Saturday, February 28, 2015

ทำไมทำบุญทำทานตั้งเยอะแต่ชีวิตยังไม่ดีขึ้น(หรือพ้นวิกฤติ)เลย?

คำถามนี้เป็นข้อสังเกตจากที่หลายๆคนพยายามทำบุญทำทานให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ให้พ้นวิกฤติ แต่ยิ่งทำก็ยิ่งไม่ได้แก้ไขอะไรให้ดีขึ้นเลย

หรือแบบที่เคยเห็นข่าวหน้าหนึ่ง ที่ดาราบางท่านมีเหตุให้ต้องล้มป่วยหนัก ก็เลยเดินสายทำบุญบ้าง ให้ลูกบวชบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แล้วก็ต้องตายไปในที่สุด

จริงๆผมก็เคยเป็นแบบนี้เหมือนกัน คือชีวิตกำลังจวนตัวจะแย่อยู่แล้ว ก็เลยเร่งทำบุญทำทานตามที่หมอดูบอก แต่ทำๆไปก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย มันเป็นเพราะอะไร? เมื่อก่อนตัวผมเองหาคำตอบให้คำถามนี้ไม่ได้ แต่วันนี้จะมาตอบให้แบบชัดๆกันเลย

โดยธรรมชาติของเหตุและปัจจัยต่างๆในสังสารวัฏนั้น จะหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่ติดขัดข้องคา แต่ส่วนที่มันเกิดความติดขัด ก็เพราะเป็นวิบากกรรมอันเกิดจากอุปาทาน(ยึด)ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนกลายเป็นกรรมตอกย้ำซ้ำๆในสิ่งนั้นๆ ทำให้มันคาอยู่อย่างนั้นตามแรงกรรมที่เคยทำมา หรือไม่มันก็เป็นวิบากกรรมอันเป็นผลมาจากการที่เคยทำให้คนอื่นติดขัดข้องคา ไปกีดกันขัดขวาง ไปปิดกั้นปิดบัง ไปตัดรอนคนอื่น มาในอดีตชาติหรือในชาตินี้ก็ตาม ยิ่งถ้าทำกับองค์มหาบารมีอย่าง พระพุทธเจ้า พระมหาโพธิสัตว์ ผู้โปรดสัตว์ หรือคุรุครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ก็จะยิ่งทำให้ติดขัดหนักขึ้นตามกำลังบารมีของแต่ละท่าน คือยิ่งทำกับผู้มีบารมีมาก วิบากที่ทำให้เกิดการติดขัดจะมีมากตามไปด้วย

และโดยสถานการณ์ของคนที่กำลังติดขัด ขัดสน จนตรอกนั้น มักจะเป็นช่วงที่เจ้ากรรมนายเวรเขามาทวงหนี้กรรมเป็นจำนวนมาก ซึ่งมักจะไม่เข้าคิว ถ้ามีเจ้ากรรมนายเวรมาก เขาก็จะล้อมกรอบ ปิดกั้นปิดบังทุกวิถีทางให้ต้องชดใช้วิบากกรรม เรียกว่าปิดประตูตีแมวกันเลยทีเดียว ขนาดที่ว่าบางคนคิดจะทำบุญ พระหรือผู้ที่จะรับบุญก็ไม่รับบุญนั้น หรืออาจจะมีเหตุให้ทำบุญไม่สำเร็จ อันนี้เป็นกรรมที่เคยไปปิดกั้นปิดบังการทำบุญทำกุศลของผู้อื่นมาก่อน อย่างทุกวันนี้จะมีคนมักจะพูดประมาณว่า ทำบุญกับพระน่ะเหรอ อย่าเลย ไปทำกับเด็กกำพร้า(ฯลฯ)ดีกว่า แค่นี้ก็เป็นการสกัดกั้นการบุญแล้วโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจริงๆแล้วใครจะทำบุญกับใครเท่าไหร่ เราอย่าไปขวางครับ เพราะกรรมที่ไปขัดขวางนั่นแหละ จะกลับมาขวางเราเองในที่สุด

ปรากฏการณ์ก่อนที่จะเกิดการติดขัดข้องคาหนักๆนั้น ก็มาจากจิตที่ปิดตัวเอง ด้วยทิฏฐิมานะ ความดึ้อรั้นดื้อดึง ความอหังการส่วนตนที่ทำให้นึกว่าตัวเองแน่ ความหลงยึดติดในทิฏฐิความเชื่อแห่งตน ยิ่งจิตปิดมากเท่าไหร่ มันก็จะคับแคบมากเท่านั้น  พอคับแคบในใจ ธรรมทั้งหลายที่ควรจะไหลเวียนเป็นปกติ ก็หยุดชะงัก ยิ่งคนที่ไม่เข้าใจสัจธรรมความเป็นจริง วิบากกรรมทั้งหลายก็จะยิ่งต้อนให้เข้ามุมอับได้ง่ายขึ้น คือยิ่งติดขัดยิ่งดิ้นรน ยิ่งดิ้นรนยิ่งคับแคบ ยิ่งคับแคบก็ยิ่งตะเกียกตะกาย ยิ่งเบียดเบียนก่ออกุศลกรรม ก็ยิ่งติดขัด เป็นวงจรที่บีบให้ยอม แต่ส่วนใหญ่จะไม่ยอม ซึ่งบางคนพอทุกข์หนักๆ ทิฏฐิมานะ อหังการอะไรมันก็ถูกทำลายไป ถูกบีบยอมแต่โดยดี แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น บางคนพอทุกข์ถึงที่สุดแล้วก็ฆ่าตัวตายไปเลย ซึ่งมันจะไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นอย่างที่คิดง่ายๆแบบนั้นเลย แต่กลับยิ่งทำให้ฉิบหายวายป่วงมากขึ้นไปอีกหลายภพหลายชาติ การช่วยเหลือจากวิบากกรรมในการฆ่าตัวตายก็ยากมากๆ

คนที่เดินสายทำบุญทำทานเพื่อหวังให้ชีวิตพ้นวิกฤตนั้น จึงยังไม่ถูกต้องเสียทีเดียวครับ เพราะเวลาทำบุญทำทานนั้น ทำได้กับตัว เจ้ากรรมนายเวรที่ปิดกั้นรอส่วนบุญอยู่เขาไม่ได้มีส่วนด้วยเลย ดังนั้น แม้จะได้บุญกุศลจริง แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์การทวงหนี้ดีขึ้นเลย แถมเป็นบุญกุศลที่เจือด้วยตัณหาซ้อนลงไป ทำให้บุญนั้นคับแคบในการเสวยผลบุญในภายหลังอีก เพราะบุญในลักษณะที่มีการมุ่งหวังตั้งเอานั้น จะมีการล็อคตัวเองเข้ากับเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่งที่เราอธิษฐานกำกับบุญเอาไว้ ไม่ได้มีลักษณะที่ผ่อนคลายจากการให้การสละออกเลย บุญนั้นจึงไม่สามารถมาช่วยเหลือเราได้ทันท่วงทีในเวลาวิกฤติ ผลก็คือคนที่ทำบุญเพราะอยากจะพ้นวิกฤติมักจะไม่พ้นวิกฤติครับ

แล้วทีนี้จะแก้ไขยังไงดี?

ขั้นแรกก็ต้องแก้ไขกันที่ใจเสียก่อน สละก็ให้มันสละที่ใจเป็นอันดับแรก

ทำบุญทานก็ทำให้ถูกต้อง เวลาทำบุญทำทานนั้น ก็ให้ทำแบบสละ ทำแบบไม่หวังในบุญ เวลาทำบุญ ใจก็สละให้โดยไม่มีเงื่อนไขกำกับในบุญ แล้วบุญกุศลนั้นจะกลายเป็นทานบารมี ทานบารมีนี้จะไม่เหมือนบุญตรงที่มันมีอานิสงส์มากกว่า ไร้เงื่อนไขกำกับในบุญ ทานบารมีนี้เองจะมาเป็นตัวช่วยในเวลาวิกฤติได้อย่างทันท่วงที หรือถ้าใครไม่แน่ใจว่าเราทำบุญแบบกำกับเงื่อนไขมามากเท่าไหร่ ก็ให้ประกาศสละ ประกาศถอนความยึดติด ความตั้งเอา และเงื่อนไขที่เคยอธิฐานในบุญทานทั้งหลายนับตั้งแต่อดีตลงเสีย บุญทานทั้งหลายที่เคยมีเงื่อนไขกำกับอยู่ก็จะค่อยๆถูกปลดล็อคหมดเงื่อนไขพันธนาการไปเอง และกลายเป็นทานบารมีไปเอง

หรือถ้าถึงคราวจนตรอกจริงๆ ไม่มีเงินทำบุญแล้ว จะหมดตัวแล้ว ก็ไม่เป็นไร เราก็ใช้วิธีขอขมากรรมแทน ประกาศสละ ประกาศชดใช้หนี้กรรมทั้งหลายด้วยอธิวาสนาบารมีที่เคยมีมาตั้งแต่อดีตไปแทน เพราะแต่ละคนก็มีบุญบารมีเบื้องหลังกันอยู่แล้วทั้งนั้น เพียงแต่มันติดขัดข้องคาชั่วคราว ก็เอาตรงนั้นแหละมาประกาศชดใช้ไปเลยไม่ต้องกลัวหมด เพราะการให้การสละบุญบารมีตรงนั้นออกใช้หนี้กรรม สุดท้ายมันจะสะท้อนกลับเป็นบุญบารมีชนิดที่ละเอียดมากขึ้น เป็นบุญบารมีที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นได้จริงๆ

ที่สำคัญที่ต้องเน้นย้ำคือ ต้องทำแบบสละให้ ทำแบบไม่เอา ซึ่งอีกความกลัวของคนส่วนใหญ่คือ กลัวทำไม่เอาแล้วจะไม่ได้บุญ ทำบุญก็ได้บุญอยู่แล้วแน่นอนครับ เป็นกฏของธรรมชาติเลย แต่คุณภาพของบุญทานนั้นจะต่างกันมาก บุญทานที่ทำแบบสละ ทำแบบไม่เอา ทำแบบให้ทิ้งนั้น อานุภาพและอานิสงฆ์ของบุญทานนั้นจะมหาศาล อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตรัสเอาไว้ในวัชรปรัชญาปารมิตาสูตรว่า จะทำกุศลก็ให้ไร้ลักษณะในการทำกุศล (คือทำทิ้ง ไม่มีลักษณะของตัวตนซ้อนบุญกุศล) แล้วอานิสงฆ์ของกุศลนั้นจะไม่มีที่สุดประมาณ (เนื้อหาประมาณนี้นะครับ ประโยคไม่ได้เป๊ะๆ)

การขอขมากรรม การประกาศสละชดใช้หนี้กรรมนั้น เป็นวิธีที่เราน้อมบารมีขององค์คุณเบื้องสูงมาเป็นประธานในการเจรจาเคลียร์หนี้กับเจ้าหนี้ ขอขมากรรมและใช้หนี้กัน ซึ่งองค์คุณเบื้องสูงนั้น ท่านเหล่านั้น สัมพันธ์กับสรรพสัตว์ทั้งหลายมามากมายนับไม่ถ้วน ท่านก็สามารถเชื่อมโยงเป็นคนกลางระหว่างเจ้ากรรมนายเวรของเรากับเราได้ เหมือนเราเอาผู้ใหญ่ที่เจ้ากรรมนายเวรเคารพมาช่วยเจรจานั่นแหละ ยังไงเขาก็ยอมในที่สุด เมื่อน้อนท่านเป็นประธานในการขอขมากรรมแล้ว วิบากกรรมที่ปิดกั้นปิดบังก็จะค่อยๆลดลง กรรมเบาๆก็จะถูกชดเชยชดใช้จนหมดไปอย่างรวดเร็ว ส่วนกรรมที่หนักหรือเยอะ ให้ผลเรื้อรังก็จะค่อยๆดีขึ้นเป็นลำดับ

ถ้ายังกลัวว่าบุญวาสนาบารมีของตนจะยังไม่พอใช้หนี้กรรม ก็ช่วยองค์มหาบารมีทั้งหลายโปรดสัตว์ด้วยการหยาดน้ำก็ได้ ซึ่งการหยาดน้ำนี้ ก็เป็นการน้อมบารมีขององค์คุณเบื้องสูงมาให้ดวงจิตและเจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายได้มีส่วน ซึ่งคนที่หยาดน้ำก็จะกลายเป็นผู้ให้ไป ณ ขณะที่หยาดน้ำนั่นเอง การหยาดน้ำก็จะชดเชยชดใช้หนี้กรรมไปได้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งก็จะมีผลในการคลี่คลายโมหะอุปาทานของตนเองจนเกิดความผ่อนคลายโล่งโปร่งเบาในกายในใจตนเองไป (อาการที่โปร่งโล่งเบาคือ แรงกรรมมันไม่กดทับกายกดทับจิตนั่นเอง)

การหยาดน้ำก็ให้เอ่ยปากก่อนหยาดน้ำว่า "ให้มีส่วนในอธิวาสนาบารมีนี้โดยทั่วกันในทุกหมู่ทุกเหล่าทุกชั้นทุกภูมิ" แล้วก็เทน้ำในขวด(หรือเปิดก็อกน้ำก็ได้ ในปริมาณที่พอเหมาะพอควร) หรือถ้าในช่วงที่วิบากกรรมให้ผลหนักจนเครียดไปหมด ปิดกั้นปิดบังไปหมด ก็เอ่ยปากให้เจ้ากรรมนายเวรก่อนหยาดน้ำว่า "ให้เจ้ากรรมนายเวรและจิตญาณทุกดวงทุกหมู่ทุกเหล่าทุกชั้นภูมิได้มีส่วนในอธิวาสนาบารมีนี้โดยทั่วกัน" เสร็จแล้วก็เทน้ำให้ไปแบบว่างๆกว้างๆ ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องคาดหวังอะไร ไม่ต้องหวังว่าหยาดน้ำแล้วจะให้ได้รดน้ำต้นไม้ด้วย ไม่ต้องทำแบบนั้นนะครับ แบบนั้นก็เป็นการตั้งเอาอยู่ดี

มีอีกวิธีนึงก็คือการให้บารมีโดยตรงผ่านคำว่า "โส" ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าพึ่งดูหมิ่นนะครับ คำให้พรอันศักดิ์สิทธิ์นี้ช่วยผู้คนได้คลี่คลายจากวิบากกันมามากแล้ว

คำว่า "โส" นั้นเป็นการอุทิศบารมีออกไปโดยตรง โดยอาศัยบารมีขององค์คุณเบื้องสูงแผ่ให้ทุกดวงจิตทุกดวงวิญญาณผ่านคำว่า "โส" นี่แหละ อานุภาพของคำว่า "โส" นั้นฉับพลัน รวดเร็ว เวลากล่าวคำว่าโส ก็ให้ผายมือกางออกเหมือนเป็นสัญลักษณ์ในการให้ ใครติดขัดในใจ ก็โสออกมา หรือติดขัดกับใคร ก็นึกถึงคนนั้นแล้วก็โสให้ไปเลย อานุภาพของการอุทิศบารมีนั้นก็จะส่งถึงจิตของคนๆนั้นทันที วิธีการนี้สามารถใช้ได้แม้กับเหล่าจิตญาณในภาคทิพย์ ใครที่ตกนรกหมกไหม้อยู่ ตายลงไปกลายเป็นสัตว์ในอบายภูมิเราก็ นึกถึงแล้วโสให้ไปเลยบ่อยๆ แล้วอายุรกรรมที่จะต้องเสวยวิบากในนรกก็จะหดสั้นลงไปเอง

มีเหมือนกันที่บางคนเจอวิบากกรรมบังมากๆ เจ้ากรรมนายเวรปิดบังเหนียวแน่นมาก ก็จะเกิดทิฏฐิมานะ เกิดอคติ เกิดอหังการส่วนตน ไม่น้อม ไม่ยอม ไม่ขอขมากรรม ไม่ยอมหยาดน้ำ ไม่ยอมพูดคำว่าโส คือบางทีอ่วมจนจะตายอยู่แล้ว แต่กรรมมันก็ปิดกั้นปิดบังไม่ยอมให้ขอขมากรรมซะอย่างนั้น บางทีก็จุกอยู่ที่คอ พูดคำว่าอโหสิไม่ออกเลยก็มี หรือถึงขนาดว่าทำให้ลืมขอขมากรรม ลืมหยาดน้ำไปเลยก็มี มีสารพัดรูปแบบจริงๆ

การอุทิศบุญบารมีเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญยิ่งกว่าการทำบุญเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้ามาก เพราะบุญทานที่ทำเอาเฉพาะหน้า ผลของกุศลส่วนนั้นมักจะมาไม่ทัน หรือไม่ก็ไปรอชาติถัดๆไปแทน แต่การขอขมากรรม ประกาศสละชดใช้หนี้กรรม การหยาดน้ำ และการโสให้บารมีนั้นจะเป็นส่วนที่ช่วยคลี่คลายความติดขัดข้องคาซึ่งกำลังให้ผลอยู่จริงๆ

จำไว้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ใจยังติดขัด ภายนอกมันจะติดขัดไปด้วยเสมอ แต่เมื่อใจไม่ติดขัดเสียแล้ว เดี๋ยวความคลี่คลายในใจก็จะไปคลี่คลายสถานการณ์ภายนอกเอง ดังนั้นก็เลิกยึดเงื่อนไขต่างๆในใจเสียให้หมด  ยอมเลย เพราะการยึดในสิ่งต่างๆในใจเหล่านี้เอง ที่ทำให้เกิดความติดขัดข้องคาอยู่ภายใน(ซึ่งจริงๆก็ไม่ได้ช่วยให้ได้อะไรจริงอย่างที่ยึดด้วย) แล้วสะท้อนออกมาเป็นการติดขัดข้องของสถานการณ์ภายนอก ถ้าใจไม่คลี่คลายเสียแล้ว จะแก้สถานการณ์ภายนอกอย่างไรมันก็แก้ไม่ได้ มันก็จะล็อคกันอยู่อย่างนั้น จะทิฏฐิดื้อรั้นยังไง เจ้ากรรมนายเวรเขาก็ไม่ยอมเราหรอก แต่เราก็ยอมที่ใจไปก่อนเลย ปลงใจไปก่อน แก้ปัญหาที่เรา พอใจคลายแล้วการแก้ปัญหาจะง่ายขึ้นเยอะเลย

แต่ถ้าใครหนักหนาจริงๆ ก็ให้ไปถวายผ้าไตร ไปถวายที่ไหนก็ได้ เวลาถวายหรือทำบุญก็อย่าไปเฉพาะเจาะจงถวายให้กับพระรูปนั้นรูปนี้ ซึ่งบางทีก็เป็นเพียงสมมติสงฆ์ แล้วจะกลายเป็นกรรมผูกพันต่อกันอีก แต่เวลาถวายก็ให้ระลึกแล้วถวายให้แด่ "พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า" ซึ่งก็คือพระอริยเจ้า อริยสงฆ์เท่านั้น จึงจะเรียกว่าพระสงฆ์จริงๆโดยเนื้อหา แล้วก็ถวายไปตามนั้น อานิสงฆ์ก็จะไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ส่วนพระสงฆ์ที่ท่านรับผ้าไตร ท่านก็จะเป็นเพียงตัวแทนรับไว้เท่านั้นเอง

ก่อนจะจบก็ขอเตือนให้ระลึกไว้เสมอว่า ความดิ้นรนกระเสือกกระสนทั้งหลายที่จะอยากจะแก้ จะยิ่งก่อให้เกิดความคับแคบจนมุม เหมือนปลาติดแห อย่าดิ้นไปตามมัน เพราะสถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก เหมือนเราเดินไปติดกับดักเสียเอง แต่ใจก็ให้ยอมไปก่อน ปลงวางที่ใจไปก่อน ทำอะไรก็ไม่ต้องคาดหวังเอากับอะไรๆอีก จะได้ไม่ร้อนรน เมื่อใจสงบลงจากความเร่าร้อนดิ้นติดดิ้นหลุดแล้ว เริ่มผ่อนคลายแล้ว ก็แก้สถานการณ์เฉพาะหน้าด้วยการให้การสละ ด้วยการขอขมากรรม ประกาศสละชดใช้หนี้กรรม การหยาดน้ำ โสให้บารมี ไปเรื่อยๆ แล้วมันจะเดินออกจากมุมอับของชีวิต ออกจากความคับแคบอันเป็นทางตันได้เอง ทางออกจะเปิดขึ้นเอง จากการเคลียร์หนี้กรรมให้กับเจ้ากรรมนายเวรนั่นแหละ

6 comments:

  1. ช่วงวันที่ 9-14 มี.ค.58 นี้ ผมจะไปอยู่ที่ขอนแก่นนะครับ อาจจะงดอัพเดตบทความและสื่อต่างๆชั่วคราวก่อน เพราะไม่ได้เอาคอมฯไปด้วยครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. บางครั้งเราก็เครียดจริงๆทั้งที่เข้าใจ เราทำบุญแต่ดวงไม่เคยดีเลยทั้งที่ตั้งใจทำทุกอย่าง ทำอยู่บ่อยๆ จนท้อจนเริ่มไม่อยากทำ

      Delete
    2. ถ้ามันยังคาดหวังอยู่มันก็ไม่ดีหรอกครับ ทำเพราะอยากอยู่ตลอดเวลามันก็จะติดอยู่ในความอึดอัดคับแคบในใจตัวเองตลอด มันจะดีได้ยังไง ใจมันต้องคลายก่อน ไม่งั้นมันเปิดรับสิ่งดีๆไม่ได้ครับ

      Delete
  2. ขอบคุณสำหรับข้อความที่เขียน
    ดีมากจริงๆที่ได้อ่าน

    ReplyDelete
  3. ข้อความดีมากคับ ผมคนนึงที่กำลังคิดหนีจากโลก

    ReplyDelete
  4. อโหสิ อโหสิ อโหสิ โส โส โส

    ReplyDelete