Wednesday, April 29, 2015

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 7 ปมด้อย

วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องปมด้อยกันสักหน่อย ให้เข้าใจกลไลของมัน แรงผลักดันของมัน จะได้ไม่หลงกลมัน แล้วก็เผลอไปสร้างปมด้อยให้คนอื่นๆให้เป็นกรรมอีก

โดยปกติวิถีของปุถุชนทั่วไปนั้น มักจะต้องการที่จะเด่นกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น เหนือกว่าคนอื่น ดีกว่าคนอื่น ได้รับการยอมรับมากกว่าคนอื่น เพื่อที่จะทำให้ตนเองรู้สึกดี รู้สึกปลอดภัย

ซึ่งแรงขับดันเหล่านี้ก็ไม่ใช่ปมเด่นแต่อย่างใด มันก็มาจากปมด้อยทั้งนั้น คือตัวเองมีปมด้อยในใจแล้วก็ปล่อยให้มันขับดัน ผลักดันเพื่อที่จะฝึกฝนให้เก่งกว่า หาวิธีที่จะเหนือกว่าคนอื่น เพื่อสร้างปมเด่น ปมเด่นที่ได้มาจึงเป็นเสมือนสิ่งที่มาปกปิด กลบเกลื่อนปมด้อยอีกที

สังคมมนุษย์บนโลกใบนี้ล้วนถูกครอบงำด้วยการเปรียบเทียบ แก่งแย่งแข่งขัน เบียดเบียน เพื่อที่จะให้ตัวเองรู้สึกดีกว่าคนอื่นเสมอ จนสิ่งนี้กลายเป็นปมด้อยในใจของทุกคน ซึ่งสุดท้ายสิ่งเหล่านี้เอง ที่กลายเป็นปมปัญหารากฐานที่ทำให้สังคมมันวุ่นวาย อย่างน้อยขอให้ได้รับรู้ว่าตัวเรานั้นดีกว่าคนอื่นก็อุ่นใจ สบายใจแล้ว ทั้งๆที่มันก็สังสารวัฏเดียวกัน เวียนว่ายตายเกิดเหมือนกัน มันไม่มีใครดีกว่าใครจริงหรอก

ปมด้อยที่เราสร้างให้เด็กๆนั้น มันก็มีเหตุมาจากปมด้อยในใจพ่อแม่ ญาติ หรือคนใกล้ชิดนั่นแหละ ปมด้อยเหล่านี้มาในรูปแบบของการเอาเด็กๆไปเปรียบเทียบ เทียบเคียงกับเด็กคนอื่น จนก่อให้เกิดปมด้อยในใจ ทำให้เด็กๆเกิดความรู้สึกลึกๆว่าตัวเรามันยังไม่ดีพอสำหรับพ่อแม่ สำหรับโลกนี้ มันก่อให้เกิดความรู้สึก "พร่อง" และ "ไม่บริบูรณ์" และสิ่งเหล่านี้เองที่จะกลายเป็นปมด้อยที่คอยขับดันเด็กๆให้ออกไปแสวงหาในสิ่งที่มันเป็นเพียงแค่สมมติชั่วคราว แล้วสิ่งนี้มันก็จะกลายเป็นโมหะ เป็นกิเลส ตัณหา อุปาทานขึ้นในใจเด็กๆตามมาอีกมากมาย

บางคนอาจจะเถียงว่า ถ้าไม่มีแรงขับดัน แล้วเด็กๆจะใช้ชีวิตยังไง อยู่แบบผักงั้นเหรอ?

ปกติเด็กๆเขาก็มีแรงขับ หรือเชื้อกรรม เชื้อโมหะของเขาอยู่แล้ว เราไม่ต้องไปพยายามจะใส่ให้เขาซ้ำซ้อนอีกหรอก ยิ่งเราใส่ปมด้อยเข้าไปมากๆ ชีวิตของเขาจะยิ่งกดดัน ยิ่งเคว้งคว้างวังเวง ยิ่งรู้สึกว่าไม่มีใครรักเขาจริง เขาจะรู้สึกว่าความรักที่เขาได้มานั้นมีเงื่อนไข ชีวิตของเขาจะเป็นเพียงแค่การต่อสู้ ต่อรอง เบียดเบียน ไขว่คว้า ต้องคอยแสวงหาสิ่งยึดเหนี่ยวอยู่ตลอด อยู่ด้วยตัวเองอย่างเป็นปกติสุขไม่ได้ ต้องคอยพยายามเปรียบเทียบกับคนอื่นให้ตัวเองรู้สึกดีกว่าเหนือกว่าอยู่เสมอๆ จนที่สุดจะกลายเป็นอนุสัยกรรม และสันติสุขความสงบในใจของเด็กๆก็จะหายไป และเราก็จะได้มนุษย์มีปัญหามีปมด้อยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

สิ่งที่เราควรจะสอนเด็กๆจึงไม่ใช่การพยายามจะไปสร้างปมเด่น ลบปมด้อยอะไรเอาไว้เพื่ออวดเพื่อโชว์คนอื่น หรือเพื่อสร้างตัวตนให้เขาได้ภูมิใจมั่นใจแต่อย่างใด แต่ควรจะสะท้อนเพื่อสลายการเปรียบเทียบ ความแตกต่างในจิตในใจเขาลงเสียให้หมด สะท้อนให้เขาเข้าใจความจริงว่าทุกอย่างมันเป็นธรรมชาติธรรมดา ไม่มีอะไรดีกว่าอะไรจริง ทุกอย่างล้วนเป็นไปเพียงแค่ชั่วคราว ยึดก็ยึดไม่ได้

พอเราไม่สอนในสิ่งที่ก่อให้เกิดโมหะตัณหาอุปาทาน หรือทิฏฐิมานะให้กับเด็กๆ จิตใจของเด็กๆจะร่าเริงเบิกบานด้วยตัวของเขาเอง โดยที่ไม่ต้องไปพยายามจะเหยียบคนอื่นขึ้นที่สูง หรือทำให้ตัวเอง หลอกตัวเองให้รู้สึกเหนือกว่าคนอื่นแต่อย่างใด เรียกว่าอยู่ได้ด้วยตัวเอง บริบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องแสวงหาความมั่นใจอะไรให้ตัวเองอีก สันติสุขในใจอย่างที่เคยมีมาตั้งแต่เกิดก็จะไม่หายไปไหน เด็กเหล่านี้จะรู้จักเป็นผู้ให้ จิตใจกว้างขวาง รู้จักสละ รู้จักอภัย รู้จักการให้อโหสิกรรม รู้จักที่จะรักทุกคนบนโลกใบนี้ ไม่แบ่งแยกแตกต่าง ไม่มีเงื่อนไขที่จะสร้างทุกข์ให้ตนเอง และรู้จักให้โอกาสคนอื่น ชนิดที่เราไม่ต้องไปพยายามสอนเขา ฝึกเขาในภายหลัง อย่างที่พยายามกันแทบเป็นแทบตายกันอยู่แบบทุกวันนี้เลย ทั้งหมดนี้ก็เพียงแค่เราหยุดการสร้างปมด้อยในใจให้เด็กๆเท่านั้นเอง

ซึ่งถ้าเด็กๆต้องไปเจอสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีการเปรียบเทียบ แข่งขันก็ไม่เป็นปัญหาอะไร เราไม่ต้องไปปิดกั้นปิดบังวิบากของเด็กๆ ให้เขาได้เจอสภาพความเป็นจริง เราก็อาศัยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมาสะท้อนล้างแง่มุมไปเลย

เราแค่สะท้อนธรรมให้เขาได้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขานั้น มันทำให้เขาอึดอัดขัดเคือง ทำให้เขารู้สึกเคว้งคว้าง ทำให้เขารู้สึกด้อย เพราะเขาไปยึดเอาในเงื่อนไขที่คนอื่นเขาตั้งขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดี มาทำให้ตัวเองรู้สึกด้อย

สะท้อนให้เขาเข้าใจมายาแห่งใจ มายาแห่งอารมณ์ความรู้สึกนั้นๆว่ามันก็เป็นเพียงอารมณ์ที่ผ่านมาผ่านไปเท่านั้นเอง ไม่ใช่ของจริง และคนที่ยึดว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นนั้น จริงๆก็เป็นเพียงการหลงคิดเอาเองทั้งนั้น

เมื่อสะท้อนความจริงล้างแง่มุมเหล่านั้นลงแล้ว เขาก็จะเกิดสันติสุขในใจของตนเอง สงบรำงับในใจไปเอง โล่งโปร่งเบาในจิตในใจไปเอง พอได้รับการสะท้อนล้างแง่มุมแบบนี้บ่อยๆ เขาก็จะเข้าใจเองว่า สันติสุขที่เกิดขึ้นในใจเขา โดยความว่างจากโมหะตัณหาอุปาทาน นั่นแหละคืออานุภาพสูงสุดแห่งพระสัจธรรมแล้ว บริบูรณ์อยู่แล้ว ไม่ต้องไปแสวงหาความมั่นใจในการเปรียบเทียบแบบไหนอีกเลย

เราไม่ต้องไปพยายามอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าสิ่งนี้มันดีกว่ายังไง อย่าโฆษณา พระสัจธรรมไม่ต้องใช้การโฆษณาโน้มน้าวชวนเชื่อ เราทำแค่เพียงสะท้อนสัจธรรมง่ายๆ ล้างแง่มุมที่ก่อให้เกิดความอึดอัดขัดเคือง ความแตกต่างนั้นลงเสีย ให้เขาได้เข้าใจตามสภาพความเป็นจริง ไม่ใช่สภาพความเป็นจริงของทิฏฐิอันลำเอียง ให้เขาได้สัมผัสอานุภาพของพระสัจธรรมเอง เดี๋ยวเขาจะเข้าใจด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อจิตเขารับพระสัจธรรมได้ ปมด้อยในใจเขาจะสลายหายไปเอง และด้วยอานุภาพแห่งพระสัจธรรมที่เราให้เขาบ่อยๆนี่แหละ ที่จะคอยสลายปมด้อยในจิตใจให้เขาเองในอนาคต เป็นการล้างตัวเองไปโดยอัตโนมัติ และไม่หลงไปกับโมหะตัณหาอุปาทานที่จะพาให้เขาไปวกวนอีกเลย

ส่วนผู้ใหญ่ที่มีปมด้อยในใจเยอะๆ ความเปรียบเทียบ แตกต่าง ทิฏฐิมานะ คติ-อคติ ความดื้อรั้นดื้อดึงเยอะๆ ก็ให้ขอขมากรรมสำหรับกรรมในส่วนนั้นเสีย ประกาศสละประกาศถอนความหลงตั้งเอากับผู้คนทั้งหลาย กับสรรพสิ่งทั้งหลาย กับปรากฏการณ์ กับทิฏฐิมานะ กับความเชื่อ กับความยึดติด กับอารมณ์กรรมทั้งหลายลงเสีย เดี๋ยวปมด้อยในใจที่ค้างคามานานหลายกัลป์หลายกัปป์มันจะค่อยๆหายไปเอง สงบรำงับไปเอง เกิดสันติสุขในใจไปเอง โดยที่ไม่ต้องพยายามจะไปสร้างปมเด่นเพื่อกลบเกลื่อนปมด้อยอะไรอีกเลย


No comments:

Post a Comment