Friday, January 23, 2015

การขอขมากรรมและการประกาศสละชดใช้หนี้กรรมสำหรับครูและนักเรียน

บทขอขมากรรมนี้เขียนให้สำหรับครูและนักเรียนใช้ในห้องเรียนโดยเฉพาะเลยครับ เพราะเห็นกรรมที่พ่วงพันกันอีนุงตุงนังระหว่างระบบการศึกษา ครู และนักเรียนแล้วมันคงจะแก้วิบากปลายทางยากมาก เอาเป็นว่าเรามาแก้ที่ต้นเหตุกันเลยดีกว่า

วิบากกรรมของเด็กๆส่วนใหญ่ นั้นเกิดจากระบบการศึกษา ความคาดหวังของผู้ปกครอง และความกดดันของครูกับโรงเรียนที่ต้องการให้นักเรียนสอบผ่าน ได้คะแนนดี ความคาดหวังเหล่านี้ถูกยัดเยียดให้กับเด็กๆนับตั้งแต่ยังไม่เกิดด้วยซ้ำ บางคนต้องไปจองโรงเรียนเอาไว้ล่วงหน้าตั้งแต่รู้ว่าตั้งครรภ์ก็มี ดังนั้นความคาดหวังมากมายและยาวนานนี้จึงไปตกกับเด็กๆอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยหารู้ไม่ว่าความคาดหวังนี้จะไม่ทำให้เขาดีขึ้นอย่างที่หวังเลย และสุดท้ายมันจะกลายเป็นตัวทำลายเด็กๆ ในระยะยาวและฝังลึกอย่างที่ทุกคนนึกไม่ถึง

ไม่เชื่อก็สังเกตสิครับว่า เด็กๆเมื่อยังเล็กๆเนี่ย เขาจะใสๆ การเติบโตตามธรรมชาตินั้นเป็นไปทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันไม่วางใจให้เขาเติบโตเองทั้งทางกาย สติปัญญาและจิตใจ จึงได้สร้างระบบโรงเรียนขึ้นมาเพื่อคว้านเอาธรรมชาติของเด็กๆออกแล้วยัดสิ่งที่ผู้ใหญ่คิดเองเออเองว่าดีใส่เข้าไปให้เด็ก เด็กๆจึงตกอยู่ในสภาพที่เหมือนกับโดนถลกหนังเอาความใสทิ้งไป เอาความจัดจ้าน เอาความเคี่ยวกรำทางวิชาการใส่ลงไป จนโตขึ้นกลายเป็นคนหยาบกระด้าง กร้าวร้าว สนใจแต่ตัวเอง และเป็นทุกข์กับชีวิต ต้องวิ่งไล่หาความสุขมาเสพย้อมบรรเทาทุกข์ในใจอยู่เรื่อยๆ

จะไม่ให้หยาบกระด้างได้ยังไงเล่า เพราะธรรมชาติของเด็กๆนั้นเขาเรียนรู้ด้วยการซึมซับ เรียนรู้สิ่งต่างๆด้วยตัวเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่ระบบจับยัดเยียดความรู้อย่างทุกวันนี้(อันนี้ว่ากันตามความเป็นจริง) พอยัดเข้าไปมากๆมันก็กลายเป็นการท่องจำ เป็นเรื่องของการสอบ การต้องผ่านการสอบ มันก็เลยทุกข์คับแค้นกับการเรียน แข่งขันในสิ่งที่มันขัดแย้งกับธรรมชาติของมนุษย์ พอใจมันถูกบีบคั้นให้ต้องแข่งขัน หนีตาย หนีมาตรฐานความโง่ที่อุปโลกน์เอาเอง มันก็เลยหยาบกระด้างซะงั้น ใจก็เลยมีแต่การเปรียบเทียบ ยิ่งเปรียบเทียบก็ยิ่งทุกข์ ยิ่งคับแคบไปด้วยกันทุกฝ่าย

เมื่อโรงเรียนเป็นแหล่งรวมกรรมวิบากซะขนาดนี้ จะไปหวังให้สังคมดีขึ้นได้ยังไง กรรมมันก็ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ เพราะผู้ใหญ่เองก็นึกไม่ออกว่าจะไปเปลี่ยนแปลงมันยังไง ในเมื่ออยู่กับระบบที่มันวิปริตผิดเพี้ยนกันมาตั้งแต่เริ่มต้น ไม่เคยได้เห็นตัวอย่างที่ดีเลยสักครั้งเดียว

ในขณะที่วิบากกรรมของครูก็ใช่ย่อย ไหนจะต้องถูกตรวจสอบประเมินผลตลอดเวลาและละเอียดยิบ ไหนจะต้องทำวิจัย ต้องสอน ต้องตรวจการบ้าน ต้องจัดการปัญหาสารพัด ต้องรับมือกับความคาดหวังของผู้ปกครอง เรียกว่าวิบากกรรมของครูนั้นเยอะไม่แพ้อาชีพอย่างหมอ พยาบาล ตำรวจ และอาชีพบริการอื่นๆเลย

และในเมื่อวิบากมันพ่วงพันกันอีนุงตุงนัง แก้ไขยากมาก เพราะแต่ละฝ่ายก็มีวิบากกรรมของตัวเอง ผมเลยเขียนบทขอขมากรรมเฉพาะขึ้นมาให้ครูนำไปนำนักเรียนขอขมากรรมในห้องเรียนเพื่อลดความเร่าร้อน บีบคั้นกดดันในห้องเรียน และในชีวิตของทั้งครูและผู้ปกครอง เสียเวลาสักนิดนำนักเรียนขอขมากรรมทุกๆวัน เดี๋ยวกรรมที่พ่วงพันกันมันจะคลายออกเอง คุยกันง่ายขึ้นเอง และเลิกกดดันกันเอง

อย่าลืมนะครับความคาดหวังความกดดันทั้งหลายนั้นทำลายเด็กๆมามากแล้ว ก็ไม่ต้องไปกดดันอะไรมาก ไม่ว่าจะเป็นคตินิยม ค่านิยมอะไรทั้งหลายนี่ไม่ได้ทำให้ใครเป็นคนดีเลย ดีก็ให้มันดีตามธรรมชาติของมันเอง เพราะถ้าไปกดดันมากๆ และสอนให้อดทน สอนให้ยึดสอนให้ถือ สุดท้ายมันก็จะทนถือกันไปทั้งชีวิต แล้วชีวิตที่ต้องอดทนกับการมีชีวิตของตัวเองน่ะ มันไม่ใช่ชีวิตหรอกนะ มันเป็นเรื่องของการใช้กรรมเท่านั้นเอง

นอกจากการขอขมากรรมแล้ว ก็กล่าวคำว่า "โส" อุทิศบารมีให้กันบ่อยๆ เจอเด็กในห้องดื้อเหรอ ก็โสให้เลย ใครปฏิฆะก็แอบโสให้ก็ได้ ครูใจร้ายเหรอ ก็แอบโสให้เลย โดยให้นึกถึงแล้วก็กล่าวคำว่าโสออกมา ถ้าไม่สะดวกออกเสียงก็ โสในใจก็ได้ เดี๋ยวอานุภาพตรงนั้นจะไปคลี่คลายปัญหาที่ติดขัดข้องคาให้เองครับ

บทขอขมากรรมและการประกาศสละชดใช้หนี้กรรมสำหรับครูและนักเรียน

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ขอนอบน้อมองค์มหาบารมี ทุกพระองค์ทรงเป็นประธาน

กรรมใดๆที่หมู่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เคยกระทำ ให้ผู้อื่นวกวนในธาตุขันธ์ ตอกย้ำในการรู้การเห็น การนึกการคิด ในจินตนาการปรุงแต่งทั้งหลาย ในความจำ ความเข้าใจทั้งหลาย ในคตินิยม ในค่านิยมทั้งหลาย การเปรียบเทียบบุคคลอื่น ในการเรียนการสอนทั้งหลาย ในการศึกษาหาความรู้ทั้งหลาย ในการทดสอบเอาคะแนนทั้งหลาย ในความบีบคั้นกดดันทั้งหลาย ในการตั้งเอาต่อบุคคลอื่นทั้งหลาย

กรรมที่ก่อให้เกิดความลังเลสงสัย ฟุ้งซ่านรำคาญต่อผู้อื่น กรรมที่เคยนินทาว่าร้าย หรือทำลายผู้อื่นด้วยวาจาคำพูดทั้งต่อหน้าและลับหลัง กรรมที่เคยวิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ผู้อื่น
กรรมที่เคยสอนให้ผู้อื่นยึดติด หรือเชื่อถือศรัทธาต่อสิ่งต่างๆ ต่อบุคคลต่างๆอย่างงมงาย ด้วยอคติหรือความเชื่อแห่งตน

กรรมที่เคยบีบคั้นฝืนใจผู้อื่น จ้องจับผิดจับถูกผู้อื่น หลงเคร่งเครียดจริงจัง กับกฏระเบียบข้อบังคับ กับการประเมินผลทั้งหลาย จนกลายเป็นความกดดัน กรรมที่เคยตัดสินผู้อื่นด้วยอคติ ด้วยความลำเอียงทั้งหลาย ด้วยทิฏฐิมานะแห่งตนทั้งหลาย การใช้อำนาจบาตรใหญ่แห่งตน ในการทำโทษผู้อื่นโดยไม่สมควรแก่เหตุ การทำหน้าที่โดยทุจริต โดยมิชอบทั้งหลาย ใช้งานผู้อื่นจนเกินความจำเป็นทั้งหลาย

กรรมที่เคยมีอคติ มีทิฏฐิมานะ ดื้อรั้นดื้อดึง ปิดกั้นปิดบังตนเอง ไม่เปิดใจ ไม่เปิดอายตนะ ต่อองค์มหาบารมี ต่อผู้โปรดสัตว์ ต่อคุรุครูบาอาจารย์ หรือบุคคลอื่นทั้งหลาย จนก่อให้เกิดความคับแคบ

กรรมที่เคยขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกับบุคคลอื่น หรือการทะเลาะเบาะแว้งต่อกันในหมู่เหล่า ความปฏิฆะขัดเคือง ความไม่พอใจทั้งหลาย กรรมที่เคยพร่ำบ่นก่นด่าทั้งหลาย กรรมที่เคยต่อต้านขัดแย้ง ต่อปากต่อคำกับครูบาอาจารย์ หรือกับบุคคลอื่น จนก่อให้เกิดความรุนแรง ทำร้ายทำลายซึ่งกันและกัน

กรรมที่เคยหมกมุ่นมัวเมา อยู่กับสิ่งเสพติดทั้งหลาย การละเล่นทั้งหลาย อบายมุขทั้งหลาย ตัณหาราคะทั้งหลาย และสิ่งที่ผิดต่อพระสัจธรรมทั้งหลาย

กรรมที่เคยตอกย้ำซ้ำเติมผู้อื่น เหยียบย่ำผู้อื่น ล้อเลียนดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น จงเกลียดจงชังผื่อน ประจานผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง จนกลายเป็นปมด้อยปมเด่นทั้งหลาย กลายเป็นอคติทั้งหลาย ก่อให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจและความเกลียดชังขึ้นในหมู่คณะ

ข้าพเจ้าทั้งหลายได้สำนึกผิดแล้ว ขอให้องค์มหาบารมีทั้งหลาย ทรงได้โปรดยกโทษและอโหสิกรรม ต่อกรรมทั้งหลายเหล่านี้ ขอให้กรรมทั้งหลาย พึงเป็นอโหสิกรรม นับตั้งแต่กาลบัดนี้เป็นต้นไป

และข้าพเจ้าทั้งหลายขอให้อโหสิกรรมต่อกรรมทั้งหมดทั้งมวล ต่อกรรมทั้งหลาย ที่ผู้อื่นได้กระทำต่อข้าพเจ้าทั้งหลายเอาไว้ นับตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ขอให้กรรมทั้งหลาย จงเป็นอโหสิกรรม ณ กาลบัดนี้เทอญ

และข้าพเจ้าทั้งหลายขอประกาศสละ ประกาศถอน ความหลงตั้งเอา ความหลงยึดติด ในความคาดหวัง ในตัวบุคคลอื่นทั้งหลาย ในวิถีวิธีการทั้งหลาย ในศาสตร์ต่างๆ ในทฤษฏีต่างๆ ในสรรพสิ่งต่างๆ ในสถานกาณ์ทั้งหลาย ในคตินิยม ในอคติ ในอุดมคติ ในทิฏฐิมานะ ในความอหังการ ในความเชื่อแห่งตน ในความถูกผิดทั้งหลาย จนก่อให้เกิดการกระทบกระทั่ง อึดอัดขัดเคืองซึ่งกันและกัน

ขอประกาศสละ ชดใช้หนี้เวรหนี้กรรมทั้งหลาย ด้วยอธิวาสนาบารมี ที่มีต่อพระสัจธรรม ที่มีต่อองค์มหาบารมีทั้งหลาย
ขอชดเชยชดใช้ ด้วยการตรงต่อสัจธรรม ด้วยการบวช ด้วยการสละ ด้วยการเกื้อกูล ต่อพระศาสนา และการโปรดสัตว์ทั้งหลาย

ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย และสรรพสัตว์ทั้งหลาย ในทุกหมู่ทุกเหล่า ทุกชั้นทุกภูมิ จงได้มีส่วนในการโปรดสัตว์ ตามองค์มหาบารมี โดยทั่วกัน ไปตลอดกาลนานเทอญ

อโหสิ อโหสิ อโหสิ

ส่วนขอขมากรรมกันในหมู่คณะ(สำหรับผู้นำขอขมา กล่าวในหมู่คณะ)

และกรรมใดๆที่หมู่เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้เคยกระทำซึ่งกันและกันมาในทุกภพทุกชาติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จนก่อให้เกิดความติดขัดข้องคา กินแหนงแคลงใจกัน ไม่ลงรอยกัน ทะเลาะเบาะแว้งซึ่งกันและกันในหมู่คณะ เป็นเหตุให้ปกครองยาก ดูแลยาก และเป็นเหตุให้เกิดความแตกแยกทั้งหลาย  ความพยาบาทอาฆาตจองเวรกันมาในทุกภพทุกชาติ ขอให้กรรมทั้งหลายพึงเป็นอโหสิกรรมร่วมกัน นับตั้งแต่กาลบัดนี้เป็นต้นไปเทอญ

(กล่าวขึ้นพร้อมๆกัน)
อโหสิ อโหสิ อโหสิ
โส

2 comments:

  1. ขอบคุณมากครับ เจริญในธรรมครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. สาธุครับ โพสต์ครั้ังเดียวก็พอนะครับ พอดีตั้งระบบให้มีการอนุมัติความเห็นก่อนนะครับ มันจึงไม่ขึ้นทันที

      Delete