Tuesday, March 3, 2015

เลิกเปรียบเทียบ

เชื่อว่าทุกคนคงจะเคยถูกเปรียบเทียบกับคนอื่น หรือเป็นคนที่เปรียบเทียบคนอื่นเสียเองอย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต

ใครที่เก่งกว่าแล้วถูกเปรียบเทียบก็จะรู้สึกพองฟู รู้สึกว่าตัวเองเจ๋งขึ้นมาทันที ส่วนใครที่ด้อยกว่าคนอื่นแล้วถูกเปรียบเทียบก็คงจะหดหู่ น้อยใจ เสียใจ ไม่ใช่น้อย ความขัดแย้ง ทิฏฐิมานะ การแก่งแย่งการฆ่าฟันกันจำนวนมากบนโลกก็มีเหตุมาจากการเปรียบเทียบในลักษณะต่างๆนั่นแหละ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราจะเอาใครไปเปรียบเทียบกับใครไม่ได้เลย เพราะกรรมของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันแม้แต่คนเดียว แล้วจะเอาอะไรไปเปรียบเทียบอะไรได้เล่า

การเปรียบเทียบทุกอย่างในโลกนี้ล้วนแล้วแต่เกิดจากตัณหาตน ตัณหาที่อยากจะเห็นบางสิ่งที่ดีในทิฏฐิทัศนะของตน เพื่อเป็นแบบอย่าง เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยว หรือเกิดจากวิภวตัณหาที่อยากจะเป็นบางสิ่งด้อยกว่าเพื่อให้รู้สึกว่าเราก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว สรุปรวมคือคนที่ช่างเปรียบเทียบนั้นก็อาศัยตัณหาในการหล่อเลี้ยงอัตตาของตนนั่นเอง เพราะการเปรียบเทียบมันก็เหมือนกับว่าตัวเองมีอำนาจในการตัดสินคุณค่าอะไรบางอย่าง เป็นคุณค่าที่อุปโลกน์ขึ้นเองแล้วก็หลอกลวงตัวเองเพื่อการดำรงอยู่ของอัตตาของทิฏฐิตน

การเปรียบเทียบจึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากเป็นกรรม เป็นโมหะทิฏฐิกรรมที่หลอกให้ดิ้นรนไปบนตัณหาในการเลือกสิ่งที่ดีกว่า ปฏิเสธสิ่งที่แย่กว่า หรือเพื่อผลในการเร่งตัณหาผู้อื่นให้ดิ้นหนีดิ้นสู้ นอกจากนี้ก็ยังก่อให้เกิดความอึดอัดกดดัน ความตึงเครียด ความขัดแย้ง ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เลยเถิดไปจนถึงการสร้างปมด้อยปมเด่น ความน้อยอกน้อยใจ ความเสียใจ สร้างความบาดหมางอาฆาตแค้น ฯลฯ อีกมากมาย

แล้วไอ้สภาวะสิ่งที่เอาไปเปรียบเทียบกันนั้นมันก็คือกรรมของแต่ละคนซึ่งทำมาไม่เหมือนกัน ต่างกรรมต่างวาระ จะเอาไปเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย แม้กระทั่งพี่น้องฝาแฝดก็เทียบกันไม่ได้ เพราะแม้จะมีลักษณะกรรมพื้นฐานใกล้เคียงกัน แต่มันก็เป็นไปเพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อหมดลักษณะกรรมที่เหมือนกัน ชีวิตแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไปตามกรรมนั้นๆ ซึ่งแม้กรรมจะแตกต่างกันโดยสมมติที่สวมทับอยู่ แต่มันก็คือกรรมเหมือนๆกันในความเป็นจริง เราหลงไปให้ค่า ให้ความหมายในความแตกต่างของกรรมทั้งหลายไปเอง และความแตกต่างทั้งหลายนี้เองจึงทำให้เกิดทิฏฐิมานะ เกิดอัตตายึดมั่นในทัศนะ และเกิดเป็นความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งและกรรมใหม่ๆตามมาอีกเป็นพรวน ซึ่งก็หมายถึงภพชาติเบื้องหน้าจำนวนมากด้วย

ก็ให้เลิกการเปรียบเทียบในทุกๆเรื่อง เพราะเรื่องต่างๆที่ว่ามีว่าเป็นมันก็เกิดขึ้นโดยการปรุงแต่งบนสมมติ ทั้งที่โดยความเป็นจริงแล้ว สภาวธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เกิดและดับลงโดยไม่มีตัวตนรองรับหรือความแตกต่างในธรรมอะไรจริงๆอยู่แล้ว มันเกิดและดับของมันเองตามเหตุปัจจัย ไม่ได้เกิดมาเพื่อคุณค่าอะไร คุณค่าทั้งหลายก็เป็นเพียงสมมติที่อุปโลกน์กันขึ้นเองในหมู่ปุถุชนที่ยังหลงในโมหะอวิชชาทั้งนั้น เป็นคุณค่าเพียงชั่วคราว แต่ไม่มีค่าพอที่จะหลงยึดแบบเอาจริงเอาจัง ถ้าหลงเข้าไปยึดเอามายาเหล่านั้นเป็นเครื่องยึดเครื่องอยู่ มันก็จะรังแต่นำพาทุกข์มาให้ตนเองและผู้คนทั้งหลายอยู่ตลอดไม่จบสิ้น

สื่อต่างๆทั้งหลายในโลกที่เราเสพกันเข้าไปทุกวันก็ล้วนแล้วแต่นำพาไปสู่การเปรียบเทียบเทียบเคียงเพื่อกระตุ้นให้เราบริโภค กระตุ้นให้เราเลือก กระตุ้นให้เราวิพากษ์วิจารณ์ ปั่นตัณหาของเราให้พุ่งทะยานเพื่อยอดคนดูสื่อ ปั่นอารมณ์เราให้เกลียดชัง สร้างอารมณ์ให้ติดใจชอบพอ เอียงไปเอียงมา ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ได้แต่บ้าๆบอๆอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนชินเป็นอนุสัยสันดาน แล้วก็เลยลามปามมาถึงการเปรียบเทียบเรื่องศีลเรื่องธรรม จนทำให้บางคนลุแก่อัตตา พากันไปเปรียบเทียบว่าใครมีศีลบริสุทธิ์กว่ากัน โดยหารู้ไม่ว่าศีลที่บริสุทธิ์จริงๆน่ะ มันเปรียบเทียบไม่ได้เลย เพราะมันก็คือว่างพ้นไปจากความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ทั้งปวง ไอ้ส่วนที่ไปหลงเปรียบเทียบ วิพากษ์วิจารณ์กันนั้นมันก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวที่หลงปรุงแต่งเอาเองทั้งนั้น

การยอมรับความแตกต่างนั้นจริงๆก็ยังไม่พอหรอก เพราะพอนานๆไปมันจะเริ่มทนไม่ได้ มันอัดอั้นเอาไว้ แล้วมันก็จะเริ่มเปรียบเทียบ วิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ขึ้นมาอีก สร้างกรรมขึ้นมาอีก

เราก็แค่เข้าใจความเป็นจริงเอาไว้ว่า แต่ละคนมีกรรมเป็นของตัวเองที่ไม่มีใครเหมือนกับใครเลย และความเป็นจริงแห่งพระสัจธรรมนั้น ไม่มีอะไรที่แตกต่างกันโดยธรรมเลย ธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่ว่างเปล่าจากตัวตนทั้งนั้น มีค่ามีความหมายชั่วคราวขึ้นมาก็เพราะโมหะล้วนๆ แล้วเดี๋ยวไอ้ที่เคยเปรียบเทียบเปรียบต่างมันจะค่อยๆจืดจาง จางคลายไปเอง

ทุกสิ่งทุกอย่างทีมันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ก็เพราะมันมีเหตุให้เกิด ถ้าเกิดเรื่องดีๆ มันก็โอเคอยู่แล้ว ดีเสร็จแล้วมันก็จะผ่านไป ยึดไม่ได้เหมือนกัน ยึดดีก็เป็นทุกข์ เป็นบ้าเป็นบอ ถ้าเกิดเรื่องไม่ดี มันก็โอเคอีกนั่นแหละ จะได้ใช้วิบากให้มันหมดๆไป เพราะยังไงก็ต้องชดใช้อยู่ดี ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้า ใช้วิบากให้มันเบาบางดีกว่าจะไปอั้นเอาไว้รับทีเดียวพร้อมๆกันหมด และมันก็ดีที่จะได้กลั่นกรองความหลงยึดติดไปด้วยในตัว ซึ่งยังไงมันก็ต้องเจอและผ่านพ้นไปอยู่แล้ว จะผลัดไปทำไมกัน ยอมเสียเดี๋ยวนี้เลยจะดิ้นหนีดิ้นสู้ไปรับวิบากรอบใหม่ทำไมอีก

สภาวธรรมทั้งหลายนั้นมันบริบูรณ์ สมบูรณ์โดยตัวมันเองอยู่แล้วทุกๆขณะ ไม่มีถูกไม่มีผิด ไม่มีดีกว่าไม่มีด้อยกว่า มันก็เลยไม่มีประโยชน์ที่จะเปรียบเทียบอะไรกับอะไร เพราะมันก็รังแต่จะนำไปสู่เรื่องวกวนที่จะต้องกลับมาเปรียบเทียบซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันจบ แล้วมันก็จะพาให้คนที่คอยแต่จะเปรียบเทียบต้องกระโจนลงไปวนในสังสารวัฏอีกนาน มันจะหลอกให้วนเปรียบเทียบแล้วดิ้นรนไปตามนั้นจนกว่าจะเหนื่อยตายกันไปข้างหนึ่ง หรือจนกว่าจะได้บทสรุปตามเนื้อหาสัจธรรมที่กล่าวมาแล้วในข้างต้นนี้ ว่าสุดท้ายมันก็ไอ้ครือๆกันหมดนั่นแหละ

ก็เพียงแค่ไม่ไหลตามทิฏฐิความเห็นความหมายในการเปรียบเทียบ และไม่ไปตั้งท่าในการปฏิเสธปฏิฆะมัน คือถ้ายังมีกรรมกับทิฏฐิอยู่มันก็ห้ามกันไม่ได้หรอก ก็แค่ปล่อย ไม่ต้องไปตอกย้ำมัน เมื่อถึงวาระของมัน มันก็จะค่อยๆจืดจางลงไปเอง ปล่อยให้ทุกอย่างมันดำเนินไปของมันเองโดยไม่หลงขัดแย้งอะไร ไม่หลงตอกย้ำอะไร นั่นแหละคือความหลุดพ้นจากอุปาทานและอัตตาที่ซ้อนในสภาวะทั้งหลายโดยตัวมันเอง เหมือนกาต้มน้ำที่กำลังเดือด จะให้มันหยุดเดือดทันทีมันก็เป็นไปไม่ได้ เราก็แค่ตัดไฟเสีย แล้วน้ำในกาจะค่อยๆเย็นลงเอง ของมันเอง โมหะตัณหาทั้งหลายก็เหมือนกัน แค่ไม่ไปตอกย้ำมัน ไม่ต้องไปให้ค่าให้ความหมายมัน เดี๋ยวมันจบเอง โดยไม่ต้องพยายามจะจบให้มันอีก

No comments:

Post a Comment