Friday, March 27, 2015

อริยบุคคลนอกพระศาสนา

ชาวพุทธเชื่อกันว่าไม่มีอริยบุคคลที่อยู่นอกพระศาสนา ซึ่งมันก็จริงครับ แต่เป็นความจริงที่ยังเข้าใจผิดกันอยู่มาก

เพราะอะไร ก็เปิดใจอ่านให้จบนะครับ

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าพระศาสนาคืออะไร หมายความว่ายังไง เนื้อแท้ของพระศาสนาคืออะไร ถ้าเข้าใจสิ่งเหล่านี้ผิด ทุกอย่างที่คุณเข้าใจเกี่ยวกับพระศาสนาก็จะผิดหมด หรือที่เรียกว่ามิจฉาทิฏฐินั่นเอง

พระศาสนานั้นหมายถึงพระสัจธรรมความเป็นจริงอันเป็นสากล ไม่ขึ้นกับทัศนะความเชื่อ คตินิยม อคติส่วนตนของใครหรือคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ขึ้นกับสมมติที่ชาวโลกใช้ในการกำหนดว่านี่เป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม หรือสมมติว่าเป็นศาสนาหรือลัทธิไหนก็แล้วแต่

เนื้อหาของพระศาสนาสากลจึงเป็นความว่างจากโมหะ ตัวตน จากความเห็นความหมาย จากตัณหาอุปาทานทั้งมวล จากความยึดติด ในศาสนาพุทธเราเรียกว่านิพพาน ในศาสนาคริสต์ เรียกว่าแดนสวรรค์(อันเป็นนิรันดร์)หรือดินแดนของพระเจ้า ซึ่งไม่ใช่สวรรค์ที่เดียวกับของพุทธ ในศาสนาอิสลามก็มีดินแดนของพระผู้เป็นเจ้า ของพราหมณ์ก็มีปรมาตมัน หรือตัวตนดั้งเดิมที่เป็นอมตะ ไม่เกิดไม่ดับ  ซึ่งทั้ง 3 คำนี้ล้วนหมายถึงเนื้อหาเดียวกัน และถ้าเราจะพิจารณาลงไปลึกๆแบบทะลุทะลวงสมมติที่ดูเหมือนจะต่างกันแล้ว เราก็จะพบว่าทั้งสามศาสนาล้วนมีเนื้อหาเดียวกันทั้งสิ้น เพียงแต่พระศาสดาที่ลงมาโปรดสัตว์นั้น ลงมาต่างวาระ ต่างกลุ่มสัมพันธ์กับสรรพสัตว์คนละหมู่เหล่าเท่านั้นเอง

การบรรลุธรรมของพุทธศานา จะตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานได้ ก็เมื่อปลงกายปลงจิต คือปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง ไม่หลงยึดซ้ำซ้อนอีก มันก็จะหมดโมหะอวิชชา หมดตัณหาอุปาทานไปเอง บรรลุทะลุทะลวงทุกสภาวธรรมที่ผ่านมาผ่านไปไม่ติดขัดข้องคา

ในส่วนของคริสต์นั้นก็มีเรื่องนักบุญหรือ Saint ที่ถือว่าเป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าในการถ่ายทอดธรรม และคริสต์ก็สอนให้วางใจ เชื่อถือศรัทธาในพระเจ้าว่าพระองค์จัดสรรทุกอย่างให้เราดีแล้ว ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีก็ตามก็ล้วนเป็นบททดสอบว่าเราจะวางใจในพระองค์ได้จริงไหม ซึ่งเมื่อวางใจได้ดังนี้จริงจนถึงที่สุด จะทุกข์จะสุขก็ถูกจัดสรรไว้แล้ว ปล่อยให้มันเป็นไปเอง มันก็จะเกิดการปลงการวางของมันเอง จนกลายเป็นนักบุญ คือบรรลุธรรมแบบคริสต์ไป และอยู่ด้วยความเกื้อกูลเสียสละช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ไปเอง

ส่วนของอิสลามนั้นก็สอนให้มีของศรัทธาที่ชัดเจนต่อพระผู้เป็นเจ้าในการดำรงชีพ ครองเรือน ในการให้การเสียสละ ซึ่งเมื่อวางใจในทุกอย่างที่พระเจ้ากำหนดมา และมีข้อปฏิบัติในการให้การสละอย่างชัดเจนแล้ว มันก็วางใจปลงใจได้เองเช่นกัน

เสียอยู่อย่างคือเนื้อหาของแต่ละศาสนาในทุกวันนี้สอนให้ยึดกันมากเกินไป มันก็เลยมีการทะเลาะเบาะแว้งกันไปทั่ว ทั้งๆที่ทุกๆศาสนาก็ล้วนสอนให้เราอยู่กันด้วยสันติสุขทั้งนั้น

ผู้ที่ตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานนั้น ทางพุทธเรียกว่า อริยบุคคล อริยสงฆ์ อริยเจ้า เรียกรวมๆว่าอริยะก็แล้วกัน ซึ่งอริยะนี้ภาษาอังกฤษใช้คำว่า saintship คือความเป็น saint ซึ่งคำว่า saint นี้ในทางคริสต์เรียกว่านักบุญ ซึ่งก็ต้องผ่านการทดสอบจากพระผู้เป็นเจ้าอบอย่างหนักหน่วงสาหัสสากรรจ์ ยอมรับพระองค์จนถึงที่สุดชนิดตายเป็นตาย เมื่อยอมรับพระผู้เป็นเจ้าถึงที่สุดแล้ว(ไม่ใช่ยึดนะ แต่เป็นการยอม) มันก็จะนอกเหนือกายนอกเหนือจิตไปเอง เกิดสภาวะที่มันคลายถึงที่สุด สว่างจ้าราวกับได้พรได้รับการยอมรับจากพระผู้เป็นเจ้า ส่วนของอิสลามเองก็มีที่คล้ายๆนักบุญอยู่ เรียกว่า "ว่าลียุ้ลลอฮ์" คือผู้ใกล้ชิดอัลลอฮ์ หรือผู้ที่กลับไปสู่อัลลอฮ์ทั้งยามมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตลงแล้ว เรียกว่าตรงต่ออัลลอฮ์ก็ว่าได้

นอกจากนี้ยังมีบุคคลต่างๆที่บรรลุธรรมด้วยสัจธรรมสากลมากมาย อาจจะโดยการอยู่กับธรรมชาติจนเข้าใจความเป็นจริง หรือศึกษาตำรับตำราจากที่ต่างๆจนบรรลุถึงความเป็นจริง หรือได้รับการถ่ายทอดสัจธรรมจากครูบาอาจารย์นอกพุทธศาสนาก็ตาม ท่านเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอริยบุคคลที่ถ่ายทอดสัจธรรมสากลโดยที่ไม่ต้องพึ่งภาษาบาลีสันสกฤตหรือลำดับขั้น 1 2 3 เป็นรูปแบบอย่างที่เคยชินกันในพระพุทธศาสนาของไทยในการถ่ายทอดแต่อย่างใด ซึ่งถ้ามัวแต่ยึดในสมมติของตนอยู่ก็จะไม่เข้าใจคนอื่นเสียที

การที่บุคคลหนึ่งบรรลุธรรมนั้น เรียกว่าเข้าถึงสัจธรรมอันเป็นสากล ความเป็นสากลนี้ไม่ขึ้นกับสมมติใดๆแม้กระทั่งพระศาสนา จิตของท่านก็จะเป็นสากลไปด้วย ไม่ถูกแบ่งแยกโดยสมมติของศาสนา เรียกว่าอริยบุคคลจริงๆท่านไม่ยึดศาสนา(หรือจะเรียกว่าไม่มีศาสนาเลยก็ได้) เพราะมันเป็นแค่สมมติเท่านั้น แต่ท่านก็สามารถอยู่กับสมมติต่างๆที่มีที่เป็นได้โดยไม่ขัดแย้ง ท่านก็จะโปรดลูกหลานบริวารในส่วนของท่านไป ใครสอดคล้องกับท่านได้ ไม่ว่าจะมาจากต่างศาสนา ต่างลัทธิ ต่างเผ่าพันธุ์ ท่านก็สามารถโปรดได้หมดทุกคน

การที่เราจะจำกัดคำว่าอริยะเอาไว้เฉพาะเพียงแค่ศาสนาพุทธนั้น ก็เรียกว่ายังคับแคบอยู่ ไม่กว้างขวาง และอริยบุคคลที่เข้าถึงสัจธรรมสากลนั้นก็ไม่ควรจะถูกครอบหรือแบ่งแยกด้วยความเป็นศาสนาหรือลัทธินิกายแต่อย่างใด หรือยิ่งจะไปยึดถือว่าเป็นของพวกตนนี่ก็ไม่ได้

แล้วการที่ชาวพุทธชอบไปว่า ไปดูถูก ไปเหยียบย่ำซ้ำเติมศาสนาอื่นนั้นก็พอเถอะครับ อย่าไปแสดงความคับแคบของตนให้ขายหน้าชาวโลกอีกเลย ส่วนใครจะดูถูกเราก็ไม่ต้องไปสนใจ เราก็ทำจิตทำใจให้กว้างขวางเป็นแบบอย่างเสียเอง เป็นสากลไปเสียเอง ก็ให้ตัวเองเข้าใจตรงต่อความเป็นจริงสากลก่อนแล้วจะได้รู้ว่า ไอ้ที่คลั่งศาสนา เทิดทูนบูชากันอย่างงมงาย โดยที่ไม่ตรงต่อสัจธรรมอยู่นี้ มันก็มิจฉาทิฏฐิทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment