Tuesday, March 31, 2015

นิโรธ นิโรธสมาบัติ นิพพาน และ ปรินิพพาน

เคยสงสัยกันบ้างไหมกับสี่คำที่ว่านี้ นิโรธ นิโรธสมาบัติ นิพพาน และ ปรินิพพาน ต่างกันอย่างไร?

นิโรธในอริยสัจสี่คืออะไร?

นิโรธสมาบัติคืออะไร เกี่ยวโยงกับนิพพานหรือไม่?

นิพพานแล้วไปไหน? ปรินิพพานแล้วไปไหน?

คำว่า นิโรธ ในอริยสัจสี่ นั้นแปลว่า ดับ

ดับในที่นี้ไม่ได้หมายความว่า ดับสูญ หรือดับหายไปไหน ไม่ได้หมายความว่าดับกิเลส แต่ดับในที่นี้คือโมหะอวิชชามันดับลง เมื่อได้ฟังสัจธรรมความเป็นจริง นิโรธในอริยสัจสี่นี้ คือจุดเริ่มต้นของอริยมรรคที่เริ่มต้นกลั่นกรองตัวมันเองออกจากโมหะอวิชชา เรียกว่าค่อยๆคลายออกจากโมหะอวิชชาทีละน้อยๆ หรืออาจจะกลั่นกรองแบบฉับพลัน(บรรลุฉับพลัน) เมื่อได้ฟังสัจธรรมที่เป็นรหัสนัยเฉพาะที่ตรงกับตนจริงๆ ซื่งเมื่อท่านใดที่นิโรธแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชั่วขณะเดียวที่โมหะมันดับลงและจิตมันจ้าออก หรือจะดับว่างจากโมหะไปเลยก็ตาม การดับลงนั้น เราเรียกว่าตรงต่อพระนิพพาน ตรงต่อสัจธรรมที่มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว หรือนอกเหนือสภาวะทั้งปวงไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุดกับอะไรอยู่แล้ว

ส่วน นิโรธสมาบัติ นั้นคือการเข้าฌาณระดับสูง เพื่อดับหรือตัดผัสสะอายตนะออกไป ทรงไว้แต่เพียงจิตเท่านั้น นิโรธสมาบัติจึงไม่เกี่ยวกับ นิโรธในอริยสัจสี่แต่อย่างใด เพราะเป็นคนละความหมายกัน และการทำนิโรธสมาบัติบ่อยๆก็ไม่ได้หมายความว่าจะนิพพานด้วย

ในขณะที่นิโรธในอริยสัจสี่นั้นเป็นการดับว่างจากตัวตนซ้อนจิตซ้อนกาย จิตก็ยังคงมีอยู่แต่ไร้ดำรง ไร้โมหะในการทรงซ้อนลงในธรรมชาติแห่งจิตเดิมนั้น เป็นจิตโดยธรรมชาติเดิมที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว

แต่นิโรธสมาบัติคือการเลียนแบบนิโรธในอริยสัจสี่ด้วยการไปทรงจิต การทรงจิตนั้นคือมีโมหะอวิชชาซ้อนไปบังคับจิตให้อยู่ในสภาวะเดียว เกิดดับกับสภาวะเดียว เพื่อตัดการรับรู้อย่างอื่นจนหมด ถ้าทรงไปเรื่อยๆจนกายขันธ์แตกดับ ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติก็จะไปเกิดบนชั้นพรหม เป็นพรหมลูกฟักที่ไม่รับรู้อะไรเลยอย่างนั้นนานชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ไม่ได้หลุดพ้นแต่อย่างใด

แต่การทรงจิตในนิโรธสมาบัตินี้ นานๆไป ก็จะเริ่มหนักในตัวรู้ของตัวเอง อึดอัดกดดันอยู่ในสภาวะที่ปิดกั้นแบบนั้น สุดท้ายก็จะเกิดความลังเลสงสัย แส่ส่ายจนเสื่อมจากนิโรธสมาบัติในที่สุด ขณะที่นิโรธในอริยสัจสี่นั้นไร้ดำรง ชั่วขณะที่ดับจึงไม่มีอะไร ไม่ใช่อะไร

นิโรธในอริยสัจสี่นั้นเกิดจากการที่แจ้งแต่ความจริงแห่งพระสัจธรรม ที่ล้างความยึดติดในสมมติ ในมายาโมหะ ในมายาแห่งสักกายทิฏฐิลง พอโมหะคลายออกจากจิตหรือมโนธาตุเดิม จิตก็จะสว่างออก ชั่วขณะที่ไร้โมหะซ้อนจิตนั้นเองคือการดับ หรือนิโรธ ซึ่งบางคนที่ได้ฟังสัจธรรมเข้าใจแล้ว ดับเพียงชั่วขณะเดียวแล้วจิตก็ถูกปกคลุมอีก บางคนฟังแล้วดับสนิทเลย ไม่มีโมหะตัณหามาปกคลุมอีกก็มี ก็จะสว่างแบบไร้ขอบเขต ก็เรียกว่าบรรลุธรรม

จริงๆแล้วผู้ที่ดับชั่วคราวหรือชั่วขณะเดียวแล้วจิตถูกปกคลุมด้วยโมหะอีก ก็ถือว่าอริยมรรคเดินแล้ว เมื่อเข้าใจแล้วว่าอาการดับคืออะไร ก็จะเกิดสัมมาทิฏฐิตรงว่า มันก็แค่ปล่อยไปของมันเอง จิตมันก็จะปล่อยจะคลายตัวเองเรื่อยๆ คลายออกจากโมหะเรื่อยๆ จะเร็วจะช้าก็ขึ้นอยู่กับโมหะตัณหาอุปาทานที่ปิดบังอยู่ เมื่อเข้าใจแจ้งในสัจธรรมแล้ว อริยมรรคจะเดินเอง ไม่ใช่มีเราเข้าไปทำหรือดำเนิน มันจะคลายของมันเอง กลั่นกรองของมันเอง และเมื่อฟังสัจธรรมเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ จิตก็จะคืนคลายสู่เนื้อหาเดิมแท้ สติเดิมแท้ สัมปชัญญะเดิมแท้ไปเอง

ซึ่งนิพพานนั้นคือการนอกเหนือสภาวะทุกอย่าง ไม่ยึดกับอะไร ทุกอย่างเป็นไปของมันเองโดยไม่มีโมหะตัณหาอุปาทานเข้าไปแทรกแซง สภาวธรรมทั้งหลายจะเกิดเองเป็นเอง เป็นอิสระจากกัน ไม่มีอะไรยึดกันอยู่แล้ว และถึงแม้จะยึด มันก็ยึดกันโดยแรงกรรมชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น แม้จะมีกายก็เหมือนไม่มี แค่ยืมใช้ชั่วคราวตามวาระกรรมที่เหลืออยู่ แม้จะมีจิตก็เหมือนไม่มี แค่ยืมใช้ชั่วคราวตามเหตุปัจจัยที่เหลืออยู่ ธรรมทั้งหมดคือแค่อาศัย ไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นตัวตนอีก ซึ่งเหตุปัจจัยทั้งหลายในทางธรรมก็เกิดและดับของมันเองไม่มีตัวตน ไม่มีใครเป็นเจ้าของอยู่แล้ว

เมื่อใดที่ตรงต่อเนื้อหานิพพานแล้ว ธาตุขันธ์ก็จะอยู่ไปตามวาระกรรมจนกว่าจะหมดกรรม ถ้ายังไม่ปรินิพพาน คือดับรอบหมด ก็จะหลุดพ้นจาก 31 ภพภูมิ ไปอยู่ในมิติที่เหนือกว่า ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะมีสัมพันธ์กับองค์มหาบารมีพระองค์ไหนก็จะไปอยู่ที่ดินแดนนั่น

มิติที่นอกเหนือ 31 ภพภูมินั้น มีคนเคยกันเรียกว่า แดนนิพพาน จริงๆก็ไม่ใช่แดนนิพพานเสียทีเดียว แต่มันคือพุทธเกษตร ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง พุทธเกษตรแต่ละแห่งก็จะมีองค์มหาบารมีดูแลอยู่ ผู้ที่อยู่ในดินแดนพุทธเกษตรก็ล้วนแล้วแต่นิพพานแล้ว เพียงแต่ไม่มีกายหยาบและกายทิพย์(ซึ่งก็ยังหยาบอยู่) เป็นเพียงธรรมกายบริสุทธิ์(ไม่ใช่วัดดังแถวปทุมธานี ไม่เกี่ยวกันเลย)อยู่ในดินแดนที่ ไม่มีการเกิดแก่เจ็บตาย ทุกอย่างอยู่เป็นนิรันดร์(แต่ไม่ใช่อัตตา) ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุด ทุกอย่างล้วนบริบูรณ์อยู่แล้ว ไร้ความขาดแคลนและคับแค้น ใครสัมพันธ์กับองค์มหาบารมีองค์ไหนก็จะไปอยู่ที่นั่น อย่างในศาสนาคริสต์หรือิสลามก็เรียกว่าดินแดนของพระเจ้าอะไรประมาณนั้น

ผู้ที่นิพพานแล้วสามารถเรียกได้ว่าไร้ตัวตนใน 31 ภพภูมิ นอกเหนือกฏไตรลักษณ์ นอกเหนือ 31 ภพภูมิไปแล้ว

พระอรหันต์ที่นิพพานแล้วไปอยู่ในพุทธเกษตร แม้ท่านสามารถนอกเหนือสภาวะทั้งหลายได้ นอกเหนือการเกิดแก่เจ็บตายได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ดับมโนธาตุทิ้งโดยสิ้นเชิง ก็ยังสามารถจะดำริลงมาโปรดสัตว์ได้อีกในอนาคต ซึ่งจะทำให้เข้าสู่เนื้อหาของมหาอรหันต์หรือ พระอรหันตโพธิสัตว์และจะต้องกลั่นกรองวิธีการโปรดสัตว์ต่อไปอีกยาวนาน

ส่วนพระอรหันต์ที่จบกิจแล้ว ไม่มีปณิธานในการโปรดสัตว์ ก็สามารถที่จะดับรอบ ทิ้งมโนธาตุแล้วปรินิพพานเลยก็ได้ ก็จะไม่สามารถกลับมาโปรดด้วยกายเนื้อหรือกายทิพย์ได้อีก เพราะเมื่อทิ้งมโนธาตุแล้ว ก็จะกลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิม(จะเรียกว่า มหาสุญญตา หรืออาจจะเรียกว่าพระผู้สร้างก็ได้) ไม่มีอะไรหลงเหลืออีกแม้กระทั่งมโนธาตุเองก็ตาม และเมื่อรวมกับมหาสุญญตาแล้วก็จะไม่สามารถแบ่งภาคออกมาได้อีก

พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์เอง เมื่อสิ้นสุดภารกิจในการประกาศสัจธรรมบนโลกในพุทธกาลของท่านแล้ว ท่านก็จะดับขันธ์ "นิพพาน" ตามวาระ แต่จะยังไม่ปรินิพพานทันที เพราะจะต้องดูแลคอยเชื่อมโยงอานุภาพบารมีให้กับเหล่าสาวกต่อไปจวบจนสิ้นพุทธันดร คือหมดยุคของท่านจริงๆ แล้วจึงค่อยปรินิพพาน ดับมโนธาตุแล้วกลับคืนสู่มหาสุญญตาอีกทีหนึ่ง

และแม้จะดับขันธปรินิพพานไปแล้ว แต่อานุภาพและบารมีของแต่ละท่านก็ยังอยู่ท่ามกลางสังสารวัฏแห่งสรรพสัตว์อย่างไร้ร่องรอย ซึ่งสามารถเชื่อมโยงผ่านตัวกลาง(อริยบุคคล)ที่ตรงต่อพระสัจธรรม(หรือตรงต่อนิพพาน)เพื่อการโปรดสัตว์ได้ หรือสรรพสัตว์ทั้งหลายสามารถน้อมบารมีขององค์คุณทั้งหลายได้โดยการกล่าวน้อม อย่างเช่นที่มีการกำกับไว้ในช่วงต้นของบทขอขมากรรมนั่นเอง

อานุภาพแห่งบารมีขององค์คุณเบื้องสูงเหล่านี้เองที่อยู่เบื้องหลังการโปรดสัตว์ในแต่ละยุคสมัย ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่ผ่านมาและจะมีต่อไปในอนาคตเบื้องหน้า ก็ไม่ได้โปรดพระองค์เดียวอย่างที่เราเข้าใจ แต่มีการประสานเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดโดยพระสัจธรรมหรือนิพพาน โดยที่สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่อาจจะรู้และเข้าใจกลไกเหล่านั้นได้เลย

No comments:

Post a Comment