Tuesday, March 17, 2015

สมาธิธรรมชาติ

สมาธิอย่างที่เราเคยรู้เคยเข้าใจกันนั้น ก็คือการทำให้มันเกิดขึ้นด้วยการฝึก ด้วยการปฏิบัติ ด้วยการกำหนด หรือเพ่ง หรือตอกย้ำลงไปในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หรืออาศัยคำบริกรรม หรืออาศัยสิ่งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในการเพ่งใส่พุ่งใส่เพื่อให้เกิดความนิ่ง

สมาธิเช่นนี้เป็นสมาธิแบบใช้อัตตาเป็นตัวขับเคลื่อนหรือเรียกว่า มิจฉาสมาธิ หรือ โลกียสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่เป็นธรรมชาติ แต่เกิดจากความจงใจพยายามที่จะกดข่มจิตไว้ให้อยู่ในสภาวะเดียว จิตจึงตั้งมั่นเพราะกรรมที่เข้าไปกระทำ แต่เมือเลิกฝึกเลิกทำ จิตก็จะแส่ส่ายไปเช่นเดิม เหตุเพราะเชื้อโมหะยังเหนียวแน่นอยู่ในจิตและเป็นไปตามเหตุของมันเอง

สมาธิเช่นนี้ก็เป็นเพียงสมาธิที่ใช้งานชั่วคราว ไม่ใช่สมาธิที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ ยิ่งฝึกมากๆก็จะยิ่งทุกข์มากขึ้นและอัตตาตัวตนเหนียวแน่นขึ้น

แต่สมาธิโดยธรรมชาตินั้น เกิดจากการไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือข้องแวะในสภาพอนิจจังใดๆ ไม่เข้าไปติดกับมัน ไม่เข้าไปหลุดจากมัน สภาวะที่มันจะต้องติดนั่นติดนี่ ชนนั่นชนนี่ก็จะหมดไปเอง คลายออกเอง

เมื่อใดก็ตามที่ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงสภาวะทั้งหลายของกายและจิตที่มันเกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัย ไม่ต้องไปติดว่าแบบไหนดีแบบไหนไม่ดีอีก ทะลุทะลวงทุกปรากฏการณ์ ทุกสภาวะ เมื่อนั้นก็จะหมดความสาละวนในปรากฏการณ์ต่างๆไปเอง สงบรำงับไปเองโดยธรรมชาติ ธรรมดาของมัน เกิดเป็นสมาธิขึ้นเองโดยไม่ต้องพยายามไปฝึก ไปปฏิบัติหรือไปทำเอาแม้แต่นิดเดียว สมาธิเช่นนี้เองที่เรียกว่าเป็น สมาธิธรรมชาติ ที่เรียกว่า สัมมาสมาธิ หรือ โลกุตรสมาธิ อันเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติและเป็นเนื้อหาดั้งเดิมแท้ของจิตเองโดยไม่ต้องเข้าไปสร้างเข้าไปทำอะไรเลย

โดยนัยนี้จะไม่มีความตั่งมั่นแห่งจิต เพราะสมาธิธรรมชาตินี้เกิดจากความว่างแห่งโมหะอุปาทานซ้อนจิต จึงไม่มีการไปยึดว่าจิตเป็นเราแต่อย่างใด และเมื่อว่างแล้ว มันก็จะไม่มีใครไปสาละวนกับสภาวะกายสภาวะใจแบบไหนอีกเลย

สมาธิธรรมชาติเช่นนี้เป็นสมาธิที่เกิดจากการหลุดพ้นแล้วจากสิ่งต่างๆที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งปวง และไม่สามารถจะฝึกฝนเอาได้เลย

นี่แหละคือสมาธิธรรมชาติที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนสาวกทั้งหลาย

No comments:

Post a Comment