Friday, April 10, 2015

สัจธรรมวันละคำ#1

#สักกายทิฏฐิ
สักกายทิฏฐิ แปลกันโดยทั่วไปว่า หลงเห็นว่าเป็นตัวตน แต่จริงๆแปลว่า โมหะซ้อนรู้ หรือ โมหะที่ซ้อนในรู้ในเห็น

สักกายทิฏฐิเกิดขึ้นเมื่อ กำหนดรู้ลงไปในความเห็นความหมายแห่งสมมติที่ปิดบังธรรมเดิมแท้อันว่างเปล่าจากความหมายใดๆ ว่างเปล่าจากความมีความเป็นใดๆทั้งสิ้นอยู่แล้ว จนหลงเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายมีและเป็นขึ้นมาตามสมมติที่กำหนดรู้ลงไปนั้น จนเป็นไปตามการปรุงแต่งในโมหะทิฏฐิแห่งตน จะละสักกายทิฏฐิได้ก็ต้องปลงรู้ ปลงเห็น จะรู้ก็ช่างไม่รู้ก็ช่าง จะเห็นก็ช่างไม่เห็นก็ช่าง ปล่อยผ่านทุกสภาวะ เมื่อนั้นโมหะอวิชชาก็จะไม่สามารถอาศัยสังขารการปรุงแต่งเกิดขึ้นได้อีก ก็จะตรงต่อที่ว่างจากตัวตนหรือนิพพานทันที และที่ว่างจากตัวตนนั้นก็เรียกว่าว่างจากทิฏฐิด้วย

#วิจิกิจฉา
แปลโดยทั่วไปว่า ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย แต่ความหมายที่แท้จริงคือ ความลังเลสงสัยอันเป็นผลของสักกายทิฏฐิ ซึ่งถือว่าเป็นธรรมที่คู่กันอยู่ คือหากยังหลงในสักกายทิฏฐิอยู่ วิจิกิจฉาจะตามติดไปเป็นเงาตามตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม ผู้ที่ละวิจิกิจฉาได้จึงไม่ได้มาจากการหมดความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัยเพราะหลง "เชื่อ"แบบหัวปักหัวปำ หรือเชื่อแบบปักใจงมงายเพียงเพื่อจะให้ได้ชื่อว่าเป็นอริยบุคคล แต่ต้องพ้นจากสักกายทิฏฐิ หรือโมหะซ้อนรู้ จนว่างจากตัวตนซ้อนในทิฏฐิใดๆ เมื่อว่างจากตัวตนแล้ว ก็จะตรงต่อพระรัตนตรัย(เป็นเนื้อหาเดียวกัน)อันมีเนื้อหาเป็นสุญญตาหรือว่าว่างจากตัวตนเช่นเดียวกัน เมื่อหมดสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉาจึงหมดไปด้วย เรียกว่าหมดความเป็นคู่ไปพร้อมๆกันทันที เพราะเป็นเนื้อหาพระรัตนตรัยไปเสียเอง


#สีลัพพตปรามาส
สีลัพพตปรามาส แปลกันโดยทั่วไปว่า ความเชื่อในการบำเพ็ญศีลหรือวัตรปฏิบัติ (พรต) นอกพระพุทธศาสนา แต่ความหมายจริงๆแปลว่า งมงายในการ "ถือศีล" ไม่ว่าศีลนั้นจะเป็นศีลในศาสนาไหนก็ตาม ในเมื่อทุกอย่างมันอนัตตา ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว จะเอาตัวตนเราเขาจากไหนไป "ถือศีล" ได้อีกเล่า

ศีลโดยธรรมชาตินั้นคือการละเว้นที่จะเบียดเบียน "ตนเอง" และ "ผู้อื่น" แต่เมื่อหลงในสักกายทิฏฐิแล้ว ก็จะเข้าข่ายเบียดเบียนตนเอง คือหลงยึดว่ามีตัวตนขึ้นมา พอเบียดเบียนตนเองได้ มันก็จะหลงไปเบียดเบียนผู้อื่นได้

การหลงเอาสักกายทิฏฐิเข้าไปถือศีลจึงเป็นสีลัพพตปรามาสไปด้วยทันที การมีเจตนาเข้าไปรักษาศีลก็ถือว่าเป็นสีลัพพตปรามาสด้วยเช่นกัน ต่อให้เป็นศีลของพระสงฆ์ 227 ข้อก็ตาม

ศีลธรรมชาติหรือศีลอริยะนั้น ไม่ต้องมีเจตนาในการรักษา เพราะสรรพสิ่งมันอนัตตาอยู่แล้ว มันไม่ติดไม่หลุดไม่อุปาทานในสภาวะใดๆอีก จึงไม่มีลักษณะของการเบียดเบียนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เรียกว่าว่างจากตัวตน เพียงแต่ปลงรู้(สักกายทิฏฐิ)ลงได้ ศีลก็จะเป็นศีลธรรมชาติหรือศีลอริยะไปเอง

#กามราคะ
แปลว่า มีความติดใจในกามคุณ อันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการตอกย้ำในตัณหาซ้อนๆไม่รู้จบ ซึ่งกามในที่นี้หมายรวมถึง การติดเนื้อต้องใจ ความพึงพอใจ ในการรับรู้ ในผัสสะอายตนะ ในวิญญาณ ในการปรุงแต่ง ในอารมณ์ ในความรู้สึก อันก่อให้เกิดการ "ยึดติด" และ "ไหล" ไปเกิดดับกับสภาวะต่างๆ ด้วยนัยยะนี้ การติดเนื้อต้องใจเชิงอัตตวิสัยแม้ในรูปหรือนามก็ล้วนแต่เป็นกามราคะทั้งนั้น กระทั่งการติดใจแม้แต่ในรสพระธรรมทั้งหลายก็ยังถือว่าเป็นกามราคะเช่นกัน เพราะยังเป็นเนื้อหาอุปาทานอยู่

#ปฏิฆะ
คือความขัดเคืองอันเกิดจากความเกลียดชังรังเกียจ เป็นผลจากวิภวตัณหาในการที่จะผลักไสสิ่งที่ไม่ชอบใจ หรือเกิดจากความผิดหวัง ความไม่ถูกจริตอนุสัยตน หรือขัดกับความเชื่อแห่งตน การปฏิฆะแม้แต่กับความเป็นสังสารวัฏเอง ก็ยังเป็นสังโยชน์ที่ร้อยรัดให้สัตว์ทั้งหลายต้องเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏเฉกเช่นกัน ดังนั้นก็ไม่ต้องหลงขัดแย้งขัดเคืองกับอะไร เพราะมันก็เป็นเช่นนั้นเองตามเหตุปัจจัยที่ไม่ใช่ตัวตนอยู่แล้วโดยธรรม

#รูปราคะ
คือความติดเนื้อต้องใจ ความพอใจในวัตถุสิ่งของ หรือรูปธรรม ที่สามารถรับรู้ได้ สัมผัสหรือจับต้องได้ หรือ ความหลงใหลในรูปฌาน หรือสภาวะทั้งหลายที่รู้สึกได้ ซึ่งโดยรูปหรือรูปธรรมเองแล้วมันไม่มีความหมายอะไร เพียงแต่โมหะอวิชชาของตนอันก่อให้เกิดสักกายทิฏฐินั้นปิดบังอยู่ และก่อให้เกิดราคะ คือความติดเนื้อต้องใจขึ้นมาร้อยรัดให้ต้องหลงวกวนตอกย้ำมัวเมาหมกมุ่นอยู่กับสิ่งต่างๆที่เป็นรูปธรรมทั้งหลายที่อนัตตาอยู่แล้ว ไร้ความหมายอยู่แล้วโดยธรรม

#อรูปราคะ
คือมีความติดเนื้อต้องใจในอรูปฌาน หรือความพอใจในนามธรรม หรือ จิต หรือสติทั้งหลาย ซึ่งสรุปรวมแล้วก็คือเกิดราคะความติดเนื้อต้องใจในการทำจิตทำใจ ทำสติ ทำสมาธิ ในการปฏิบัติจิตปฏิบัติสติทั้งหลาย โดยหลงเข้าใจว่ามันจะนำไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ ทั้งๆที่จิตหรือสตินั้นก็ไม่ใช่ตัวตนของตนอยู่แล้วตั้งแต่แรก เป็นความหลงติดเนื้อต้องใจในอำนาจแห่งจิต อำนาจแห่งสติ จนอุปาทานว่าจิตเป็นตนเอง สติเป็นตนเอง ทำให้ไม่ยอมปล่อย ไม่ยอมวางให้มันเป็นไปตามธรรมเดิมแท้ของมันเอง จะต้องเข้าไปทรงจิต ประคองจิตอยู่ร่ำไปด้วยความเหนียวแน่นแห่งราคะนี้

#มานะ
คือมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน หรือยึดมั่นคุณสมบัติของตน ซึ่งโดยปกติแล้วมันไม่มีอะไรเป็นของเราเป็นของเขาหรือมีคุณสมบัติอะไรจริงอยู่แล้วโดยอนัตตา คือหมายความว่าไม่มีอะไรเป็นของเราที่ยึดได้จริงอยู่แล้ว ทุกอย่างเป็นเพียงการประชุมรวมแห่งธาตุธรรมและสภาวะ ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น พอไปยึดเอาธาตุธรรมทั้งหลายเข้าก็เลยเกิดอัตตาต่อสิ่งนั้น เมื่อเกิดอัตตาก็จะเกิดยึดยื้อ เกิดเป็นมานะ(ความต้องการที่จะยึด)ในการยึดขึ้น ทำให้ไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวาง จนเกิดทุกข์ขึ้นจากสภาพที่ยึดไม่ได้จริงนั่นเอง ซึ่งแม้แต่การยึดสติก็ยังก่อให้เกิดทุกข์ในสตินั้นได้เช่นกัน เป็นมานะในสติได้เช่นกัน

#อุทธัจจะ
ความฟุ้งซ่านอันเนื่องการการดิ้นรนตามโมหะตัณหาอุปาทานแห่งตน เมื่อใดที่จิตเกิดการดิ้นรนแสวงหาที่ยึดแม้แต่นิดเดียวมันก็จะเกิดความแส่ส่าย เพราะสิ่งทั้งหลายนั้นล้วนเปลี่ยนแปลง เสื่อมไปโดยตัวมันเอง และไม่ได้มีตัวตนจริงๆ การแสวงหาที่ยึดเหนี่ยวทั้งหลายจึงเหมือนการไล่คว้าเงาในน้ำ เหมือนจะยึดได้แต่ยึดไม่ได้จิรง แม้แต่การพยายามจะยึดสติหรือยึดจิตก็สามารถก่อให้เกิดความฟุ้งซ่านรำคาญได้ เพราะโดยธรรมชาติของสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อนัตตา หรือไม่ใช่ตัวตนเช่นกัน อุทธัจจะก็ไม่เว้น เพราะมันก็เป็นธรรมที่เสื่อมไปโดยตัวมันเองหากหยุดการดิ้นรนไปตามตัณหาอุปาทาน ไม่ต้องพยายามจะไปกำจัดหรือละมันอีก

#อวิชชา
ความที่ไม่รู้ไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า สภาวธรรมและปรากฏการณ์ทั้งหลายที่ตนรู้ รับรู้ เห็น ได้ยิน สัมผัส ลิ้มรส คิด รู้สึก หรือเข้าใจ ล้วนเป็นมายาจากการปรุงแต่งบนโมหะตน จนหลงเป็นจริงเป็นจังต่อสมมติต่างๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสภาวะทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นสภาพที่ว่างเปล่าจากตัวตนทั้งสิ้น

No comments:

Post a Comment