์มีเพียงแค่สะท้อนสัจธรรม ไม่ใช่ไปตัดสินใคร เรามีหน้าที่แต่เพียงให้เนื้อหาของความหลุดพ้นก็พอ แม้กระทั่งคนที่ปฏิฆะต่อผู้โปรดสัตว์หรือพระสัจธรรมเอง หากการสนทนาธรรมที่บางครั้งเกิดขึ้นด้วยความมุ่งหวังจะเอาชนะคะคานต่อพระสัจธรรม โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ได้เป็นไปเพื่อเนื้อหาแห่งการบรรลุธรรม ก็อาจจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่นที่ได้พบเห็น ได้ยินได้ฟัง ซึ่งแม้คู่สนทนาจะถูกกรรมปิดกั้นปิดบังอยู่ไม่สามารถที่จะจบตามดับตามได้ เขาก็จะได้มีส่วนในการสะท้อนพระสัจธรรมนั้นไปด้วย มีส่วนคลี่คลายให้กับผู้อื่นที่ได้ยินได้ฟังได้พบเห็นไปด้วย ซึ่งลักษณะนี้ก็คือการโปรดอย่างหนึ่ง การโปรดสัตว์จริงๆจึงมีรายละเอียดซับซ้อนและพิสดารพันลึกมาก ไม่ได้มีมิติเดียวแบบที่จะมาสอนกันเป็น how-to ได้หมดทุกเรื่อง

ความไร้ร่องรอยในการโปรดก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายพึงระลึกไว้เสมอว่า อย่าเอาเครดิตเอาดีใส่ตัว ไม่ต้องไปเรียกร้องเครดิตกับใคร เพราะพระสัจธรรมนั้นไม่มีเจ้าของ สะท้อนสัจธรรมออกไปแล้วก่อเกิดอานุภาพกับใคร มันก็จะมีแต่ว่าง มีแต่ดับ ไม่มีตัวตนหลงเหลือ มันไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นจริงๆ

จะโปรดสัตว์ก็ให้หมดตัวตนในการโปรดไปด้วยพร้อมๆกัน การโปรดสัตว์ก็จะเป็นไปอย่างไร้ร่องรอยและมีอานุภาพสูงสุดไปเอง

No comments:

Post a Comment