Friday, March 6, 2015

เลิกเลี้ยงวิญญาณ(ความจริงเบื้องหลังการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ)

หลังจากผ่านตรุษจีนมา กระแสซาลงหน่อย ก็ขอขึ้นบทความนี้ก่อนที่จะถึงเชงเม้งก็แล้วกันครับ จะได้รู้ความจริงเบื้องหลังการไหว้บรรพบุรุษกันเสียที

บทความนี้จะว่ากันถึงเรื่องการไหว้บรรพบุรุษกันว่า ไหว้ไปทำไม ทำไมถึงเกิดธรรมเนียมปฏิบัติแบบนี้ขึ้น ไหว้ไปแล้วยังไง ได้อะไร เลิกได้ไหม

การไหว้บรรพบุรุษนั้นมีต้นกำเนิดมาเกิดจากที่คนในครอบครัวได้ฝันเห็น หรือมีหมอผี หมอดูผู้มีญาณ เห็นแล้วทักว่าบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วยังอยู่ในบ้าน หรือยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่งไม่ไปไหน หรือไม่ก็มาขอส่วนบุญกับคนในบ้าน หรือข้างๆบ้านเป็นคนเห็นแล้วมาบอก มีหลายๆครั้งที่วิญญาณคนตายถึงขนาดมาชวนคนในบ้านไปอยู่ด้วยก็มี ก็เลยต้องมีการทำเซ่นไหว้ด้วยอาหารคาวหวาน ด้วยของเซ่นไหว้หลายๆอย่าง แล้วก็จัดแจงเผากระดาษเงินกระดาษทองไปให้จับจ่ายใช้สอย แล้วหวังว่าบรรพบุรุษจะมีเงินมีทองใช้ไม่ลำบาก มีอาหารกินอิ่มหมีพีมัน แล้วก็ส่งบุญกลับมาให้ลูกหลานได้เจริญรุ่งเรืองต่อไปเป็นลำดับ

เรียกว่าขนาดตายไปแล้วยังมิวายมีภาระต้องดูแลลูกหลานเลย อะไรกันนักหนา

ในความเป็นจริงแล้ว วิญญาณเขาไม่ใช้เงินกันหรอกครับ จะเผาไปทำไม เงินนั้นมีใช้กันแต่ในโลกมนุษย์เท่านั้น แล้วมันก็เฟ้อเอาๆ เพราะเล่นพิมพ์ออกมามากมายจนด้อยค่าอย่างกับแบงค์กงเต็ก(ฮา) ตัวกลางของทุกภพภูมิจริงๆนั้นก็คือกรรม คือบาปบุญ ไม่ใช่เงิน เงินเป็นแค่สมมติของลักษณะหนึ่งของวิบากที่มนุษย์ในสมัยนี้ต้องเสวยกันบนโลกเท่านั้นเอง

ส่วนเรื่องการเซ่นไหว้อาหารคาวหวานนั้น เขาก็จะได้รับส่วนนั้นจริงก็ต่อเมื่อวิญญาณนั้นกลายเป็นอสุรกายที่ตกค้างอยู่ในบ้าน หรือกลายเป็นสัมภเวสีอยู่ในพื้นที่ๆตนตายลง วิญญาณเหล่านั้นก็จะกลายเป็นวิญญาณที่ไม่ได้ไปเกิดในภพภูมิปกติ เพราะไม่มีกำลังบุญที่จะเคลื่อนเปลี่ยนภพ  ติดอยู่กับอุปาทานกรรมในการยึดติดอะไรบางอย่างไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่กินอาหารเซ่นไหว้ไปเรื่อยๆ และเสพติดบุญจากการเซ่นไหว้อยู่อย่างนั้น เพราะไม่มีบุญจากส่วนอื่นที่จะเป็นกำลังในการคลี่คลายออกจากอุปาทานกรรมนั้นๆ จึงไม่สามารถไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่สมควรจะเป็น

วิญญาณที่กลายเป็นอสุรกายยึดติดกับครอบครัว ยึดติดกับเครื่องเซ่นไหว้แบบนี้ ไม่ได้มีบุญที่จะช่วยเกื้อกูลลูกหลายที่ยังมีชีวิตอยู่หรอกครับ เพราะขนาดตัวเองยังเอาไม่รอด ต้องติดคาอยู่ใช้กรรมและกินของเซ่นไหว้อยู่อย่างนั้น เขาจะเอากำลังบุญจากไหนมาให้ลูกหลาน หลายคนพอตายไปก็ไปติดอยู่ในเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรมเสียด้วยซ้ำ ส่วนบรรพบุรุษใครตายดีหน่อยได้ขึ้นสวรรค์ไป เครื่องเซ่นไหว้ที่เราทำให้ไปก็ไม่ได้มีผลอะไรสักเท่าไหร่ เพราะเขามีบุญล้นเหลืออยู่แล้ว

การเซ่นไหว้บรรพบุรุษเกิดขึ้น เพราะไม่มีใครรู้วิธีในการส่งวิญญาณไปเกิดในภพภูมิตามปกติ ก็เลยใช้วิธีเลี้ยงด้วยของเซ่นเอาแทน พอเลี้ยงไปเรื่อยๆวิญญาณก็เริ่มยึดติด คนเป็นๆเองก็เริ่มยึดติด พอห่วงมากๆ คนขายก็เลยทำกระดาษเงินกระดาษทองออกมาหลอกขายเสียเลย มันก็อีนุงตุงนังกันอยู่อย่างนั้น พัวพันกันอยู่อย่างนั้นไม่มีใครไปไหนเลย แล้ววิญญาณที่ติดอยู่ในบ้านก็จะส่งกระแสวิบากกรรมรบกวนแทรกผ่านจิตของคนในบ้านอยู่เรื่อยๆ ก่อให้เกิดเรื่องเกิดราวอยู่เรื่อยๆ

ถ้าวิญญาณคนตายยังยึดติดคนในบ้านมากๆ บางทีก็มาเอาตัวไปก็มี ในกรณีที่คนๆนั้นกำลังโดนวิบากรุม(หรือที่เรียกว่าดวงตก) ก็อาจจะได้ตายไปอยู่ด้วยกันเลย บางทีเอาคนที่หมายตาไว้ไม่ได้ก็ไปเอาพรากคนอื่นที่ใกล้ๆแทนก็มี เป็นบาปเป็นกรรมพ่วงพันกันอีกไม่รู้จบ ดังนั้นการเลี้ยงวิญญาณไว้ในบ้านยังไงก็ไม่เกิดผลดีทั้งต่อคนเป็นหรือคนตายเองทั้งสองกรณีครับ เพราะการเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิเกิดการติดขัดข้องคาขึ้น มีวิญญาณตกค้างในโลกมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ อันนี้ไม่ดีแน่

เมื่อเรารู้แล้วว่าวิญญาณบรรพบุรุษเหล่านั้น ไม่มีกำลังบุญบารมีในการคลี่คลายจากอุปาทานกรรมที่เคยตอกย้ำตอกยึดเอาไว้เมื่อตอนมีชีวิต เราก็แก้ปัญหาด้วยการอุทิศบุญบารมี อุทิศอธิวาสนาบารมีที่มีต่อพระสัจธรรมให้ไปเป็นกำลังในการเปลี่ยนภพ ด้วยการหยาดน้ำอุทิศบารมีให้ นำพาวิญญาณบรรพบุรุษทั้งหลายร่วมขอขมากรรม ประกาศสละ ประกาศชดใช้ในหนี้กรรมทั้งหลายบ่อยๆ หรือถ้าวิญญาณไปติดอยู่ในเขตแดนพิเศษที่เจ้าตัวสร้างขึ้น เช่นไปติดในบ้านเก่าที่ผูกพันมานาน เราก็ระลึกนึกถึงแล้วก็กล่าวโส อุทิศบารมีให้ไปเลย

แม้อุปาทานกรรมทั้งหลายเหล่านี้จะเหนียวแน่น เพราะตอกย้ำกันมาตลอดชีวิต แต่โดยอานุภาพของพระสัจธรรมและการอุทิศบารมีแล้ว ก็จะช่วยเป็นกำลังในการคลี่คลายได้เร็วกว่าวิธีอื่นมาก ช่วยลดอายุกรรมของวิญญาณบรรพบุรุษได้อย่างรวดเร็ว ถ้าจะให้ดีก็เปิดเสียงเทศนาธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะช่วยบ่อยๆก็จะได้คลี่คลายตามไปด้วย ได้มีส่วนในพระสัจธรรมและคลี่คลายได้อย่างรวดเร็ว

ก็ให้นำพาขอขมากรรมและอุทิศบารมีให้บ่อยๆ บรรยากาศในบ้านก็จะเริ่มโปร่งโล่งเบามากขึ้นจากการคลี่คลายในอุปาทานกรรมของบรรพบุรุษที่ยังสิงสถิตย์อยู่ในบ้าน จนถึงจุดหนึ่งที่หมดวิบากในอุปาทานกรรมแล้ว เขาก็จะเข้าสู่ระบบไปเกิดใหม่ในภพภูมิปกติต่อไป ไม่ต้องมาติดคาอยู่กับลูกหลานอีก

วิธีนี้ใช้ได้กับคนในครอบครัวที่ตายลงทุกคน ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้กับบรรพบุรุษเท่านั้น แม้แต่ลูกเล็กเด็กแดง สามี ภรรยา ญาติพี่น้องที่ตายลงแล้วยังต้องเสวยอุปาทานกรรมในบ้านก็ใช้วิธีนี้ในการโปรดได้ทั้งหมด

และเมื่อเราอุทิศบุญบารมีให้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเซ่นไหว้ด้วยของคาวหวานอีกต่อไป เพราะกำลังบุญบารมีที่ให้ไปนั้นเองจะทำให้สภาพกายทิพย์เปลี่ยนไปปรับสภาพดีขึ้น อิ่มในบุญมากขึ้นไปเองโดยที่ไม่ต้องกินของเซ่นไหว้เหมือนผีอีก


สรรพสัตว์ทั้งหลายต้องเกิดตายและเปลี่ยนภพภูมิไปตามปกติของการเวียนว่ายตายเกิด มันเป็นวัฏจักรของธรรมชาติ อย่าไปผูกมัดวิญญาณต่างๆเอาไว้ด้วยการเซ่นไหว้ให้เป็นกรรมผูกพันกันอีก เราก็แค่พาขอขมากรรม หยาดน้ำอุทิศบารมี ให้อานุภาพแห่งพระสัจธรรม ให้เขาได้คลี่คลายจากอุปาทานกรรมและไปเกิดในที่ตามสมควรจะดีที่สุด

No comments:

Post a Comment