Saturday, February 7, 2015

ระบบนิเวศน์แห่งโลกธาตุ

คราวก่อนคุยถึงเรื่ององค์รวมของโลกธาตุไปแล้ว มาคราวนี้มาคุยกันเรื่องระบบนิเวศน์เชิงสมมติแห่งโลกธาตุกันดีกว่า เปิดโลกธาตุซะหน่อย ทุกคนจะได้กว้างขวาง ไม่มาจำกัดจำเขี่ยอยู่กับแค่ศาสนาตน หรืออัตตาของตัวเอง เพราะพระศาสนาโดยแท้จริงแล้วกว้างกว่าที่หลงเข้าใจผิดๆจนเกิดความขัดแย้งไปทั่วโลกมากมายนัก

บอกไว้ก่อนว่าบทความนี้จะไม่อ้างอิงตำราใดๆ เขียนขึ้นจากญาณวิถีล้วนๆนะครับ อ่านจบแล้วก็ไม่ต้องไปสนใจอะไรมาก

โลกธาตุที่เราอยู่นี้ประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆมากมายในการที่จะขับเคลื่อนให้ระบบอยู่ในสมดุล ซึ่งการที่เราเกิดมาอยู่บนโลกนี้ได้มันจะต้องประกอบไปด้วยส่วนต่างๆที่เกื้อกูลต่อการมีชีวิต ทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ทั้งที่อยู่ในมิตินี้และในมิติอื่น ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ อากาศ แสงสว่าง ความมืดมิด พืชพรรณ สนามแม่เหล็ก แรงโน้มถ่วง ภพภูมิอื่น ดาวเคราะห์ ดาวฤกษ์ มนุษย์ต่างดาว สสารมืด อีเธอร์ฯลฯ อีกมากมาย

ทุกองค์ประกอบนั้นเชื่อมโยงถึงกันหมดทั้งที่รู้และไม่รู้ ทั้งที่ค้นพบแล้วและยังไม่ค้นพบ และด้วยความที่มันเชื่อมโยงถึงกันหมดนี่ล่ะ มันจึงมีประโยคอธิบายถึงความเชื่อมโยงนี้ออกมาง่ายๆคือ "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว" หรือฝรังเขาเรียกว่า "The Butterfly Effect" หรือปรากฏการณ์ผีเสื้อกระพือปีก ซึ่งหมายความว่า การกระพือปีกของผีเสื้อ อาจจะส่งผลให้เกิดพายุใหญ่ได้ในอีกมุมโลกกันเลยทีเดียว

ถ้าจะอธิบายแบบธรรมก็คือ ทุกอย่างเชื่อมโยงกันด้วยเหตุปัจจัยเพียงสัมผัสสัมพันธ์ชั่วคราวแล้วก็จบไป เพียงแต่เหตุปัจจัยมันจะไปกระทบตรงไหน ไปอ้อมตรงไหน ไปชิ่งตรงไหน เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง นอกเหนือการรับรู้บ้าง แต่สุดท้ายก็สรุปว่ามันกระทบกันไปหมดกว่าจะส่งผ่านวิบากถึงต้นทางของกรรมนั้นๆได้ อันนี้ว่ากันถึงธรรมทั้งหลายนะ ไม่ใช่นิพพาน แต่ทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนมีนิพพานรองรับอยู่แล้วทั้งนั้น

ว่ากันถึงระดับพลังงานในมิติที่ 5 อันเป็นยุคแห่งพลังงานใหม่ ที่กลุ่มผู้ได้รับสารจากต่างดาวได้ทำการถ่ายทอดสู่สาธารณะ ก็ไม่ใช่เรื่องเกินเลยความจริงนะครับ เพราะทุกวันนี้เราติดอยู่ในสภาวะหยาบๆในระดับมิติที่ 3 ซึ่งเป็นยุคพลังงานเก่า ซึ่งอาศัยพลังงานกรรม(Force)ในการดำรงอยู่ ทำให้เราไม่สามารถนอกเหนือธรรมทั้งหลายทั้งปวงได้และต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จบ โลกเรานี้ก็เหมือนเด็กอนุบาลนั่นแหละ ไม่ทันอารยธรรมบนดาวอื่นเขา

แต่การเปลี่ยนผ่านยุคจากมิติที่ 3 ไปมิติที่ 5 นั้นก็ไม่ได้ทำให้เราต้องย้ายไปอยู่ดาวอื่นหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าโลกเราจะเปลี่ยนเป็นยุคที่มีคนบรรลุธรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งมิติที่ 5 นั้นคือมิติที่นอกเหนือธรรมทั้งปวง(มิติที่ 3 และ 4 คือเวลา) โดยอาศัยขันธ์หรือกายหยาบเป็นเพียงธรรมแค่อาศัย ใช้ในการอุปโลกน์เท่านั้น และใช้พลังงานจากธรรมชาติ(Power)เป็นตัวขับเคลื่อนขันธ์ ซึ่งจะมีลักษณะที่โปร่งเบากว่าพลังงานกรรมที่เราเคยใช้ๆกันมา

ซึ่งการเลื่อนระดับสู่มิติที่ 5 ที่กลุ่มสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวออกมาพูดนั้น ก็สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคธรรมศิวิไลพอดี เห็นไหมครับ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอกที่เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับยุคธรรมศิวิไลมาปรากฎขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในรูปแบบและสมมติบัญญัติที่แตกต่างกัน ซึ่งถ้าใครสามารถทะลุทะลวงสมมติเหล่านี้ลงไปที่เนื้อหาอันแท้จริงได้ก็จะเข้าใจว่า โลกธาตุทั้งหมดอยู่ภายใต้สัจธรรมเดียวกันโดยไม่มีการแบ่งแยกแตกต่างเลย

ชาวพุทธเกือบจะทุกคนจะเข้าใจว่า พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแบบเทวนิยม คือเราไม่บูชาเทพเจ้าหรือเทวดา เรามีพระศาสดาที่นำความจริงอันเป็นสากลมาประกาศให้ทุกคนได้หลุดพ้นจากมายาการที่พันธนาการเราเอาไว้ แต่เราดันไม่หยุดอยู่แค่นั้น เราดันไปปฏิเสธปฏิฆะเหล่าเทพเทวาอีกต่างหาก ทั้งๆที่ท่านเหล่านั้นก็ทำหน้าที่ของท่านในการดูแลโลกธาตุและสังสารวัฏอยู่ในทุกภาคส่วน นับตั้งแต่สุริยเทพ เจ้าแม่คงคา(ดูแลแม่น้ำ) พระแม่ธรณี(ดูแลแผ่นดิน) รุกขเทวดา(ดูแลป่าไม้) เทพไกอา(ดูแลโลก) เทพผู้ดูแลทะเลและมหาสมุทร ท้าวสักกะเทวราชหรือเง็กเซียนฮ่องเต้(ดูแลสวรรค์) เทพประจำเมืองต่างๆ(เช่นพระสยามทวาธิราช) พระยายมราช(ดูแลนรก) ยักษียักษา เทพที่ดูแลลมฟ้าอากาศ เทพประจำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย เทพที่ดูแลพระพุทธรูป หรือ วัดวาอารามทั้งหลาย เทพที่เป็นเจ้าที่เจ้าทางประจำบ้าน เป็นตี่จู่เอี้ย เทพเฝ้าประตูศาสนสถาน เทพประจำต้นไม้ใหญ่ๆ เทพที่ดูแลมนุษย์แต่ละคน แม่ซื้อที่คอยดูแลเด็กๆ เทพที่เฝ้าพระธาตุในที่ต่างๆ หรือเซียนก็มี พระพิฆเนศ ฯลฯ

นอกจากเทพเทวาย่อยๆแล้วก็ยังมีเทพที่ดูแลภาพรวมของทั้งสามโลกอยู่คือ มีพระผู้สร้างหรือพระพรหม พระวิษณุ พระผู้รักษา และพระศิวะหรือพระผู้ทำลาย ซึ่งนามของท่านเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นตำแหน่งที่บ่งบอกว่าทำหน้าที่อะไร ซึ่งท่านเหล่านี้ทำงานไม่ได้แบ่งศาสนานะครับ แต่มนุษย์มานิยามกันเอง มาบูชากันเอง

มีเหมือนกันที่เทพทำหน้าที่เกินกว่าที่ควร เพราะหวังจะบำเพ็ญบุญกุศลช่วยมนุษย์ด้วยการลงทรง โดยไม่รู้ว่านั่นก็เป็นเพียงการผูกกรรมต่อไปอีกไม่จบสิ้น คือทำบุญก็ได้บุญนะ แล้วก็ต้องอยู่เฝ้าบุญนั้นด้วยทั้งสองฝ่าย สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏนั่นแหละ ช่วยใครไม่ได้สักคน แต่ในที่สุดก็จะได้เรียนรู้ที่จะยุติกรรมตรงนั้นนะครับ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง

ในภาคส่วนของเทวดา เขาก็มีดีมีร้ายนะครับ เพราะยังติดอยู่ในกามภพอยู่ ก็ยังมีอิจฉาริษยา มีการเข่นฆ่าทำร้ายทำลายกัน ที่ดีๆก็มี ที่ช่วยเหลือผู้คนก็มี ที่ลงมาล่อลวงคนก็มี(พวกเทพมาร) ซึ่งพวกนี้บางทีก็ต้องด่าให้สติบ้าง อย่าไปเกรงใจ ฮา

นอกจากเทพเทวาแล้ว ในสถานที่ต่างๆก็ยังมีจิตญาณตกค้างมากมาย เป็นสัมภเวสีวิญญาณเร่ร่อนบ้าง ผีตาผียายบ้าง อสุรกายบ้าง เปรตบ้าง ฯลฯ

ในร่างกายคนเราก็ใช่ว่าจะมีแค่ดวงจิตของเรานะครับ ยังมีดวงจิตอื่นๆมาอาศัยด้วย ชั่วครั้งชั่วคราวบ้าง หรืออยู่ด้วยกันจนดับขันธ์ไปก็มี บางคนมีองค์ใน บางคนมีภูติอยู่ด้วย บางคนตายแล้วฟื้นก็อาจจะเป็นจิตญาณดวงอื่นเข้ามาใช้ร่างต่อ บ้างก็มีจิตญาณอื่นที่กลายเป็นปอบมาสิงสู่อาศัยอยู่ด้วย ทำให้มีพฤติกรรมเหมือนปอบ บ้างก็มีเปรตมาอยู่ด้วย บ้างเป็นคนดีๆไม่ชอบก็กลายเป็นเปรตในร่างคนก็มี มันมีได้ทุกรูปแบบ เป็นไปได้ทั้งการส่งเสริมและเบียดเบียน ร่างกายเราจึงเหมือนระบบนิเวศน์ย่อยๆของสังสารวัฏหรือโลกธาตุเช่นกัน

การทำหน้าที่ของเทพเทวาในการดูแลพื้นที่ต่างๆของโลกนั้น ก็มีการแบ่งเขตกันชัดเจน ซึ่งมันจะคล้ายๆกันหมดคือ มีนรก มีสวรรค์ มีพรหม ซึ่งรูปแบบและเรียกชื่อจะแตกต่างกันไป เพื่อดูแลสำหรับสรรพสัตว์ในแต่ละพื้นที่ อย่างผู้คุมสวรรค์ ถ้าอยู่ในไทยหรือลาวก็เรียกว่าท้าวสักกะเทวราช อยู่เมืองจีนก็เรียกเง็กเซียนฮ่องเต้ อยู่ประเทศฝั่งตะวันตกไม่รู้เรียกอะไรเหมือนกัน ฮา

บางคนอยู่เมืองไทย แต่ไปเที่ยวไปทำงานเมืองนอก แล้วเผอิญไปตายที่นั่น ดวงจิตจะตกค้างอยู่พื้นที่ ตกระกำลำบาก เพราะอยู่ต่างถิ่นก็มี

ศาสดาของแต่ละศาสนาก็เหมือนกัน คือ แต่ละพระองค์ก็มีบารมีสัมพันธ์กับสรรพสัตว์บนโลกกันคนละหมู่เหล่า บุญกรรมและบารมีก็ไม่เหมือนกัน เวลาลงมาโปรดก็จะได้ไปโปรดสัตว์ที่มีบารมีสัมพันธ์กัน สอดคล้องกัน ถ้าไม่สัมพันธ์กันก็โปรดไม่ได้ เพราะไม่เคยเกื้อกูลไม่มีการเชื่อมบารมีต่อกันมาก่อน ดังนั้น การโปรดสัตว์จึงเป็นไปได้หลากหลายรูปแบบ หลากหลายแนวทางในการอุปโลกน์ใช้สมมติ แต่มีเนื้อหาเดียวกันคือ พาดวงจิตที่ยังหลงอยู่บนโลกนี้ให้กลับไปสู่จุดกำเนิดเริ่มต้น บ้างก็เรียกว่านิพพาน บ้างก็เรียกว่าสวรรค์อันเป็นนิรันดร์ บ้างก็เรียกปรมาตมัน บ้างก็เรียกธรรมชาติเดิมแท้ บ้างก็เรียกพระผู้สร้าง บ้างก็เรียกพระผู้เป็นเจ้า จริงๆแล้วเหมือนกันหมด เพียงแต่บารมีในการโปรดของแต่ละพระองค์จะแตกต่างกันในรายละเอียด จึงใช้สมมติต่างกันแต่มีจุดหมายเดียวกัน

การลงมาโปรดสัตว์ของเหล่าพระโพธิสัตว์บนโลกนั้น ก็มีอยู่โดยตลอดมิได้ว่างเว้น แต่การโปรดก็เป็นไปตามสถานการณ์ ณ ช่วงเวลานั้นๆของสังสารวัฏ บางช่วงก็ต้องการการรวมตัวเพื่อสร้างบ้านแปลงเมือง เลยมีพระโพธิสัตว์มีบารมีมากนำบารมีลงมาเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชา บ้างก็มาปลดเปลื้องความทุกข์ยากของผู้คน บ้างก็ลงมาให้ปัญญาให้แสงสว่างแห่งพระสัจธรรม ซึ่งก็มีพระโพธิสัตว์จำนวนมากหลงบำเพ็ญอย่างผิดๆจนเกิดกรรมต้องไปวนเวียนชดใช้กรรมกันยาวนานก็มี โลกจึงเป็นสนามของผู้โปรดสัตว์ที่จะลงมาฝึกฝีมือ สร้างบารมี มาบำเพ็ญธรรม และมาทำกิจเฉพาะต่างๆมากมาย ซึ่งบางทีกิจของแต่ละพระองค์ก็ขัดแย้งกันเอง ก็มีเช่นกัน

ส่วนองค์มหาบารมีนั้น ถ้ายังไม่ถึงวาระที่จะรวมบารมีลงมาเป็นพระพุทธเจ้าในยุคของแต่ละพระองค์ ท่านก็จะอยู่บนพุทธเกษตร(แดนสุขาวดี) อันอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่นอกเหนือมิติหยาบๆอย่างมิติที่ 3 ที่เราอยู่กันนี้ และจะใช้การโปรดโดยการแบ่งภาคลงมาบ้าง ต่อสายบารมีลงมาบ้าง ผ่านญาณลงมาในภาคหยาบที่มีส่วนสัมพันธ์กับแต่ละพระองค์อยู่บ้าง โดยไม่ลงมาเอง

พุทธเกษตร(แดนสุขาวดี)นี้มีพระอมิตาภามหาพุทธะเป็นผู้ดูแลการโปรดสัตว์อยู่(สำหรับในยุคนี้) คอยเป็นพี่เลี้ยงให้พระโพธิสัตว์ทั้งหลายในกิจการโปรดสัตว์ สำหรับแต่ละช่วงเวลา

โลกนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอด มีการสร้าง มีการรักษา มีการทำลาย เพื่อปรับโลกธาตุให้ไปสู่จุดสมดุล โดยมีหลายตัวแปร มีการทำงานจากหลายกลุ่ม หลายชั้นภูมิ ที่มาจากต่างดาวก็มี ซึ่งทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยแปลงใหญ่ๆเกิดขึ้นกับโลก ก็จะมีการเชื่อมต่อลงมาจากเบื้องบนเพื่อรองรับสถานการณ์ เพื่อปรับสมดุล ให้ทุกชีวิตอยู่กันอย่างสมดุล ให้ทุกสิ่งทุกอย่างหมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างไม่ติดขัดข้องคา

ในบางครั้งที่สังสารวัฏเริ่มเสียสมดุลจากมือของมนุษย์ที่ทำกันเอง เบียดเบียนกันเอง เข่นฆ่ากันเอง จนจิตของมนุษย์เปลี่ยนจากภูมิจิตแบบมนุษย์กลายเป็นภูมิจิตแบบอบายภูมิ ก็จะทำให้สังสารวัฏเสียสมดุล มนุษย์ก็จะเบียนเบียนกันอย่างรุนแรง มวลพลังงานกรรมและเวทนาตกค้างอยู่บนโลกมาก มีดวงจิตที่ตกค้างอยู่บนโลกมาก ซึ่งจะส่งผลต่อความสมดุลโดยรวมอย่างที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ ก็จะมีการเคลียร์พลังงานเหล่านี้ ด้วยการที่เบื้องบนจัดทีมลงมาโปรดสัตว์ เพื่อเคลียร์สิ่งติดค้างเหล่านี้ให้ระบบดำเนินไปได้ตามปกติ ถ้าจะเอาเร็วหน่อยหรืออาการมันหนักมาก เหล่าองค์คุณเบื้องสูงก็ประทานภัยพิบัติใหญ่ๆลงมาล้างเพื่อ reset ระบบกันเลย จัดระเบียบกันใหม่เลย ซึ่งบางทีก็มาในรูปแบบภัยพิบัติทางธรรมชาติ บางทีก็มาในรูปแบบโรคระบาด ฯลฯ เพื่อไม่ให้กรรมของสัตว์โลกเลยเถิดไปไกลเกินความสมดุลอย่างที่มันควรจะเป็น

แต่ทั้งหมดนี้ ก็จะต้องมีการประสานงานไปในทุกภาคส่วนในภาคทิพย์ และบางส่วนของภาคมนุษย์ที่สามารถเชื่อมต่อญาณวิถีและสายบารมีได้จากเบื้องบนได้ โดยที่ไม่มีแบ่งแยกว่าใครเป็นพุทธ ใครเป็นคริสต์ เพราะความเป็นศาสนาอันคับแคบเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพียงแค่สมมติที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเองทั้งนั้น ในภาคทิพย์เขาไม่ได้มานั่งถามกันหรอกว่านับถือศาสนาไหน เพราะเขาจะรับรู้แต่ความเป็นจริงที่เหนือกว่าสมมติแบบโลกๆไปแล้วเท่านั้น คือเรียกว่ามีแต่สัจธรรมเท่านั้นจริงๆ ดูกันที่ความสว่างไสวจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่เชื่อหรือที่พูดออกมา

และเพราะโลกธาตุนี้เราไม่ได้อยู่คนเดียว เราไม่ได้เก่งคนเดียว เราเป็นแค่ภาคส่วนเล็กๆที่เกื้อกูลสังสารวัฏโดยรวมอยู่ เชื่อมต่อกับระบบใหญ่อยู่ หากเรามัวแต่เอาเวลาไปหลงระเริง หมกมุ่นอยู่กับตัวเองนานๆ จนเกิดความอหังการไปสร้างกรรมมากๆ มันก็จะก่อให้เกิดการเสียสมดุลของระบบได้เหมือนกัน เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหาตกค้างในสังสารวัฏไปเลย ไม่ยอมทำหน้าที่ตัวเอง

นี่ล่ะครับที่ว่าทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันหมด ซึ่งมันไม่ใช่แค่องค์รวมเท่านั้นนะ แต่ทุกดวงจิตล้วนเป็นองค์ประกอบของภาพใหญ่ เป็นกลไกที่จะขับเคลื่อนภาพใหญ่ให้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกัน

ที่ผ่านมาเราอาจจะหลงใหลจริงจังกับสิ่งต่างๆมากไปจนเกิดกรรมทำให้ต้องไปวนเวียนใช้กรรมอยู่กับตัวเอง ไม่สามารถหลุดพ้นจากกรรมนั้นมาได้ ทำให้หน้าที่เราต่อสรรพสิ่งต่างๆที่ถูกกำหนดมาตั้งแต่แรกบกพร่องไป ซึ่งก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือไม่ต้องดิ้นรนทำอะไรมากเลยครับ

เพียงแค่ฟังสัจธรรมให้เข้าใจ อ่านสัจธรรมให้เข้าใจแจ้งทะลุทะลวงไปถึงข้างในใจ ล้างโมหะทิฏฐิ ตัณหาอุปาทานให้หมดเกลี้ยงไปก่อน แล้วหน้าที่หรือกิจต่อสิ่งต่างๆบนโลกใบนี้ของแต่ละคนก็จะแสดงตัวออกมาเอง ทำไปโดยอัตโนมัติไปเอง เหมือนอย่างที่ผมกำลังทำหน้าที่ถ่ายทอดสัจธรรมอยู่เช่นนี้เองครับ



No comments:

Post a Comment