Thursday, April 23, 2015

กรรมทั้งหมดที่เราทำมาถูกสะสมหรือบันทึกไว้ที่ไหน?

มีญาติธรรมถามคำถามนี้มาทาง inbox ครับ ก็เลยขอยกมาตอบเป็นบทความเสียเลย

ผมขอยกคำถามต้นฉบับมาโพสต์ไว้ตรงนี้ก็แล้วกัน

ตามคติทางพุทธศาสนา ก่อนตาย จิตสุดท้ายที่รับอารมณ์ ก็มีอารมณ์เดียว มีกรรมอันเดียว เพื่อไปเกิดในภพภูมิใหม่ แล้วกรรมทั้งหมดทั้งมวล ที่จิตสะสมไว้ มันจะตามจิตไปได้อย่างไร ถ้าตามไม่ได้กรรมมันรอ อยู่ที่ไหน

โดยช่วงชีวิตปกติของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้นมี "ขณะจิต" เกิดตลอดเวลา เพราะดำเนินชีวิตไปด้วยโมหะตัณหาอุปาทาน ซึ่ง "ขณะจิต" ที่เกิดนั้นก็มีคุณภาพแตกต่างกันไปตามอารมณ์กรรมในแต่ละช่วงเวลา

ขณะจิตที่เกิดขึ้นในแต่ละขณะนั้นมันจะทำให้เกิด "ภพ" คือแดนเกิดของจิตขึ้นด้วย เช่นถ้าเกิดจิตโลภขึ้น ภพที่เกิดก็จะเป็นเปรต เกิดโทสะโมโห ขึ้น ภพที่เกิดก็จะเป็นสัตว์นรก ถ้าจิตเป็นกุศล ภพที่เกิดก็จะเป็นเทวดา ถ้าจิตเป็นกลางๆไม่เอนเอียงไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากเกินไป ก็จะเป็นภพของมนุษย์ ซึ่งจิตที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เองทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีช่วงเวลาที่ "ว่าง" พอ เพื่อที่จะเสวยวิบากจากการเกิดภพชาติขึ้นของจิตเลย ทำให้ภพชาติที่เกิดขึ้นทั้งหมดเกิดกระจายไป "สะสม" อยู่ตามภพภูมิต่างๆตามคุณภาพของขณะจิตนั้นๆ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า กรรมทั้งหลายนั้นล้วนเป็นพลังงานที่มีลักษณะเฉพาะจากการมีเจตนาเข้าไปกระทำ เข้าไปกำกับ มีอัตลักษณ์ของพลังงานที่ถูก"ประทับ"(imprint) ลงไปจนกลายเป็นพลังงานที่ไม่เข้าพวกกับพลังงานธรรมชาติ และรอคืนสู่เจ้าของพลังงานกรรมเหล่านั้นในรูปแบบของ "วิบากกรรม" พลังงานเหล่านี้มีอัตลักษณ์พลังงานเฉพาะ ซึ่งผมขอเรียกว่า Energy Signature ก็แล้วกัน

พลังงานกรรมเหล่านี้ถูกสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น "ไม่ว่าง" จากตัวตนที่คอยตอกย้ำจิต จนก่อให้เกิดพลังงานกรรมสะสมไม่รู้จบ ซึ่งก็หมายถึงภพชาติที่สะสมไปรอไว้เบื้องหน้าไปเรื่อย และความที่ไม่ "ว่าง" นี้เอง ทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีโอกาสเสวยวิบาก ณ ชาติปัจจุบันในทันที ภพชาติซึ่งเป็นลักษณะของพลังงานอันมีอัตลักษณ์เฉพาะตัวเหล่านี้จึงสะสมไว้เพื่อรอเวลาเสวยในชาติถัดๆไป

ลักษณะของพลังงานเหล่านี้ก็มีคุณภาพแตกต่างกันไป ความหนาแน่นของพลังงานแตกต่างกันไป ซึ่งพลังงานกรรมที่มีคุณลักษณะที่แตกต่างกันนี้ ก็จะกระจายตัวกันอยู่ตามบริเวณต่างๆของสังสารวัฏแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตามชั้นของพลังงานที่เราเรียกมันว่า "ภพภูมิ" ซึ่งมีภพภูมิหลักๆในสังสารวัฏอยู่ทั้งหมด 31 ภพภูมิ เป็นการแบ่งคุณลักษณะของพลังงานกันแบบหยาบๆ และสามารถที่จะมีรายละเอียดของพลังงานกรรมอันละเอียดซับซ้อนแตกต่างกันในแต่ละภพภูมิย่อยนั้นลงไปได้อีกมากมาย

พลังงานกรรมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวเช่นนี้ จะไม่ทำปฏิกิริยากับดวงจิตอื่นที่ไม่มีลักษณะพลังงานที่สัมพันธ์กับพลังงานกรรมเฉพาะนั้นๆ เรียกว่ากรรมใครกรรมมัน ไม่มีใครเสวยวิบากแทนกันได้ แต่มันจะมีแรงดึงดูดต่อดวงจิตที่มีลักษณะของพลังงานสัมพันธ์กัน เหมือนลูกกุญแจกับแม่กุญแจ พอดิบพอดี ไม่มีผิดเพี้ยน พอลูกกุญแจกกับแม่กุญแจกมาเจอกัน ก็จะได้เสวยวิบากทันที

ด้วยเหตุนี้เอง จิตจะไม่มีการสะสมบัญชีกรรมเอาไว้ในจิตแบบที่เข้าใจกัน จิตแต่ละดวงจะมีคลื่นความถึ่อันเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนกัน มี Energy Signature ไม่เหมือนกัน บุญกรรมทั้งหลายที่เคยกระทำมาทั้งหมดนั้น จะอยู่ในรูปของพลังงานกรรมที่มีลักษณะเฉพาะตัว ที่กระจายไปทั่วสังสารวัฏตามชั้นภูมิต่างๆ เพื่อรอคอยการเสวยในที่สุด เหมือนหีบสมบัติที่รอคอยลูกกุญแจเพื่อไขเปิดออกนั่นเอง

แต่พลังงานกรรมบางส่วนที่เกิดขึ้นโดยมีกายหยาบรองรับ อัตลักษณ์ของพลังงานจากกรรมเหล่านั้นก็จะถูก "ประทับ" ลงไปบนธาตุต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นกายขันธ์ด้วย และจิตดวงนั้นก็ต้องมาเสวยวิบากคืนบนโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่งในภายหลัง

และเรื่องที่ว่ากรรมมันเรียงลำดับอย่างไรก็ไม่ต้องไปสนใจ เพราะมันซับซ้อนมากจนเกินกว่าวิสัยที่คนธรรมดาทั่วไปจะเข้าใจได้ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเข้าใจมันด้วย เพราะยังไงก็ต้องเสวยกันอยู่แล้วอย่างแน่นอน

ส่วนที่ว่าจุติจิต หรือ จิตแรกที่เกิดขึ้นขณะเปลี่ยนภพภูมิจะพาไปเกิดในภพภูมิไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับแรงเหนี่ยวนำภายใต้อิทธิพลของกรรมอนุสัย หรือจริตราคะว่ามีลักษณะเช่นไร เหนียวแน่นแค่ไหน ก็จะพาไปเสวยวิบากในภพภูมิที่มีแรงเหนี่ยวนำนั้นๆก่อน แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องเวียนไปจนกว่าจะใช้กรรมครบจนหมดทุกภพภูมิ จะสั้นจะยาวก็แล้วแต่ว่ามีวิบากสะสมตัวอยู่มากน้อยแค่ไหนในแต่ละชั้นภูมิ แต่สรรพสัตว์ส่วนใหญ่จะใช้วิบากไม่หมดเพราะไม่เข้าใจพระสัจธรรม ก็เลยยุติกรรมกันไม่เป็น จบให้ตัวเองไม่ได้

ผู้ที่ได้มาพบสัจธรรม ฟังสัจธรรมเข้าใจจนคลี่คลายจากอุปาทานความเป็นภพชาติแล้ว ภพชาติใหม่ๆที่เกิดจากการตอกย้ำในจิตจะสั้นลง น้อยลง ส่วนวิบากจิตที่ต้องเสวยมากน้อยก็แล้วแต่ของแต่ละคน กายขันธุ์ที่เคยรองรับแรงกรรมที่ตอกย้ำจิตมากๆก็จะโปร่งโล่งเบามากขึ้น คลายมากขึ้น พอภพชาติใหม่ๆน้อยลงจากการยุติกรรมในจิตในใจตน อันเป็นอานุภาพจากพระสัจธรรม ว่างจากตัวตนเป็น นิโรธดับเป็น นิพพานเป็น วิบากทางจิตที่เคยตอกย้ำมานานก็จะเริ่มร่นระยะเวลามาให้ผลในภพชาติปัจจุบันเลย ไม่ต้องรอชาติหน้า เพราะไม่มีการตอกย้ำใหม่ๆ ภพชาติเบื้องหน้าจึงไม่มี วิบากจึงเร่งขึ้นมาให้เสวยกันเร็วขึ้น ซึ่งเป็นเหตุทำให้ บางครั้งก็เกิดอารมณ์กรรมหรือขณะจิตแปลกๆ ความคิดแปลกๆขึ้นมาเหมือนไม่มีสาเหตุอ้างอิงกันในปัจจุบัน แต่สิ่งเหล่านี้มันเป็นวิบากจิตที่ร่นระยะเวลาให้ผลขึ้นมานั่นเอง(ปรากฏการณ์เหล่านี้คือการสำรอกกรรมทางจิตอย่างหนึ่ง) ก็ไม่ต้องทำอะไร ช่างมัน ยอมมันทุกกรณีกรรม แล้วมันจะผ่านไปเอง เพราะมันก็แค่วิบากที่ผ่านมาผ่านไป ไม่ใช่อะไรอยุ่แล้วทั้งนั้น

ที่อธิบายมาทั้งหมดนี้ก็จะเห็นได้ชัดว่า ทุกอย่างล้วนแล้วแต่อนัตตาอยู่แล้วจริงๆ ไม่มีตัวตนจริงไม่ว่าจะภพภูมิไหนก็ตาม ทุกอย่างล้วนแล้วเป็นเพียงแต่การหลงทำกรรมใช้กรรมอยู่อย่างนั้น จะปิดบัญชีกรรมกี่ภพกี่ชาติก็เป็นศูนย์หมด ไม่มีกำไรเหลือให้ใครเลย แม้แต่คนเดียว เมื่อเข้าใจสัจธรรมได้ตามนี้แล้วก็ไม่ต้องดิ้นรนอะไรแบบไหนอีกเลย ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง ยุติกรรมใหม่ เดี๋ยวมันก็จบเอง สลายคลายคืนของมันเองโดยที่ไม่ต้องปฏิบัติเพื่อให้มี ให้ถึง ให้เป็นอะไรอีกเลย

2 comments:

  1. สาธุๆๆ ขอพระคุณมากที่ให้ความกระจ่าง

    ReplyDelete
  2. สาธุ สาธุ สาธุ ครับ ท่าน Admin
    ช่างเป็นอะไรที่ทำให้การทำใจจากการสูญเสียลูกสาวคนเดียวของผมไปเมื่อกลางเดือนที่แล้วนั้น ดูเหมือนจะง่ายขึ้นมาบ้างแล้วละครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงอีกครั้งครับ..ชัยศักดิ์

    ReplyDelete