Friday, March 20, 2015

Comfort Zone

คนรุ่นใหม่ๆหรือคนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้น คงจะเคยได้ยินคำว่า comfort zone กันมาไม่มากก็น้อย มันเป็นคำๆหนึ่งที่ถูกนิยามขึ้นเพื่อใช้สอนศาสตร์ด้านการบริหารจัดการ โดยนิยามคำว่า Comfort Zone ขึ้นมาให้ความหมายว่าเป็นพื้นที่อันตราย ที่ทำให้คนตายใจ นอนใจกับความสำเร็จที่ตนได้รับจากการทำงานหรือลงทุนอะไรสักอย่าง ซึ่งทำให้ชะล่าใจ ประมาทในการทำงาน ทำธุรกิจหรือลงทุน จึงมีการเตือนกันว่าให้ทุกคนออกจาก comfort zone เพื่อที่จะได้ไม่ตกอยู่ในความประมาท

เมื่อก่อนผมก็ไม่เข้าใจเนื้อหาที่แท้จริงของมันหรอกครับ บอกว่าดีก็ทำไป แต่พอมาเข้าใจสัจธรรม ไอ้คำว่า comfort zone มันเลยกลายเป็นความย้อนแย้งในตัวเองอย่างยิ่ง เพราะการที่เราพยายามจะออกจาก comfort zone นั่นมันก็เพื่อวิ่งไปหา comfort zone ใหม่ หรือเป็นความพยายามที่จะออกไปหาวิธีรักษา comfort zone ไว้กับตัวนานๆไม่ใช่เหรอ?

สมมติบัญญัติต่างๆนั้นหากไม่รู้และเข้าใจถึงกลไกอันซับซ้อนยอกย้อนของมัน ก็มีแต่จะพาไปสาละวนลูกเดียว

ซึ่งโดยอนุสัยของสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว ทุกชีวิตจิตวิญญาณล้วนแล้วแต่แสวงหา comfort zone ทั้งนั้น โดยที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงว่า comfort zone ก็เป็นเพียงเรื่องชั่วคราวเช่นเดียวกับธรรมอื่นๆ และก็เพราะไม่เข้าใจความเป็นจริงอันนี้ ทุกคนจึงต้องดิ้นรนค้นหา comfort zone อย่างเอาเป็นเอาตายมาแล้วไม่รู้กี่ภพกี่ชาติ

แม้แต่คนที่พยายามจะออกจาก comfort zone เพื่อไม่ให้ตัวเองเข้าข่ายประมาทตามคำนิยาม ก็ยังเรียกว่าดิ้นรนวิ่งไปหา comfort zone ใหม่เหมือนกัน เพียงแต่มันฟังดูแล้วเท่หน่อยตามประสาคนทำงาน...หรือไม่จริง เสร็จแล้วก็ไปได้ comfort zone ใหม่ที่คิดเอาว่ามั่นคงและดีกว่าเดิม สักพักก็นอยด์อีก หวาดระแวงอีก ไม่พออีก แล้วก็ออกจากของเก่าไปหาของใหม่อยู่เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

คือใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ถ้าไม่สนใจอะไร ก็จะได้เรียนรู้จากกรรมของตัวเองในท้ายที่สุด แต่อย่าไปพูดกระตุ้นตัณหาคนแบบนี้ แทนที่จะเป็นแค่กรรมกับตัวเองก็ดันไปสร้างกรรมให้คนอื่นอีก

คำว่า comfort zone จริงๆจึงเป็นคำที่มากระตุ้นให้เราแสวงหา กอบโกย ไม่หยุดหย่อน เพียงเพราะมันยังไม่ดีพอ ยังไม่สุขสบายพอ ทั้งๆที่จริงแล้วตัณหาที่ผลักดันเรานั่นแหละ ที่เป็นของร้อนอันนำความไม่สบาย ไม่ผ่อนคลายมาสู่ตัวเราเสียเอง

สิ่งนี้จึงเป็นเพียงความสับสนสาละวนในความหมายแห่งสมมติทั้งนั้น หากดูทะลุลงไปจริงๆแล้ว comfort zone มันก็เป็นเพียงสภาวะชั่วครั้งชั่วคราวที่ผ่านมาผ่านไปตามเหตุปัจจัยทั้งนั้น ไม่ใช่สรณะที่จะยึดติดเพื่อความเป็นความอยู่หรือไปอคติกับมันแต่อย่างใด ผ่านมาก็ดี ผ่านไปก็ดี ไม่มีติดไม่มีหลุด นั่นแหละเรียกว่าดีจริง

กลไกในการแสวงหาความมั่นคง ความสุขสบาย และรักษามันเอาไว้ให้นานเท่านาน จึงเป็นแต่เพียงการหลงทำกรรมและเสวยกรรมเท่านั้น สิ่งที่ได้มาก็เป็นสภาพชั่วคราวของวิบากที่ไม่จีรังยั่งยืน เป็นไปเพียงเพื่อหล่อเลี้ยงจริตราคะอนุสัยแห่งตนไม่ยอมปล่อยไม่ยอมวางเท่านั้น เรียกว่าขึ้นหิ้งแล้วก็ลงจากหิ้งไม่ได้ ได้แต่หวาดระแวงอยู่ตลอดเวลาว่าชีวิตมันยังไม่ดีพอ ไม่มั่นคงพอ ไม่ปลอดภัยพอ สุดท้ายเดี๋ยวก็จะตายไปพร้อมกับความโหยหาของตัวเองนั่นแหละ ตายแบบนี้กลายเป็นเปรตนะขอบอก

ความสุขสบายในเชิงโลกียะมันไม่ใช่ของจริง ถ้ามีจริง มันก็ต้องไม่เสื่อมไป ไม่ต้องทำกรรมเพื่อให้ได้มา ไม่ต้องเสื่อมไปเมื่อหมดวิบาก และถ้าไปดิ้นรนให้ได้มา ก็จะต้องยอมเสียความสุขสบายในอนาคตไป เพราะสิ่งต่างๆทั้งหลาย มันคือการหยิบยืมธรรมชาติมาใช้ชั่วคราว แต่ถ้ายืมมากๆ ภพชาติข้างหน้าก็ลำบากลำบนเพราะจะต้องชดใช้คืนกันจนหมด แล้วอย่างนี้มันจะมีจริงได้ยังไง เพราะสุดท้ายแล้วมันก็หักลบกลบหนี้หมด ในสังสารวัฏนี้ไม่มีใครปิดบัญชีแล้วเป็นบวกหรือลบหรอก ท้ายบัญชีของทุกคนเป็นเลขศูนย์ตัวเดียวทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นใคร ยิ่งใหญ่ขนาดไหนก็ตาม

ดังนั้นก็ไม่ต้องแสวงหาอะไร เพื่อหล่อเลี้ยงสภาพที่มันดำรงอยู่ชั่วคราวอีก เหนื่อยฟรี แต่ให้นอกเหนือสภาวะทั้งหลายไป ไม่ว่าจะสบายหรือไม่สบาย จะสุขจะทุกข์ จะอึดอัดหรือผ่อนคลาย มันก็จะไม่คอยเลือก ไม่คอยกลัว ไม่คอยดิ้นหนี ไม่คอยดิ้นสู้ ไม่ติด ไม่หลุด ไม่เกิด ไม่ดับไปกับสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลาย อย่างนี้จะอยู่ตรงไหนก็โอเคอยู่แล้วตลอด สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอันเป็นนิรันดร์ได้ตลอด หมดความขัดแย้งกับสิ่งต่างๆที่มันเป็นไปเช่นนั้นของมันเองตลอด อาจหาญสมุจเฉจทะลุทะลวงไปเอง

จริงๆยังมีสมมติบัญญัติอีกหลายคำในแนวทางแบบ how-to ที่ถูกผูกขึ้นมาด้วยความซับซ้อน ดูเท่ดี อินเทรน แต่มันก็มักจะพาไปติดไปหลุด ไปอึดอัดขัดเคือง ไปหัวฟัดหัวเหวี่ยง ไปข้องคาอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งตลอด เพื่อให้หลงไปเรื่อยๆ สาละวนไปเรื่อยๆ - ที่เรียกว่า Busy-ness ไง(แปลว่าความยุ่ง) - แต่ไม่เคยมีใครได้ผลลัพธ์ออกมาเหมือนกันเลย เพราะแค่ความเข้าใจแต่ละคนไม่เคยตรงกันจริงๆอยู่แล้ว ลักษณะของกรรมแต่ละรูปแต่ละนามก็ไม่เท่ากัน บางคนใช้วิธีนี้แล้วดีอยู่คนเดียว คนอื่นทำตามไม่ได้ หรือทำได้แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ได้ เพราะกรรมเบื้องหลังที่เป็นต้นทุนมันไม่เท่ากัน ไม่เชื่อไปดูได้เลยว่า มีสักกี่คนที่ทำตามหนังสือ how-to แล้วรุ่งได้เหมือนคนเขียน แทบไม่มี มีก็น้อยมาก เพราะบุญกรรมไม่เท่ากัน จะให้ประสบความสำเร็จเท่ากันได้ยังไง

หรือถ้าจะเถียงว่าบุญกรรมไม่เท่ากันก็สร้างเองสิ สร้างได้...ไม่ว่าอะไร แต่ก็จะกลายเป็นหนี้กรรมอีกวงรอบหนึ่งหรืออีกหลายๆวง ไปวกวนอีกสักพุทธันดรก็ยังได้เลยสบายมาก เอาไหม แต่สุดท้ายปิดบัญชีที่เลขศูนย์เหมือนกันหมด สูญเปล่าเหมือนกันหมด ไม่มีใครเอาอะไรไปได้เหมือนกันหมดทุกตัวตน ไม่เชื่อก็ลองด้วยตัวเองได้ มีเวลาอีกเยอะ ตายกันไม่จริงหรอก

ก็ลองปล่อยให้มันเป็นไปโดยอัตโนมัติเสียบ้าง ไม่ต้องพยายามควบคุมมันไปเสียทุกอย่างจนเกร็งจนเครียดไปหมด ให้มันสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในธรรมทั้งหลายไปเอง ของมันเอง เมื่อสามารถสอดคล้องกับธรรมชาติการเปลี่ยนแปลง สอดคล้องกับความเสื่อมไปเป็นธรรมดา และธรรมชาติที่มันไม่ได้ยึดกันจริงอยู่แล้วได้โดยไม่ติดขัดข้องคา เดี๋ยวมันจะยิ่งกว่า comfort zone ไปเอง ไม่ต้องสร้าง ไม่ต้องรักษาให้ยุ่งยากเลย

No comments:

Post a Comment