Tuesday, February 24, 2015

สังคมอบายภูมิ

ถ้าเราสามารถถ่ายภาพใจของแต่ละคนได้ ภาพน่าจะออกมาประมาณนี้
วันนี้ขอหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงกันให้ชัดๆสักทีหนึ่งหลังจากพูดพาดพิงเรื่องนี้ในบทความหลายๆตอนที่ผ่านมา

โดยปกติธรรมดานั้น สังคมมนุษย์ สามารถตั้งอยู่ได้บนพื้นฐานที่อิงแอบธรรมชาติเป็นหลัก โดยมนุษย์ไม่ต้องลงมือทำงานมากนัก พืชอาหารทั้งหลายนั้นเดิบโตบนดิน กินดินแล้วแปลงเป็นอาหารให้มนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน น้ำก็มาจากฝนที่ตกลงมาช่วยให้พืชสามารถเติบโตได้ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปเช่นนี้เป็นวัฏฏะ เป็นสังสารวัฏในภาพใหญ่โดยรวม สภาพธรรมชาติส่วนใหญ่จึงดูแลตัวมันเองได้ถ้าเราไม่เข้าไปแทรกแซง

วัฏฏะนั้นก็มีธรรมชาติที่ขับเคลื่อนไปเป็นวงจรซ้ำๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามธรรมชาติธรรมดาของมัน ไม่มีอะไรติดขัดข้องคา ไม่เชื่อไปสังเกตดูได้ ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ล้วนแล้วแต่เป็นวงจรซ้ำๆกันหมดโดยสภาพปกติของมัน

แต่เมื่อมนุษย์เริ่มทำกรรมมากขึ้น วิบากกรรมที่ตีกลับมาก็มากขึ้น ทำให้เกิดความติดขันในระบบธรรมชาติ เกิดความขัดเคืองขึ้นในระบบวัฏฏะที่หล่อเลี้ยงสังคมมนุษย์อยู่ ก็เกิดความขาดแคลนแร้นแค้น มนุษย์จึงต้องอยู่โดยอาศัยกรรมมากขึ้น จากพืชอาหารที่ขึ้นเองโตเองตามธรรมชาติ ก็ไม่พอเพราะเรากอบโกยเอาไปขายเป็นการค้าเสียหมด

ในที่สุดมนุษย์จึงต้องลงมือปลูกเอง เพาะเมล็ดเอง ผลิตอาหารเองด้วยระบบอุตสาหกรรม ซึ่งแต่ละกระบวนการก็ล้วนแล้วแต่เป็นกรรรม พอกรรมของผู้ผลิตซ้อนลงไปในธาตุอาหารมากๆเข้า เรากินเข้าไปก็เจ็บป่วย เพราะต้องไปรับวิบากกรรมของผู้ผลิตด้วย นอกจากนั้นสารเคมีและการแปรรูปอาหารจนผิดธรรมชาติ(ก็เป็นผลแห่งกรรมอีกล่ะ เรียกว่ากรรมในการวางยาพิษก็ได้) ทำให้ร่างกายเราไม่รู้จักอาหารที่กินเข้าไป ก็เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย ธรรมชาติที่มันควรจะรักษาตัวเองได้ก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ตามปกติ

พอมนุษย์เลิกพึ่งพิงธรรมชาติ(ชาวคริสต์จะเรียกว่า การละทิ้งพระเจ้า) มนุษย์จึงเผชิญความยากลำบากในการดำรงอยู่บนโลก อึดอัดขัดเคืองมากขึ้น ติดขัดข้องคามากขึ้น พอเริ่มลำบาก ในใจมันลำบาก ชีวิตก็จะดำเนินไปด้วยความยากลำบาก แล้วความยากลำบากนั้นก็แผ่ขยายออกไปด้วยการเบียดเบียนชีวิตอื่นเพื่อที่จะให้ตัวเองสุขสบาย ทีนี้ทุกคนก็จะกลายเป็นโรงงานปล่อยน้ำเสียลงคลอง วัฏฏะในภาพใหญ่จึงเต็มไปด้วยวิบากกรรมและกรรมที่มนุษย์กระทำต่อกัน เป็นวงจรกรรมที่ยิ่งตีกลับมาบีบคั้นทุกคนมากขึ้นเรื่อยๆในที่สุด

ไม่เชื่อลองถามตัวเองครับว่า ทุกวันนี้สังคมมนุษย์ยังเป็นสังคมมนุษย์อยู่ดีไหม?

ทุกวันนี้เราต้องอยู่กันอย่างดิ้นรนหนีความจน ผ่องถ่ายวิบากไปให้สังคมโดยรวม กอบโกยเอาแต่ความมั่งคั่งส่วนเกินเพื่อให้ตัวเองสุขสบาย เพราะนึกว่าไม่มีต้นทุน(จริงๆคือต้นทุนวิบากของตัวเองทั้งนั้น)

พอคนส่วนใหญ่ในสังคมต้องอยู่อย่างดิ้นรน กระเสือกกระสน จิตของทุกคนจึงตกสู่อบายภูมิทั้งเป็น เพราะโดยธรรมชาติจิตของสัตว์ในอบายภูมินั้น มีแต่ความดิ้นรน ร้อนรน คับแค้น บีบคั้นกดดัน สิ้นหวัง ทุกข์ทรมานทุกรูปแบบ เรียกว่าตอนนี้สังคมมนุษย์กำลังตกนรกทั้งเป็นกันอยู่

ข้อเสียของการตกนรกทั้งเป็นดังเช่นปัจจุบันนั้น ก็คือ เหล่ามนษย์จิตอบายภูมินั้นจะไม่สำนึกต่อกรรมของตน เพราะยังมีกายหยาบรองรับอยู่ ยังมีเครื่องมือให้ดิ้นรนสร้างกรรมได้อยู่ ก็เลยยังยึดถือทิฏฐิมานะ ความดื้อรั้นอยู่ ความเปลี่ยนแปลงของอกุศลกรรมใดๆที่เกิดกับตนยังส่งผลได้ไม่ชัดเจนเพราะกายหยาบมันเปลี่ยนแปลงช้า(หยาบช้า) ไม่เหมือนกายทิพย์ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของพลังงานกรรมที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันได้

ซึ่งยิ่งเบียดเบียนกันมากอกุศลกรรมโดยรวมของระบบก็จะมากขึ้น ไม่ใช่เฉพาะแค่คนจนเท่านั้นนะ คนรวยที่ยังโลภไม่รู้จักพอก็มีจิตแบบอบายภูมิด้วยเหมือนกัน คือยังหิวโหย กอบโกย จ้องจะเอาผลประโยชน์เอาเปรียบจากคนอื่นอยู่เสมอ เรียกว่าบุญเก่าก็ไม่ได้ช่วยให้พ้นอบายภูมิแต่อย่างใด

พอทุกคนผ่องถ่ายวิบากลงมาในวัฏฏะส่วนกลาง ทีนี้ก็ยุ่งสิ โลกธาตุต้องแบกรับกรรมที่เกินสมดุลนี้ไปแทน วิบากกรรมทั้งหลายก็เลยแทรกซึมลงไปในดินทำให้ดินเสีย ต้นไม้แคระแกร็น และตายลง เกิดแผ่นดินไหว แผ่นดินแยก แผ่นดินยุบ เกิดความแห้งแล้ง ดินเก็บน้ำไม่อยู่ พอกรรมลงไปในน้ำ ทำให้น้ำเสียใช้บริโภคไม่ได้ เกิดอุทกภัยไปล้างพื้นที่ส่วนต่างๆที่วิบากเยอะ กรรมกระจายไปในอากาศ ทำให้ภูมิอากาศแปรปรวนแล้วกลับมาทำลายมนุษย์อีกทีหนึ่ง ในรูปแบบต่างๆเช่น วาตภัย เรียกว่า ณ ตอนนี้มนุษย์กำลังอยู่ในช่วงที่ทำลายตัวเองกันสุดๆไปเลย

เหตุนี้เองการโปรดสัตว์จึงต้องมีขึ้นเพื่อปรับสมดุลของสังสารวัฏโดยรวม เพื่อลดกรรมที่มากเกินไปในระบบ เพื่อแก้ไขให้สังคมมนุษย์กลับมาเป็นสังคมมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการคลี่คลาย ด้วยการให้ การเสียสละ การยุติกรรม การเลิกตั้งเอากับสิ่งต่างๆ อันจะเป็นการลดระดับของกรรมในระบบลงได้ในที่สุด ถ้าจะเอาเร็วหน่อยก็ต้องรอภัยพิบัติใหญ่ๆมาล้างบางมนุษย์นะ

ผู้ที่ได้มาเจอพระสัจธรรมทั้งหลายก็จะคลี่คลายจากกรรมจากวิบากกรรม ผู้ที่แจ้งต่อสัจธรรมแล้วก็จะดิ้นรนน้อยลง อยู่โดยธรรม(ธรรมชาติ)มากขึ้น พอต้องไปอยู่ในท่ามกลางความดิ้นรน ก็จะช่วยคลี่คลายผ่อนคลายกระแสที่มันบีบคั้นกดดันนั้นลงโดยรวม จิตที่เคยมีลักษณะของอบายภูมิของผู้คนก็จะคลี่คลายออกจากความเป็นภูมิต่ำไปเองอย่างช้าๆ

การแก้ไขปัญหาของสังสารวัฏโดยรวมในทางโลกจะไม่ส่งผลให้วิบากของสังคมลดลงมากนัก เพราะคนที่มาแก้ปัญหาก็ยังติดตัณหาของตัวเองอยู่เหมือนกัน ให้คนที่มีระดับตัณหาเหมือนๆกับคนที่มีปัญหากับตัณหาตนเองมาแก้ไข มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้จริงหรอก มันก็แค่ทำกรรมใช้กรรมไปเหมือนเดิม จะเอากุศลกรรมมาแก้ก็ไม่ได้ช่วยอะไรสักเท่าไหร่ เพราะกุศลกรรมมันก็เป็นแค่กรรมอีกตัวหนึ่งที่ลงไปผสมรวมกับกรรมอื่นๆอีก ไม่ได้ลดระดับกรรมรวมในระบบได้สักเท่าไหร่ มีผลแค่ผ่อนคลายกระแสได้ชั่วคราว แล้วกระแสตัณหาอุปาทานของผู้คนก็จะโหมกระพือต่อไป

ดังนั้นก็ต้องยุติตัณหา ยุติโมหะอุปาทานของตนเสียก่อน แล้วเราก็จะกลายเป็นผู้แก้ปัญหาสังสารวัฏโดยรวมได้โดยไม่ต้องอาศัยตำแหน่งใหญ่โตอะไรเลย มันก็จะเป็นไปแบบไร้ร่องรอยนั่นแหละ ไปที่ไหนก็คลี่คลายที่นั่น นี่ก็เรียกว่าแก้ปัญหาสังสารวัฏแล้ว

และเมื่ออริยบุคคลในสังคมมีมากขึ้น มีผู้โปรดสัตว์ที่แทรกซึมไปในส่วนต่างๆของสังคมมากขึ้น สังคมมนุษย์ก็จะค่อยๆยกระดับพลังงานขึ้น กรรมที่เคยมีคนกระทำต่อสังคมโดยรวมก็จะน้อยลง และไม่ใช่แค่น้อยลงอย่างเดียว แต่ใครที่ทำกรรมกับสังคมซึ่งมีอริยะปะปนอยู่มาก ก็จะถูกกระแสกรรมตีกลับมากขึ้น เพราะบารมีของอริยบุคคลทั้งหลายนั้นเองที่เป็นตัวสะท้อนกรรมทั้งหลายกลับไปสู่ผู้กระทำ เรียกว่าคิดจะทำคนอื่น แต่สุดท้ายก็จะเจ็บตัวเพราะกรรมของตัวเอง ยิ่งมีอริยบุคคลในสังคมมากเท่าไหร่ ปัญหาสังคมก็จะยิ่งน้อยลงๆ คนที่คิดจะทำบาปทำกรรมกับสังคมก็จะแพ้ภัยตัวเองไปอย่างรวดเร็ว โดยที่เราไม่ต้องไปสู้รบปรบมือ หรือประท้วงอะไรให้ยุ่งยากเลย แล้วสังคมมนุษย์ก็จะกลับไปเป็นสังคมมนุษย์จริงๆเสียที อบายภูมิก็จะได้กลับไปอยู่ในที่ๆมันควรจะอยู่เสียที ไม่ใช่มาทับซ้อนกับโลกมนุษย์ดังเช่นปัจจุบัน

ใครที่คิดว่าแนวทางของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านคับแคบ ดับเฉพาะตนก็เข้าใจใหม่นะ ที่ผ่านมาเราไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ เพราะอาจจะไม่จำเป็น คือมันเป็นแค่ผลพลอยได้ ของจริงคืออริยะที่ตรงต่อเนื้อหาที่ว่างอยู่แล้วนั่นเอง

สิ่งที่ผู้โปรดสัตว์และอริยบุคคลทั้งหลายให้กับโลกธาตุนี้นั้น ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณจริงๆ เพียงแต่ไม่สามารถเห็นเป็นสมมติรูปธรรม เป็นวัตถุ เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนอย่างวิถีแบบโลกๆชอบทำกัน เรียกว่าเป็นผู้ให้ผู้เสียสละที่ไร้ร่องรอย ไม่สร้างอุปาทานในการเป็นผู้วิเศษอะไรใหม่ๆให้สังคมอีก

No comments:

Post a Comment