Friday, February 20, 2015

พุทธเกษตร

พุทธเกษตรมีส่วนคล้ายๆแบบนี้อยู่ แต่ให้ความรู้สึกที่สวยกว่านี้มาก
วันนี้มาเรื่องอจิณไตยกันหน่อย แล้วก็เหมือนเดิมนะครับ เขียนจากญาณวิถีล้วนๆ ไม่อิงตำราไหนในโลกนี้เลย

เรื่องราวนี้ไม่เคยเล่าผ่านสื่อมาก่อน มีเพียงไม่กี่คนที่ได้ฟังจากปากเท่านั้น

เมื่อกลางปี 2554 ผมได้นิมิตรไปเห็นสถานที่แห่งหนึ่ง ที่นั่นมีภูมิประเทศเป็นที่ราบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา พื้นดินเต็มไปด้วยต้นข้าวเต็มไปหมด แทบไม่มีที่ว่างให้เห็นพื้นดิน มองไปไกลๆจะเห็นภูเขา สันฐานคล้ายภูเขาตะปูอยู่เรียงรายอยู่เป็นระยะๆ สวยงามมากราวกลับภาพเขียนพู่กันจีน สภาพแสง ณ เวลานั้น ไม่ใช่แดดแผดเผา แต่มันสว่างฟุ้งจ้าราวกับอยู่ในฝัน ขณะที่อากาศเย็นสบายกำลังพอดี

ที่นั่น ผมเห็นตัวเองกำลังช่วยงานเกี่ยวข้าวอยู่ ความรู้สึกตอนนั้นมันสงบสุขสันติอยู่ข้างใน ไร้ความขัดแย้งแตกต่างในใจ ไร้ความเห็นความหมาย ไร้ความทุกข์ ทุกคนที่อยู่ที่นั่น ไม่มีความแตกต่างกันโดยธรรม แต่ก็พอจะรู้ว่าใครเป็นใครโดยจิต ที่นั่นเอง ผมเห็นหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตกำลังยืนดูแลงานเกี่ยวข้าวอยู่ไม่ไกลจากผมนัก แต่ผมก็ไม่ได้เข้าไปทักท่าน ผมมองท่านไม่นานก็เกี่ยวข้าวต่อ

ในขณะที่ผมทำงานเกี่ยวข้าวอยู่นั้น เมฆบนฟ้าก็ค่อยๆแหวกออก ผมมองขึ้นไปเห็นมังกร(เป็นนาคาสายหนึ่ง)ตนหนึ่งลอยอยู่บนฟ้า ศีรษะใหญ่โตกว่าภูเขามาก น่าจะเป็นพญามังกร เพราะตัวใหญ่มากๆ แล้วมังกรนั้นก็ค่อยๆ ก้มจ้องมองลงมาที่ผม ผมก็จ้องมองมังกรกลับ โดยไร้ความกลัวแม้แต่นิดเดียว สักพัก มังกรก็ค่อยๆลอยต่ำลงมาใกล้ๆ แล้วนิมิตรก็จบลงเพียงเท่านั้น

นิมิตรนี้ชัดมาก แทบจะได้กลิ่นไอดิน ละอองหมอกที่ลอยเจืออยู่ในบรรยากาศ มันสวยงามเสียจนผมจำความรู้สึกนั้นได้ชัดมาจนถึงวันนี้ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าที่นั่นคือที่ไหน ในจิตรู้อย่างเดียวคือ ที่แห่งนั้นอยู่นอกเหนือ 31 ภพภูมิแน่นอน

แล้วผมมารู้ทีหลังจากหลวงพ่อฯท่านว่า โลกที่ผมเห็นในนิมิตรนั้นคือ แดนสุขาวดีพุทธเกษตร และมังกร(หรือพญานาคใหญ่) นั้นคือมังกรที่ดูแลผมอยู่ ท่านว่า ในบางโอกาส เบื้องบนก็จะมีนิมิตรให้รู้เห็นเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

หลังจากนั้นผมมีนิมิตรไปอีกสถานที่หนึ่ง แต่ไม่ใช่พุทธเกษตรแล้ว น่าจะเป็นสวรรค์ชั้นดุสิตมากกว่า ความรู้สึกมันบอกอย่างนั้น

พุทธเกษตรคือ โลกธาตุอีกแห่งหนึ่งที่อยู่นอกเหนือ 31 ภพภูมิ เป็นที่อยู่ของพระมหาโพธิสัตว์ ซึ่งยังทำงานโปรดสัตว์อยู่ แต่ละพระองค์ก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในกายหยาบหรือกายละเอียดเหมือนสัตว์ใน 31 ภูมิ เพราะพุทธเกษตรนั้นอยู่อีกมิติหนึ่งที่เหนือภาคละเอียดขึ้นไปอีก กายของพระมหาโพธิสัตว์ที่อยู่ ณ พุทธเกษตร ก็คือ "ธรรมกาย" (ที่ไม่ใช่วัดใหญ่แถวปทุมธานี) คือกายโดยธรรม ไร้อุปาทานยึดติดในกายนั้น เป็นกายแค่อาศัยอุปโลกน์เท่านั้น

พุทธเกษตรนั้น ที่ผ่านมามีหลายท่านเรียกว่า "แดนนิพพาน" แต่จริงๆไม่ใช่แดนนิพพาน แม้ว่าแต่ละพระองค์ที่อยู่ในพุทธเกษตรจะนิพพานอยู่แล้วก็ตาม แต่ก็ท่านทั้งหลายก็ยังโปรดสัตว์อยู่ ยังไม่ได้ "ปรินิพพาน" ดับรอบจนหมด (อันนี้จะเล่าให้ฟังกันในบทความตอนต่อๆไป)

พุทธเกษตรนี้มีหลายที่ แต่ขอไม่กล่าวถึงพุทธเกษตรอื่นเพราะไม่รู้ว่าเป็นยังไงแน่ แต่พุทธเกษตรส่วนที่ผมนิมิตรไปนั้น ดูแลโดยองค์พระอมิตาภามหาพุทธเจ้า คือบารมีท่านมากกว่าพระพุทธเจ้า จึงมีนามตามตำแหน่งสมมติว่า "มหาพุทธะ"

พระองค์เคยลงมาเป็นพระพุทธเจ้าหลายยุค(มากกว่าหนึ่ง) บางทีก็ลงเต็มองค์ บางทีก็ภาคแบ่งลงมาเป็นพระพุทธเจ้าก็มี(แต่ต้องบารมีมากจริงๆถึงจะแบ่งภาคในลักษณะนี้ได้) บางครั้งก็แบ่งภาคลงมาช่วย มาร่วมสร้างพุทธันดร เชื่อมโยงบารมีและเป็นพี่เลี้ยงในการโปรดสัตว์ให้กับพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายๆพระองค์ จนบารมีถึงจุดที่มีพุทธเกษตรให้ท่านได้ดูแลและปกครอง โดยท่านจะทำหน้าที่เป็นประธานในการโปรดสัตว์ในโลกธาตุนี้ ดูแลและฝึกสอนการโปรดสัตว์ให้แก่เหล่าพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีสัมพันธ์กัน คอยดูแลโลกธาตุ ให้อยู่ในสมดุล คอยช่วยเหลือการโปรดสัตว์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่อยู่ในพุทธเกษตรของท่าน

บนพุทธเกษตรนั้น การเป็นอยู่เรียบง่ายมาก อยู่กันแบบพึ่งพาอาศัยกัน ทำงานเป็นทีม มีตำแหน่งในการทำงาน แต่ไม่มีใครเบ่งว่าตำแหน่งใหญ่กว่าใคร เมื่ออยู่บนพุทธเกษตร จะไม่มีความแตกต่างโดยธรรมเลย ทุกพระองค์เท่ากันหมด แต่หน้าที่ต่างๆก็จะจัดสรรตามบารมีไป ไม่มีเทคโนโลยี แต่สามารถรับรู้ถึงกันหมดยิ่งกว่าโทรจิต ชนิดที่มองตาก็รู้ตรงกันหมด (แต่ก็รู้โดยไม่มั่นหมายอะไรในการรู้) การเป็นอยู่ทุกอย่างธรรมชาติดูแลให้หมด ไม่ว่าจะเป็นอาหารการกิน ที่อยู่อาศัย ไม่มีใครต้องดิ้นรนอะไร ไม่ต้องมีใครขวนขวายที่จะทำอาชีพเลี้ยงตัวเอง เพราะพืชอาหารนั้นมีขึ้นทุกที่อย่างเหลือเฟือ โรคแมลงก็ไม่มี เรียกว่าไม่มีทุกข์หลงเหลือเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะไม่มีกายหยาบและกายละเอียดให้แบกอีกต่อไป

พระมหาโพธิสัตว์ที่อยู่ ณ แดนสุขาวดีนั้น ปกติท่านจะไม่รวมบารมีลงมาโปรดตรงๆ แต่จะ "แบ่งภาค" ลงมาจุติบนโลกแล้วเชื่อมสายบารมีลงมา ผ่านญาณวิถีลงมาโปรดในแต่ละยุคไป บางที่ก็ผ่านญาณลงสู่ผู้ที่มีอธิวาสนาบารมีใกล้ชิดกับท่าน แต่เมื่อถึงวาระที่จะต้องรวมบารมีลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ท่านก็จะรวมบารมีลงมาเกิดเป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งถ้าเราเปรียบพุทธเกษตรเป็นบ้าน สวรรค์ชั้นดุสิต ก็เป็นที่ทำงานก่อนลงมาโปรดบนโลกมนุษย์

สวรรค์ชั้นดุสิตนั้นไม่ใช่เป็นแค่สวรรค์เท่านั้นนะครับ แต่เป็นสถานที่ๆพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงลงมาเตรียมงาน คัดเลือกทีมงาน วางตำแหน่งและมอบหมายงานให้แต่ละองค์ เตรียมความพร้อมในทุกๆด้านเพื่อรองรับพุทธันดรของท่านที่กำลังจะมาถึง (รายละเอียดเรื่องการโปรดสัตว์จะกล่าวถึงอย่างละเอียดอีกครั้งในบทความตอน "พุทธภูมิ" ครับ) ซึ่งแต่ละพุทธันดรนั้นไม่ได้สำเร็จได้ด้วยพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว แต่เป็นการทำงานประสานกันในทุกภาคส่วนจริงๆ ถึงได้เตือนกันอยู่บ่อยๆไงว่าอย่าไปหลงแบ่งแยกเราเขาเป็นลัทธิ เป็นนิกาย หรือแม้แต่เป็นศาสนาให้มันคับแคบ ไม่อย่างนั้นก็จะโปรดสัตว์ได้ไม่เต็มที่ เพราะติดแง่มุมเหล่านี้

พุทธเกษตรในอีกนัยหนึ่งนั้น ก็หมายถึงการเก็บเกี่ยวเนื้อหาพุทธะที่มีอยู่แล้วในทุกดวงจิต โดยมีโลกมนุษย์เป็นแปลงเกษตร และดวงจิตใน 31 ภูมิเป็นเมล็ดพืชและต้นกล้า

ทุกๆดวงจิตที่ลงมาเกิดบนโลกนั้นล้วนปนเปื้อนด้วยโมหะอวิชชา ต้องหลงใช้กรรมวนเวียนอยู่ชั่วกัลป์ชั่วกัปป์ หลงอยู่กับธาตุธรรมทั้งหลายที่ไม่มีตัวตนจริง หลงอยู่กับโมหะอวิชชาที่ปิดบังให้ได้เห็น ได้รับรู้ และสัมผัสสิ่งต่างๆผ่านสมมติอันจอมปลอม จนเกิดโมหะตัณหาอุปาทานและกิเลสมากมาย ไม่สามารถจะทะลุทะลวงออกจากมายาแห่งสมมติแล้วคืนสู่เนื้อหาแห่งพุทธะอันเป็นเนื้อหาเดิมแท้ของตัวเองได้

เมื่อนานวันเข้า ก็มีจิตบางดวงได้พัฒนาตนเองออกจากโมหะอวิชชา หลุดพ้นจากโมหะอวิชชาเฉพาะตนได้ แต่ก็ยังมีจิตอันเป็นเมตตาลงมาช่วยเหลือดวงจิตอื่นๆต่อไปเรื่อยๆ จนพัฒนาเข้าสู่เนื้อหาของพระโพธิสัตว์ คือ สัตว์ที่ยังคงมีจิตเมตตาในการช่วยเหลือสัตว์โลกให้หลุดพ้น

จากพระอรหันต์ ที่จบเฉพาะตัวครั้งแรก เมื่อลงมาโปรดเรื่อยๆ ก็ได้บรรลุธรรมอยู่เรื่อยๆครั้งแล้วครั้งเล่า ถูกกลั่นกรองจนอนุสัยที่นอนเนื่องมานานเจือจางลง จนเข้าสู่เนื้อหาแห่งพระอรหันต์โพธิสัตว์ หรือ มหาอรหันต์ สั่งสมบารมีมากๆเข้าจนมีพุทธันดรของตน แล้วก็รวมบารมีที่เคยแบ่งภาคลงมาโปรด รวมลงมาเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อประกาศสัจธรรม

บางพระองค์ทรงตั้งปณิธานโปรดสัตว์ตลอดกาล ก็จะเข้าสู่เนื้อหาของพระมหาโพธิสัตว์แทน

การโปรดสัตว์บนโลกมนุษย์จึงเปรียบเสมือนการทำการเกษตร คือมีตั้งแต่คัดเลือกทีมงาน เตรียมทีมงานในหน้าที่ต่างๆ แบ่งภาคลงมาเตรียมดิน เตรียมต้นกล้า ลงกล้า รดน้ำ ใส่ปุ๋ย ต้นไหนไม่ดีก็ถอนออก(เก็บกวาด) รอไปเกิดใหม่(เพาะกล้าใหม่) บางยุคที่กรรมหนักมาก ก็เกิดโรคระบาดในแปลงปลูกที่ในรูปแบบของสงครามบ้าง โรคระบาดบ้าง จนคนล้มตายเป็นจำนวนมาก บางทีเบื้องบนก็ส่งพระโพธิสัตว์ลงมาล้างบัญชีกรรมด้วยภัยพิบัติใหญ่ๆบ้าง เป็นการล้มแปลง(ล้างกรรมสัตว์โลก)แล้วเริ่มปลูกกันใหม่ ระหว่างทางก่อนเก็บเกี่ยวก็จะมีสถานการณ์ ปรากฏการณ์ทุกรูปแบบให้โปรด จนพระโพธิ์สัตว์บางองค์ก็หลงไปเป็นสัตว์เสียเองพักใหญ่ๆก็มี

ในช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวเนื้อหาพุทธะของแต่ละดวงจิตนั้น ก็คือช่วงเวลาในแต่ละพุทธันดรนั่นเอง พืชผลส่วนใหญ่ออกผลเป็นพุทธะในช่วงที่พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ทรงประกาศสัจธรรม ซี่งเรียกว่า "ช่วงพุทธกาล" และมีบางส่วนที่ออกผลจนเก็บเกี่ยวได้ในเวลาต่อๆมาภายหลัง แต่ผลแห่งพุทธะนั้นจะน้อยลงๆ จนแทบจะหมดในปลายพุทธันดร

พระโพธิสัตว์ที่จะเสด็จลงมาเป็นพระพุทธเจ้าในพุทธันดรถัดไป ก็จะลงมาเก็บเกี่ยวเมล็ดแห่งพุทธะ เชื่อมโยงบารมีเอาไว้กับสรรพสัตว์ที่ตกค้าง คัดเลือกเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ และฝึกฝนพัฒนาทีมงาน ก่อนที่จะล้มแปลง(เกิดภัยพิบัติใหญ่ล้างกระดาน) เพื่อเตรียมปลูกพืชในรอบใหม่ วัฏจักรการโปรดก็จะกลับมาเหมือนเดิม คือ เตรียมทีม เตรียมดิน เตรียมเพาะกล้า รดน้ำ ให้ปุ๋ย กำจัดแมลงศัตรูพืช จนกว่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยวในพุทธันดรของแต่ละพระองค์

ด้วยเหตุนี้ แต่ละพุทธันดรจึงมีระยะห่างเพื่อ"ล้างบาง"ของเก่าทิ้ง และเตรียมสำหรับพุทธันดรใหม่ ซึ่งการโปรดสัตว์นั้นก็จะทำงานอย่างสอดประสานกันในทุกภาคส่วนรวมถึงเทพที่ดูแลการสร้าง การรักษา และการทำลายสิ่งต่างๆบนโลกเพื่อปิดยุคด้วย

ณ ช่วงเวลานี้ เรากำลังอยู่ในช่วงที่เก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์แห่งพุทธะ เก็บเกี่ยวผลแห่งพุทธะที่ยังมีประปรายบ้าง รวมทีมงาน และฝึกฝนการโปรดสัตว์ ก่อนทีจะล้มแปลง(ล้างบัญชีกรรม)ในเวลาไม่นานนับจากนี้ไป โดยผู้ที่จะผ่านไปเตรียมแปลงปลูกในพุทธันดรถัดไปจะเหลือรอดพร้อมๆกับเมล็ดพันธุ์ที่ดี เพื่อเตรียมงานต่อไปจนกว่าจะถึงช่วงพุทธกาลของพระพุทธเจ้าองค์ถัดไป ที่จะลงมาเก็บเกี่ยวดวงจิตที่บรรลุธรรมอีกครั้งหนึ่งในอนาคตกาล

ยังมีเนื้อหาอีกเยอะเกี่ยวกับการโปรดสัตว์ ซึ่งก็คงจะเขียนอัดลงหมดในบทความเดียวไม่ได้ แต่จะค่อยๆทยอยเขียนให้อ่านกันเรื่อยๆไปจนกว่าอินเทอร์เน็ตจะใช้งานไม่ได้ครับ

No comments:

Post a Comment