Tuesday, February 10, 2015

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 6 ธรรมชาติของอุปาทาน

ตอนก่อนเราพูดกันถึงธรรมชาติของตัณหาไปแล้ว ทีนี้มาลงรายละเอียดเรื่องอุปาทานกันบ้าง ซึ่งอุปาทานนี่ก็สร้างปัญหาไม่เบาเหมือนกัน

อุปาทานนั้นแปลเป็นไทยได้ว่า ความยึดติด หรือความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเสร็จปรินิพพานว่า "ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" หมายความว่า ธรรมทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นกายเป็นจิต เป็นสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ยึดไม่ได้ เพราะมันไม่ยึดกันอยู่แล้ว เป็นอิสระจากกันอยู่แล้ว มาสัมพันธ์กันแค่ชั่วคราวตามเหตุปัจจัยเท่านั้น ธรรมทั้งหลายจึงเป็นเพียงสิ่งที่เปลี่ยนแปลง เสื่อมไป ไม่มีตัวตนจริงทั้งนั้น

ในเมื่อสัจธรรมความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ พอเรามาสั่งสอนเด็กๆด้วยวิถีทางโลกก็ยุ่งล่ะสิ เพราะวิถีทางโลกนั้น ยิ่งสอนไปก็ยิ่งติด ยิ่งยึด ยิ่งพัวพัน ยิ่งพันพัว ยิ่งอึดอัดคับแคบ ยิ่งเป็นทุกข์ ไม่เชื่อลองนึกย้อนไปเมื่อสมัยเด็กๆสิ มีความสุขจะตายไป ไม่ต้องมาบ้าเอาจริงเอาจังกับสมมติเหมือนตอนเป็นผู้ใหญ่ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มาจากตัณหาอุปาทานที่ตอกย้ำกันมานั่นเอง

โดยธรรมชาติของความเป็นสัตว์โลกแล้ว เมื่อเราสอนอะไรกับใครสักคนหนึ่ง เขาก็จะยึดธรรมนั้นเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ชี้อะไรยึดอันนั้น บอกอะไรยึดอันนั้น คิดอะไรได้ก็ยึดอันนั้น เจออะไรดีก็ยึดอันนั้น สอนให้ทำแบบไหนก็ยึดอันนั้น แม้แต่เจออะไรไม่ดีก็ยึดอันนั้น(ยึดว่ามันจะไม่ดีไปตลอดกาล) ไม่ชอบอะไรก็ยึด(ว่าไม่ชอบ)อันนั้น สุดท้ายก็หลงจริงจังไปกับสิ่งที่เป็นเพียงสมมติชั่วคราวนั้น หลงแบ่งแยก หลงทิฏฐิ หลงว่ามันเป็นจริงตามที่ตนเข้าใจและยึดเอาเอง

พอยึดมากๆเข้าก็กลายเป็นเงื่อนไขผูกมัดพันธนาการของตัวเอง โลกที่เคยกว้างขวางก็กลับคับแคบลง ยิ่งอุปาทานมากโลกก็ยิ่งแคบ เพราะความยึดติดทั้งหลายแห่งตนนั้นก่อรูปขึ้นเป็นความเห็นบ้าง ความเชื่อบ้าง รสนิยมบ้าง อีโก้บ้าง จริตราคะบ้าง ทัศนะบ้าง อุดมการณ์บ้าง ค่านิยมบ้าง วิถีวิธีการบ้าง แนวทางบ้าง รูปแบบบ้าง ลัทธิบ้าง นิกายบ้าง ฯลฯ

เมื่อเกิดการยึดติดมากๆจนกลายเป็นเงื่อนไขพันธนาการแล้ว จิตก็จะไม่ยึดหยุ่นต่อความเป็นจริง ต่อความเปลี่ยนแปลง ต่อความเสื่อมของธรรมทั้งหลาย ต่อความที่มันยึดไม่ได้เพราะไม่มีตัวตนจริงให้ยึดอยู่แล้ว เมื่อจิตแข็งเกร็งไม่ยึดหยุ่นต่อความเป็นจริงสุดท้ายก็จะเกิดทิฏฐะมานะ ความดื้อรั้นดื้อดึง เกิดอัตตาตัวตน เกิดความพยายามในการที่จะยึดให้ได้ตามที่ตนเองยึด(มันยึดกันมาเป็นลูกโซ่เลย)จนกลายเป็นมานะ หรือความพยายามจะยึด พอยึดได้ก็เกิดทิฏฐิมานะขึ้น เกิดความอหังการ เกิดความหยิ่งยโส เกิดความโลภ เกิดความคับแคบ เกิดความเบียดเบียนตามมาอีกมากมาย ฯลฯ แต่เมื่อยึดไม่ได้ก็เกิดความคับแค้นใจ เกิดความหวาดกลัว เกิดโทสะความโกรธ เกิดปฏิฆะขัดเคืองใจ เกิดความจองเวรจองกรรม เกิดความรุนแรงขึ้น

ยิ่งยึดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคับแคบไปตามทิฏฐิทัศนะของตนมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งมองโลก ยิ่งแสวงหาไปตามทิฏฐิทัศนะของตนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคับแคบลงมากขึ้นเท่านั้น เหมือนการเดินเข้าไปในซอกหลืบรอยแตกของหน้าผา ซึ่งสุดท้ายก็จะเข้าไปติดอยู่ในซอกหลืบของกับดักที่ตัวเองที่ตัวเองสร้างขึ้นในที่สุด ออกก็ออกไม่ได้เพราะตัวเองมัวแต่ยึด คือตัวยึดนั่นแหละคือกับดักในตัวมันเอง

เมื่อเกิดยึดในธรรมเหล่านี้มากๆ กลายเป็นพันธนาการทางใจ ล้อมกรอบขังตัวเอง ทุกข์ก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ตัวเองก็ไม่รู้สาเหตุ ก็คอยแต่จะพร่ำบ่นก่นด่าทุกสิ่งทุกอย่างในโลก แต่หารู้ไม่ว่าความหลงยึดติดของตัวเองนั่นแหละที่ก่อให้เกิดปัญหาในใจ

นี่คือวิถีทางที่มนุษย์ส่วนใหญ่เป็นนะครับ เพราะสังคมสอนกันมาแบบนี้ ครอบครัวสอนกันมาแบบนี้ มองไม่เห็นทางอื่น มีคนจำนวนน้อยที่พอจะมีพื้นฐานสัจธรรมบ้างก็จะคลี่คลายให้ตัวเองได้ เข้าใจความเป็นจริงได้ คือทุกอย่างมันเริ่มแคบมาจากสังคม มาจากครอบครัว กระแสอุปาทานก็พัดพาทุกคนไปในทางเดียวกันหมด ไปสู่ทางตันของตัวเอง และกรรมที่เคยสร้างอุปาทานให้แก่คนอื่นก็จะทำให้ตัวเองยิ่งติดในธรรมต่างๆเหนียวแน่นยิ่งขึ้น แม้จะรู้ว่ามันจะพาไปหาทุกข์ พาไปหาทางตันก็ยังสอนกันแบบเดิมๆ ราวกับแมงเม่าที่ไม่เคยได้เรียนรู้ว่ากองไฟที่มันเล่นนั้น อันตรายถึงชีวิต

บอกเอาไว้นะครับว่า สัจธรรมข้างเปลนั้น ไม่ได้เป็นแนวทางที่เอาไว้สอนให้สัตว์เป็นสัตว์นะครับ แต่เป็นเนื้อหาการหลุดพ้นเลยตรงๆ ให้ไว้เพื่อเด็กๆและผู้ใหญ่เองจะได้คลี่คลายเป็น เด็กๆจะได้ไม่ต้องไปติดหล่มเหมือนผู้ใหญ่ที่ติดๆกันอยู่ทุกวันนี้

ด้วยเหตุที่ธรรมชาติของอุปาทานมันเป็นแบบนี้ และจะไม่เปลี่ยนแปลงอีกเลยไม่ว่าจะยุคไหน เพราะมันคือสัจธรรม และเป็นธรรมชาติของสัตว์โลก ดังนั้นเวลาจะสอนอะไรเด็กๆก็อย่าให้เกิดการตอกย้ำในโมหะตัณหาอุปาทานเยอะจะได้ไม่ต้องไปวนใช้กรรมเยอะ จะได้ไม่ต้องทุกข์เยอะ ปกติเด็กๆนี่ไม่ค่อยอุปาทานนะครับ พอเราไปสอนเข้าเท่านั้นแหละ เขาตอกย้ำตามเราเลย

สิ่งที่ควรสอนเด็กๆนั้น ไม่ใช่ไปสอนให้จริงจังเอาเป็นเอาตายกับทุกอย่างเสียหมด ประมาณว่าต้องประสบความสำเร็จ ต้องทำให้ได้ มีแต่ต้องกับต้อง ชีวิตมันจะตึงเครียด อึดอัดกดดัน แต่ควรสอนให้รู้จักพอ รู้จักถอย รู้จักยอม รู้จักขออภัยด้วย ให้เขารู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่การเสียเกียรติเสียหน้าอะไร ต้องสอนให้เขาเข้าใจธรรมชาติของความไม่แน่นอน ธรรมชาติของความเสื่อนไปเป็นธรรมดา และธรรมชาติของการที่ยึดติดไม่ได้จริง ถ้าสอนแบบให้ดันทุรังอย่างเดียวมันก็จะกลายเป็นทุกข์ในการดันทุรังไปเรื่อยๆ เหมือนเป็นการทำร้ายเด็กตลอดชีวิตที่เหลือของเขาเลย ทุกข์เพื่อความสำเร็จนี่ไม่ฉลาดนะครับ เพราะสุดท้ายเดี๋ยวก็ต้องไปทุกข์เพื่อรักษาความสำเร็จนั้นอีก คิดดูก็แล้วกันว่าประสบความสำเร็จแล้วต้องติดแหง่กเป็นทาสอยู่กับความสำเร็จของตัวเองน่ะ ฉลาดตรงไหน ทิ้งไม่เป็นแล้วทุกข์นี่ ฉลาดตรงไหนครับ อุปาทานทั้งนั้น

แล้วเวลาสอนสิ่งต่างๆให้เด็กๆก็ไม่ต้องไปสอนให้เกิดแง่มุมเป็นทิฏฐิมานะซ้ำซ้อนอีก สอนสิ่งต่างๆไปแบบเป็นธรรมชาติธรรมดา เพราะปัญญาจริงๆนั้นไม่มีแง่มุม ไม่มีทัศนะ ไม่มีการตัดสินผิดถูกอะไร เป็นความรู้เปล่าๆไม่มีการตัดสินว่าดีว่าเลว มีประโยชน์ขึ้นมาก็ตอนใช้งานให้ถูกกับงานเท่านั้น ถ้าไม่ได้ใช้ก็ปล่อยมัน ไม่ต้องไปแบกไปยึดอะไร เพราะการแบกปัญญาไม่มีใครได้ประโยชน์ มีแต่ทุกข์ คือสอนให้เขารู้ได้ เข้าใจได้ และวางเองได้ ไม่ใช่สอนให้ไปแบก ให้ไปยึด ให้ไปติด ให้ไปวน ให้ไปเอาจริงเอาจังอะไร ไม่ต้องไปเน้นย้ำมากเกินไป ไม่ต้องไปส่งเสริมเสียจนกลายเป็นอปาทานหมู่ขึ้นมา คือคนสอนอาจจะได้หน้าได้ตา แต่กรรมที่ตามมาจะอ่วมอรทัย สอนคนอื่นให้ติดไปกี่คนก็นับหัวไปเลย แล้วก็รอรับกรรมไปตามนั้น เอาไหมล่ะ แบบที่จะหลุดก็หลุดไม่ได้ โดนดึงรั้งไว้ นั่นแหละวิบากจากการสร้างอุปาทานล่ะ

การสอนไม่ให้ติดอุปาทานนั้นไม่ง่ายครับ ยากเมื่อคิดว่าจะสอน และต่อให้สอนดียังไงก็คงจะมีเกิดอุปาทานบ้างเป็นธรรมชาติของการมีธาตุขันธ์ แต่ก็ให้น้อยที่สุด สอนแบบให้ไร้ร่องรอย สอนเหมือนไม่สอน สอนแล้วเหมือนเขารู้สึกว่าได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ปฏิบัติเหมือนไม่ได้ปฏิบัติ ไม่เป็นภาระกับการเรียนรู้ ให้ไร้ตัวซ้อนในการสอนและการเรียนรู้ มันก็จะเป็นเพียงอุปาทานเบาบาง หรือเป็นธรรมแค่อาศัยไปเอง ไม่ใช่ไปจ้องแต่จะยัดเยียดให้ แบบนั้นมันสร้างอุปาทานเต็มๆ แล้วก็ต้องสอนให้ปล่อยเป็น วางเป็น ยอมเป็นด้วย มันจะได้ไม่ไปยึดจนเป็นทุกข์แล้วสุดท้ายก็แก้ไม่ได้

เราสามารถสังเกตปรากฏการณ์ของอุปาทานง่ายๆ ก็ในสังคมโลกนี่แหละ คือ ผู้คนสมัยนี้ที่อัตตาสูง อีโก้จัด ความเป็นปัจเจกสูง ความเป็นส่วนตัวสูง ทิฏฐิมานะเยอะ คิดว่าตัวเองแน่ โต้เถียงเก่ง ไม่ยอมกัน การทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งมีมากในสังคมโลก ถึงขั้นฆ่าแกงกันเพราะคุยกันไม่รู้เรื่องก็เยอะ หรือใครเก่งอะไรก็อวดกันเข้า โปรโมตกันเข้า ดีเงียบๆไม่ได้ บ้างก็อวดดี อวดเก่งด้วยการเหยียบย่ำคนอื่น หรือเลวเงียบๆก็ไม่ได้ต้องถูกประจาน ถูกลากไส้ นี่ก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น โลกจึงวุ่นเพราะคนที่ยึดดี(และยึดเลว) นี่แหละคือผลของการไปสอนตอกย้ำเรื่องความดีมากจนเกินไป พอยึดดีก็กลายเป็นอัตตาในความดีไปเสียได้

ไม่ต้องไปเถียงกันหรอกครับว่าเก่งจริง ดีจริง หรือเลวจริงๆ มันก็อุปาทานทั้งนั้น มันมีแต่เหยียบย่ำกันทั้งนั้น มันไม่ดีทั้งหมดนั่นแหละ จะให้ดีก็ดีแบบไม่ยึดว่าตัวเองดี นั่นแหละดีแบบถ่อมตัวโดยธรรมชาติ ดีก็ไม่ต้องพูดคำว่าดีขึ้นมา และจะให้ดีก็ไม่ต้องไปประจานเหยียบใครจมดินเมื่อเขาทำผิดพลาด ให้อโหสิ ให้อภัยกันไป นั่นแหละดี

การสอนที่ดีนั้น ก็สอนจากสิ่งที่มันเกิดขึ้นตามความเป็นจริงนั่นแหละ แจ่มแจ้งชัดเจนดี ไม่ต้องคิดซับซ้อนให้เป็นกรรมอีก ก็สอนให้เข้าใจความเป็นธรรมชาติธรรมดาของมัน อันนี้เรียกว่าสอนให้เห็นสัจธรรม แล้วโมหะตัณหาอุปาทานทั้งหลายมันจะสงบรำงับเอง ไม่ต้องไปคอยแบกคอยวางไปเอง เรียกว่าใช้ชิวิตแล้วไม่เป็นทาสชีวิตเสียเอง

แล้วก็ไม่ต้องไปสอนเด็กๆเรื่องความดีนะครับ แค่สอนให้เขาไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ไปเหยียบย่ำซ้ำเติมคนอื่น ไม่เหยียบหัวคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีหรือสูงกว่าคนอื่น และที่สำคัญคือ เป็นแบบอย่างให้เขาดูว่าการที่เราไม่เอาอุปาทานของตัวเองไปยึดเยียดให้คนอื่นอุปาทานด้วยนั้น มันเป็นยังไง นี่แหละคือความดีโดยที่ไม่ต้องพยายามดี เป็นการสอนโดยผู้เรียนไม่รู้สึกว่าถูกสั่งสอน และเป็นการสอนที่ไม่ทำให้เกิดอุปาทานหรืออัตตาตัวตนในสิ่งที่สอนนั้นๆ แล้วโลกนี้ก็จะสงบสุขมากขึ้นไปเองโดยที่ไม่ต้องพยายามจะทำดีสร้างสันติภาพอะไรกันอีกเลย

No comments:

Post a Comment