Wednesday, April 8, 2015

สัจธรรมจากจิตสู่จิต

ชื่อเดิมของบทความนี้ตั้งเอาไว้ว่า ไร้ลักษณะในการสะท้อนธรรม และบทความนี้เป็นบทความสำหรับผู้สะท้อนสัจธรรมโดยตรง

ในวัชรปรัชญาปารมิตาสูตรได้มีบันทึกที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับสุภูติเกี่ยวกับการถ่ายทอดธรรมเอาไว้ มีเนื้อหาใจความประมาณนี้ คือ การถ่ายทอดธรรมนั้น ไม่มีลักษณะของความเป็นบุคคลเราเขา ไม่มีลักษณะในความเป็นทัศนะแง่มุมใดๆ ไม่มีลักษณะของสถานะผู้ถ่ายทอดหรือแม้กระทั่งผู้รับธรรม และแม้แต่ธรรมที่ให้ก็ไม่ได้มีจริง ผู้รับก็ไม่ได้รับจริง ผู้รับก็ไม่มี ผู้ให้ก็ไม่มี สัจธรรมก็ไม่มีอะไรเลย ล้วนว่างเปล่าทั้งสิ้น

หลายคนอ่านถึงตรงนี้อาจจะงงเป็นไก่ตาแตกว่ามันไม่มีได้ยังไง เพราะนี่ก็เห็นอยู่ นี่ก็อ่านอยู่ นี่ก็ฟังอยู่ นี่ก็นึกคิดปรุงแต่งตามอยู่ แล้วจะไม่มีได้ยังไง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า สัจธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เป็นสุญญตาธรรม เป็นธรรมที่ไม่สามารถกล่าวเป็นวาจาได้ ไม่สามารถจะถ่ายทอดออกมาด้วยสมมติใดๆได้เลย จะอธิบายถึงนิพพานก็ไม่ได้ ยิ่งอธิบายยิ่งผิด

อ้าว..แล้วที่เขียนให้อ่าน บรรยายให้ฟังทั้งหมดนี่คืออะไรกันแน่

แม้สุญญตาธรรมจะไม่มีอะไรแสดงก็จริง แต่สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนแล้วแต่อาศัยและดำรงอยู่ในเมฆหมอกแห่งโมหะอวิชชาของตนที่ปกคลุมจิตเดิมแท้ จนมัวแต่หลงไปยึดติดในสิ่งสมมติทั้งหลาย หลงเอาจริงเอาจังกับสิ่งชั่วคราวทั้งหลาย จนเป็นกำแพงปิดกั้นตัวเองให้ต้องวนเวียนทำกรรมใช้กรรมไม่รู้จบ ไม่สามารถที่จะแทงทะลุออกมาได้ การโปรดสัตว์เพื่อนำพาสรรพสัตว์ทั้งหลายออกจากโมหะอวิชชาแห่งตนจึงมีขึ้น..โดยสมมติ

องค์มหาบารมี และผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายจึงได้อุปโลกน์ ปรุงแต่งจิตขึ้น ก่อให้เกิดธาตุขันธ์โดยสมมติ ลงมาจุติบนโลกเพื่อใช้เป็น "สื่อ" ในการโปรดสัตว์พาออกจากโมหะตน ถ้าจะอธิบายแบบหนังไซไฟก็น่าจะประมาณ สรรพสัตว์ทั้งหลายล้วนติดกับดักของตัวเองอยู่ในฝัน แล้วผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายก็ได้เชื่อมโยงตนเอง อุปโลกน์ตนเองหรือ avatar ตัวตนปลอมๆเข้าไปในฝันของสรรพสัตว์ เข้าไปในสังสารวัฏแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย แล้วก็สื่อสัจธรรมให้สรรพสัตว์ที่ติดอยู่กับความฝันแห่งสมมติ ให้ตื่นออกจากความฝันในสมมตินั้นๆ

ซึ่งสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ไม่ได้มีความฝันในลักษณะที่เหมือนกันหมด ระดับความลึกความซับซ้อนของความฝันในแต่ละดวงจิตก็ไม่เท่ากัน สรรพสัตว์บางหมู่เหล่าก็ติดอยู่ในความฝันของตนระดับที่ลึกมาก ซับซ้อนมาก หนักหนามาก ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือให้หลุดพ้นได้ทันที ผู้โปรดสัตว์ก็จะเชื่อมโยงบารมีไปก่อนเพื่อรอวาระอันเหมาะสมในการโปรด แต่สำหรับสรรพสัตว์ที่พร้อมจะตื่นจากฝัน ผู้โปรดสัตว์ก็จะแสดงปรากฏการณ์เพื่อให้หมู่เหล่าสรรพสัตว์นั้น ได้น้อมเข้ามาฟังสัจธรรมความเป็นจริงเพื่อที่จะตื่นออกจากมายาความหลอกลวงแห่งจิตตน

จากย่อหน้าข้างต้นจะเห็นได้ว่าทุกอย่างล้วนเป็นสมมติทั้งนั้น องค์มหาบารมีและผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายเพียงแค่อุปโลกน์สมมติขึ้นจากความว่าง แม้จะเกิดเป็นธาตุขันธ์กายใจแล้ว มันก็ยังเป็นสมมติอยู่ดี ล้วนแล้วแต่นิพพานอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้วตลอด เพียงแต่อาศัยใช้เป็น "สื่อ" เพื่อเชื่อมโยงและน้อมสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เปิดใจต่อพระสัจธรรมเท่านั้น ซึ่งถ้าสรรพสัตว์ไม่น้อมตาม หรือไม่มีการโปรดเกิดขึ้น ก็อาจจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานมากที่จะหลุดพ้นจากโมหะอวิชชาแห่งตน และความที่หลงวกวนยาวนานนั้น ก็ไม่มีใครได้อะไรจากอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว

และเมื่อสรรพสัตว์น้อมรับฟังสัจธรรมแล้ว องค์มหาบารมีหรือผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายจึงอาศัยสมมติบัญญัติที่มีใช้กันในสังสารวัฏ ถ่ายทอดสมมติธรรมด้วยรูปแบบและสื่อที่เรียบง่ายไม่ต้องตีความออกไป เพื่อล้างความยึดติดในสมมติที่ซ่อนอยู่ส่วนลึกในจิตในใจของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย เรียกว่าใช้สมมติล้างสมมติ ใช้พิษล้างพิษ หรือใช้โมหะล้างโมหะของหมู่เหล่าสรรพสัตว์ให้หมดลง

แต่ในขณะที่น้อมมารับฟังพระสัจธรรมนั้นเอง อานุภาพแห่งพระสัจธรรมหรือสุญญตาธรรมแห่งองค์มหาบารมีและผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายที่รองรับอยู่แล้ว ก็จะเชื่อมโยงสู่จิตของหมู่เหล่าสรรพสัตว์โดยตรง จากจิตสู่จิต จากว่างสู่จิต เพื่อล้างโมหะอวิชชาให้คลี่คลายออก จะช้าจะเร็วก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ถ้าวิบากกรรมบังน้อยก็บรรลุฉับพลัน ถ้ายังหนาหนักก็อาจจะค่อยๆคลี่คลาย

จริงๆแล้วไม่ต้องถึงกับอาศัยสมมติธรรมในการสื่อเพื่อคลี่คลายก็ได้ ในบางกรณีหรือบางคน เพียงแค่น้อมจิตเปิดใจเวลานั่งอยู่ใกล้ๆองค์มหาบารมีหรือผู้โปรดสัตว์ที่มีบารมีมากก็จะรู้สึกคลี่คลายตามได้ทันที โดยท่านไม่ต้องกล่าวอะไรเลย อันนี้คืออานุภาพแห่งพระสัจธรรม

ส่วนการกล่าวพระสัจธรรมออกมาเป็นคำพูดหรือตัวอักษรนั้น ก็เป็นเพียงแค่อาศัยการอุปโลกน์สื่อขึ้นมาเพื่อถ่ายทอดไปแบบว่างๆ ไร้อุปาทานซ้อนลงในสื่อ ไร้ลักษณะของความมุ่งหมายซ้อนลงไป ไร้สถานะที่จะซ้อนลงไปในสื่อ ไม่ใช่การสื่อออกไปในฐานะผู้โปรด ไม่ใช่การสื่อออกไปในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์ ผู้โปรดสัตว์ หรือองค์มหาบารมี ไม่ใช่การสื่อออกไปเพื่อสอน เพื่อให้คลี่คลาย เพื่อให้คนฟังยุติกรรม เพื่อโปรดพ่อแม่พี่ป้าน้าอา เพื่อช่วยเหลือ ไม่มีเป้าหมายในการสื่อ ไม่มีกลุ่มเป้าหมายในการสื่อ ไม่มีผู้สื่อและผู้รับสื่อ ไร้ลักษณะที่จะเป็นอะไร ไร้ลักษณะที่จะสร้างอุปาทานต่อ พูดง่ายๆคือผู้ที่สื่อสัจธรรมออกไปก็ต้องว่างรองรับ นิพพานรองรับ ถึงจะมีอานุภาพเชื่อมโยงจากจิตสู่จิตได้

ธาตุขันธ์ขององค์มหาบารมี หรือผู้โปรดสัตว์จึงตรงต่อเนื้อหานิพพานหรือว่างรองรับการอุปโลกน์อยู่แล้ว แม้จะดำริอุปโลกน์ขึ้นก็ตาม เพราะต้องใช้เป็นสื่อเป็นช่องทางที่สรรพสัตว์ทั้งหลายจะเชื่อมโยงเข้ามาคลี่คลายตนเองจากโมหะอวิชชาได้ ที่ต้องอุปโลกน์เพราะไม่เช่นนั้น สรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะไม่สามารถรับรู้และน้อมตามได้เลย เราจึงได้มีพระพุทธเจ้าลงมาจุติและประกาศพระสัจธรรมกันในทุกยุคนั่นเอง

ดังนั้นผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายจึงต้องว่างรองรับเนื้อหาพระสัจธรรม แล้วการโปรดจะเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่การให้ความเข้าใจ หรือให้ทำความเข้าใจ ไม่ใช่ความพยายามจะสื่อ พยายามจะสอน พยายามจะให้เกิดศรัทธา พยายามจะทำให้คลาย พยายามจะดับให้ผู้อื่น พยายามที่จะทำให้ผู้อื่นประทับใจในพระสัจธรรมแต่อย่างใด สิ่งเหล่านี้ล้วนมีเจตนาแอบแฝงทั้งนั้น จึงทำให้สัจธรรมที่สื่อออไปไม่มีอานุภาพ แต่จะกลายเป็นกรรมที่ไปกระทำต่อผู้อ่านผู้ฟังเสียเอง กรรมก็จะตีกลับเสียเอง

ส่วนผู้ฟังหรือผู้อ่าน ก็ไม่ต้องพยายามจะเข้าใจตาม คิดตาม วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ตาม เปรียบเทียบเทียบเคียงตาม หรือหาถูกหาผิดตาม เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งปิดบังพระสัจธรรมทั้งนั้น ให้ฟังหรืออ่านไปโดยไม่ต้องคาดหวังตั้งเอา เดี๋ยวเนื้อหาพระสัจธรรมคลี่คลายตัวมันเองออกเมื่อไหร่ก็จะเข้าใจไปเองว่าพระสัจธรรมคืออะไร

สื่อสัจธรรมที่แท้จริงนั้น ยังมีลักษณะล้างตัวมันเอง คือเมื่อใดก็ตามที่ฟังหรืออ่านเนื้อหาจนจบแบบไม่อะไรกับอะไรแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะจำเนื้อหาไม่ได้ เพราะเนื้อหาล้วนว่างเปล่าและล้างตัวมันเองอย่างไร้ร่องรอย หรือถ้าจำได้ นั่นก็คือรหัสนัยแห่งพระสัจธรรมที่จะช่วยคลี่คลายเฉพาะตนเท่านั้น เปรียบเหมือนลูกกุญแจเฉพาะที่จะไขออกจากโมหะอวิชชาของตนนั่นเอง ซึ่งเมื่อฟังแล้วอ่านแล้ว มันจะจบโดยตัวมันเอง ไม่ต้องเก็บไปศึกษาต่อ ไปวิเคราะห์ต่ออีก เพราะไอ้ที่ว่างที่คลายลงเสียเองนั่นแหละ คือพระสัจธรรมที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้ตามที่เกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนต้นบทความ

ซื่งเมื่อคลี่คลายตนเองแล้ว สมมติธรรมที่ใช้เป็นสื่อเชื่อมโยงชั่วคราวก็ไม่มีค่า ไม่มีความหมายเพื่อที่จะจบให้กับอะไรอีกต่อไป

No comments:

Post a Comment