Friday, April 3, 2015

ถือศีล 5 แล้วจะไม่ต้องลงนรกจริงหรือไม่?

เห็นสอนกันแบบนี้เยอะมาก นัยว่าเอานรกมาขู่ แต่หารู้ไม่ว่าลงนรกนั้นง่ายดายกว่าที่คิดเยอะเลย ฮา

ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยว่า การถือศีล 5 ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ลงนรกนะครับ เพราะนรกนั้นมีหลายชั้นมาก ถือศีล 5 แล้วการลงนรกขุมลึกๆก็อาจจะยากหน่อย ยกเว้นแต่ว่าเคยมีอกุศลกรรมหนักๆที่ทำไว้ก่อนถือศีล 5 กรรมนั้นก็จะยังให้ผลพาไปลงนรกอยู่เหมือนเดิม

คือกรรมที่ถือศีล 5 ก็ส่วนหนึ่ง กรรมที่เคยไปล่วงละเมิดชีวิตอื่นก่อนหน้านั้นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งไม่เกี่ยวกัน ดังนั้นการที่จะไปดรามาว่าทำดีถือศีล 5 แล้วศีลยังไม่คุ้มครองก็ไม่ได้ เคยทำอะไรไว้ก็จะได้รับอย่างนั้นเอง มันชดเชยกันได้ที่ไหน มันคนละกรรมกันเลย

ยังมีกรรมอีกหลายประเภทที่นอกเหนือศีล 5 แต่ก็นำพาให้ลงนรกได้เหมือนกัน ฉะนั้นอย่านอนใจว่า ชั้นถือศีล 5 แล้วชั้นจะไม่ตกนรก บอกได้เลยว่า คนส่วนใหญ่ในสมัยนี้จะลงนรกกันเกิน 80-90% ด้วยซ้ำไป ซึ่งก็มีตั้งแต่ขุมตื้นๆไปจนถึงขุมลึกๆกันเลยทีเดียว ส่วนมนุษย์จริงๆนั้นมีน้อยมากแล้ว อริยบุคคลยิ่งกว่าน้อยอีก นี่ไงถึงบอกว่าอยู่ในสังคมสมัยนี้จึงยากลำบากมาก โดยเฉพาะมนุษย์แท้ๆนั้นอยู่ยากครับ

แล้วมีกรรมอะไรบ้างที่นอกเหนือศีล 5  ที่จะพาให้ลงนรกกันได้อีก

บางคนถือศีล 5 แต่ขี้เกียจสันหลังยาว หมกมุ่นจริงจังกับความเป็นความอยู่ หมกมุ่นกับการบำรุงฟุ้งเฟ้อในกามผัสสะทางอายตนะ หมกมุ่นกับความเจ้าระเบียบ หมกมุ่นกับรูปภายนอกหมกมุ่นในการสนองจริตราคะตนเอง กรรมเหล่านี้ล้วนพาลงไปเป็นสัตว์เดรัจฉานทั้งนั้น เดรัจฉานก็เป็นนรกภูมิหนึ่งเหมือนกัน และการที่ไม่อะไรกับอะไรก็ไม่ได้หมายความว่าจะให้ทำตัวขี้เกียจด้วยนะ อริยบุคคลที่ดำริโปรดสัตว์นี่งานหนักใช้ได้เลยทีเดียว ทำงานกัน 24 ชม.ต่อวัน ขนาดตอนนอนภาคทิพย์ยังออกโปรดสรรพสัตว์

บางคนถือศีล 5 แต่จิตใจกลับเต็มไปด้วยการตำหนิติเตียน พร่ำบ่นก่นด่าผู้อื่น เพราะยึดว่าตนดีกว่าคนอื่น  หรือมีตัณหาอยากจะเห็นสังคมดีขึ้น จึงใช้วิธีการต่อว่าด่าทอ ตำหนิติเตียน ประจานผู้อื่นทางสื่อ social media อย่างนี้ก็ลงนรกเหมือนกัน

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่หมกมุ่นอยู่กับการกอบโกยทำอยู่ทำกิน แสวงหากำไร แม้จะแสวงหาความมั่งคั่งอย่างถูกต้องตามวิถีทางโลกก็ตาม แต่จิตใจเต็มไปด้วยความตระหนี่ถี่เหนียว ตัณหาการตั้งเอา ค้ากำไรจนเกินควร ทำนาบนหลังคนอื่น ฉวยโอกาสเพื่อให้ตัวเองรวยโดยไปเบียดเบียนคนอื่นทางอ้อม จิตใจของคนเหล่านี้กลับกลายเป็นภูมิเปรตจนหมด พอตายไปก็ลงนรกกลายเป็นเปรต

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่ดันจริงจังกับชีวิตมากเกินไป เอาจริงเอาจังมากจนกระทบกระทั่งกับผู้อื่นเพื่อความถูกต้องดีงาม ยึดดีมากเกินไป พยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องและคาดหวังเอากับคนอื่นว่าจะต้องดีเหมือนตน จิตใจเลยเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ความโกรธขึ้ง โมโหโทโส อาฆาตฝังจิตฝังใจ แบบนี้ก็ลงนรกเหมือนกัน ขุมลึกเสียด้วย

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่ดันจริงจังกับการถือศีลมากเกิน ศีลขาดก็เครียด ศีลไม่ครบก็เครียด จะทำอะไรก็กังวลไปหมด ก่อให้เกิดความวกวนเป็นสังสารวัฏอยู่ภายใน เข้าข่ายเบียดเบียนตนเอง อย่างนี้ก็ลงนรกเหมือนกัน แต่อาจจะขุมตื้นๆหน่อย ให้ลงไปใช้กรรมเพื่อสำนึกว่าอย่างจริงจังอะไร

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่ดันบ้าอุดมการณ์ คลั่งคตินิยมจัด คลั่งชาติ ตลอดชีวิตจึงมีแต่การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์แห่งตน เพื่ออุดมคติแห่งตน จะปะทะขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกับคนอื่นมากมายแค่ไหนก็ไม่สนใจ นึกว่าสิ่งที่ตนทำนั้นดีงามแล้ว มุ่งมั่นจะเอาชนะคะคานอย่างเดียว สร้างศัตรูไปทั่วบ้านทั่วเมือง สุดท้ายก็ลงนรกเหมือนกัน

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่หน้าที่การงานทางโลกก่อให้เกิดความเบียดเบียนทั้งทางตรงและทางอ้อมกับโลกกับสังคมมากๆ เช่นใช้สารเคมีในอาหารก่อให้เกิดความเจ็บป่วย ทำงานที่เกื้อหนุนการทำสงครามเข่นฆ่าผู้คน หรือขายเครื่องดื่มของมึนเมามอมเมาผู้คน มอมเมาผู้คนด้วยการชิงโชคล่ารางวัล กรรมเหล่านั้นก็จะสะสมจนพาลงนรกในที่สุด

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่เวลาทำบุญก็ทำเอา ทำยึด ทำบุญด้วยความโลภโมโทสัน ทำบุญร้อยนึงอธิษฐานขอเป็นล้าน โลภและตะกละตะกลามในบุญ แบบนี้ก็จะกลายเป็นเปรตที่แม้มีบุญกุศลกองรออยู่แต่ก็เสวยไม่ได้

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่ทำงานในเชิงหลอกลวงคนอื่นด้วยมายาด้านภาพบ้าง(พวกงานโฆษณา งานการแสดงและผลิตสื่อ งานในวงการมายาทั้งหลาย) ด้านเสียงบ้าง หลอกลวงให้หมกมุ่นด้วยตัวอักษรเรื่องเล่าบ้าง ยั่วยุด้วยการแต่งตัวนุ่งน้อยห่มน้อยบ้าง แบบนี้ก็ลงนรกเช่นกัน

บางคนถือศีล 5 แต่ ชีวิตจริงปลุกระดมให้คนเกลียดกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันจำนวนมาก เสี้ยมให้เกิดความแตกแยกในสังคม เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังสารวัฏแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลาย เหล่านี้ก็ตกนรกเหมือนกัน

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่ใช้อำนาจวาสนาบารมีไปใช้ในทางที่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมเพื่อตัวเองมากๆ หรือใช้อำนาจที่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนผู้อื่นมาก อันนี้ก็ลงนรกเหมือนกัน

บางคนถือศีล 5 เคร่งครัด แต่กลับนำหนังสือหรือสื่อธรรมะไปขายกินเป็นอาชีพ แม้จะได้บุญกุศลในส่วนเผยแพร่ แต่กรรมที่นำเอาสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงให้มาฟรีไปขายกิน อันนี้ก็ลงนรกเช่นกัน ต้องกลายเป็นสัตว์เดรัจฉานให้เขาฆ่านำเนื้อหนังไปขายซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พระสัจธรรมของพระพุทธองค์นั้นจะไปถึงมือของผู้คนที่ถึงวาระเองโดยอัตโนมัติ แม้ไม่มีระบบจัดจำหน่ายหนังสือหรือสื่ออย่างในปัจจุบันก็ตาม อย่างที่เขียนให้อ่านอยู่นี่ก็ฟรี ที่รับสายสนทนากันหลายๆชั่วโมงก็ไม่เคยคิดเงิน ไม่มีใครต้องจ่ายเงินเพื่อความหลุดพ้น คนที่มาเจอพระสัจธรรมก็ไม่เห็นจะต้องเสียเงินมากมายที่จะบรรลุธรรมอะไรเลย แต่เอาธรรมะมายขายกินนี่ก็กรรมทั้งนั้น

เห็นหรือยังว่าวิธีที่จะทำให้ตัวเองลงนรกนั้นเยอะแยะไปหมด และง่ายดายยิ่งกว่าเดินไปร้านสะดวกซื้อด้วยซ้ำไป

ยังมีคนอีกมากมายที่แม้จะมีศีล 5 ครบ แต่ก็ต้องลงไปใช้กรรมในนรก ฉะนั้นความเข้าใจที่ว่าถือศีล 5 แล้วจะไม่ลงนรกนั้น ก็เป็นความเข้าใจที่ไม่ได้ถูกต้องหมดเสียทีเดียว

ศีล 5 นั้นเป็นศีลที่ยังให้สังคมไม่วุ่นวายมากเกินไป ไม่มีจุดประสงค์อะไรมากไปกว่านั้น เรียกว่าเป็นศีลเพื่อความสงบสุขของสังคม แต่เดี๋ยวนี้คนมีศีลครบกลับเป็นเหตุให้สังคมวุ่นวายก็มาก อย่างนี้ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่ลงนรกแต่อย่างใด

และอีกอย่างคือ ศีลนั้นคือข้อละเว้น ใครที่ไม่เคยละเมิดศีล 5 ก็ถือว่าศีลบริบูรณ์อยู่แล้วโดยธรรม ไม่ต้องอาราธนาหรือต่อศีลอะไรให้วุ่นวายเลย ศีลอันมีเจตนาในการถือนั้นเรียกว่าศีลที่ยังมีการเบียดเบียนตนเองอยู่ ยังเป็นภาระทางใจอยู่ เป็นการยึดติดอยู่ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส คือมีความงมงายในการถือศีล ตัวเองในการถือศีลมีที่ตรงไหน ทุกอย่างล้วนอนัตตาอยู่แล้ว การไปถือศีลจึงเป็นความงมงายอย่างหนึ่ง ศีลในพระพุทธศาสนาก็แค่ละเว้นเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรยากเลย

การที่ดวงจิตดวงวิญญาณจะไปเกิดในภพภูมิใดนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่ามีมโนกรรมหรือเจริญจิตในลักษณะใดเอาไว้มาก ทำกรรมในลักษณะใดมาก หรือเหนี่ยวนำให้เกิดกรรมชนิดไหนในจิตในใจแห่งสรรพสัตว์มาก หากสร้างอกุศลกรรมมากก็จะลงไปเกิดในภูมิต่ำตั้งแต่สัตว์เดรัจฉานเป็นต้นไป แม้ศีล 5 จะครบถ้วนก็ตาม

นรกภูมิจึงเป็นภพภูมิที่ใช้สำหรับรับวิบากกรรมทางจิตเท่านั้น ไม่มีลักษณะของการใช้กรรมเชิงกายภาพเลย ในนรกจึงมีแต่ดวงจิตที่เหนียวแน่นในโมหะตัณหาอุปาทานลงไปใช้กรรมจากเวทนาที่เคยกระทำเอาไว้ต่อตนเองและผู้อื่นเมื่อครั้งยังมีกายเนื้อ ส่วนการใช้กรรมเชิงกายภาพก็ต้องกลับมาเกิดใหม่เพื่อชดใช้วิบากกรรมนั้นอีกทีหนึ่ง นี่คือเหตุที่นรกจึงมีแต่ทุกขเวทนาล้วนๆนั่นเอง

อย่างถ้าใครเคยฆ่าคนตายในชาติก่อนๆ นรกก็ไม่ได้ลงโทษสำหรับกรรมในการฆ่าคนตายเชิงกายภาพนั้น นรกจะลงโทษในส่วนที่ก่อให้เกิดเวทนากับผู้อื่น เพื่อให้หลาบจำ เพื่อให้สำนึกผิด เพราะตอนมีชีวิตมีกายเนื้ออยู่มันไม่หลาบจำ ไม่สำนึกผิด ยังหลงระเริงได้อยู่ ก็เลยต้องลงมารับโทษนั้นในนรก พอชดใช้เวทนาในนรกจนหลาบจำ สำนึกแล้ว ธรรมชาติก็จะจัดสรรให้มาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ แล้วโดนเขาฆ่าคืนเป็นการชดใช้กรรมในเชิงกายภาพตามลักษณะที่เคยกระทำมาในอดีต ไม่อย่างนั้นถ้าใช้กรรมในนรกหมดแล้ว ก็ไม่ต้องกลับมาเกิดใช้กรรมบนโลกมนุษย์อีกแล้วสิ จริงไหม

การกลับมาเกิดในโลกมนุษย์แต่ละครั้งก็คือการแก้ตัว แก้มือ แต่สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เต็มไปด้วยโมหะตัณหาก็มักจะทำให้ภพชาติที่ต้องมาเกิด เสียของอยู่เรื่อยชาติแล้วชาติเล่า

และบางทีการที่เรามองว่าเป็นกรรมที่ละเมิดศีล มันก็ไม่ใช่การกระทำบาปอย่างเดียวนะ บางทีมันก็เป็นเรื่องของการใช้กรรมในอดีตที่เคยกระทำกับผู้อื่นเอาไว้ ซึ่งถ้าไม่ใช่วิบากนั้น ก็ไม่จบเหมือนกัน ก็ดูอย่างองคุลิมาลสิ ฆ่าคนตั้งเกือบพันแต่บรรลุธรรมต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าเฉยเลย เพราะการฆ่าคนเหล่านั้นก็เรียกว่าเป็นการชดใช้กรรมในอดีต มันเป็นการชดใช้ซึ่งไม่เกี่ยวกับศีลเลยแม้แต่นิดเดียว

ก็ไม่ต้องไปพยายามถือศีลอะไรให้วุ่นวายเป็นกรรมเพิ่มหรอก เพราะความพยายามถือศีลนั้นก็เป็นตัณหาจะเอากุศลจากศีลอีก มันก็เป็นศีลที่ไม่บริสุทธิ์โดยตัวมันเอง เป็นตัณหาซ้อนศีล ก็แค่ละเว้นการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ละเว้นในสิ่งที่จะก่อให้เกิดอกุศลกรรมหรือละเว้นในสิ่งที่จะก่อให้เกิดอกุศลจิตแก่ผู้คนเท่านี้ ก็เป็นศีลโดยบริบูรณ์โดยธรรมของมันเองอยู่แล้ว

พระพุทธองค์ไม่ทรงเอาภาระอะไรมาให้สรรพสัตว์แบกหรอกที่รัก ท่านมาเพื่อพาหลุดพ้นอย่างเดียว ส่วนที่หลงไปแบกไปวางนั้นล้วนแล้วแต่เป็นกรรมที่สรรพสัตว์ไปหลงตีความเอาเองทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment