Wednesday, January 14, 2015

เลิกตั้งเอากับการคลาย เลิกผลักไสวิบากกรรม

ผมเคยเขียนอะไรคล้ายๆแบบนี้ไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อหลายปีก่อน จนวันนี้ก็ยังมีผู้ที่ยังติดขัดข้องคาในส่วนนี้อยู่จำนวนไม่น้อย ก็ขอมาเขียนใหม่อีกสักครั้ง คราวนี้เอาแบบชัดๆเลยก็แล้วกัน

ที่ผ่านมามีหลายท่านที่มาฟังสัจธรรมแล้วคลี่คลาย เหมือนคนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น พอเริ่มคลายก็จะปฏิเสธสังสารวัฏ ปฏิเสธวิบากกรรม แล้วเริ่มวิ่งหาวิธีที่จะคลี่คลายตัวเองด้วยวิธีพิสดารนานับประการ ซึ่งหลายวิธีนั้น หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะไม่ได้สอน

ไม่รู้ว่าสังเกตไหมว่าทั้งสองกรณีข้างต้นล้วนเป็นตัณหาทั้งนั้น ยังเป็นตัวปฏิบัติทั้งนั้น เพียงแต่เปลี่ยนรูปไปจากเดิม เมื่อปฏิเสธสังสารวัฏก็เป็นวิภวตัณหา ไปยึดอาการคลายก็เป็นตัณหา สรุปโดยรวมว่ายังมีตัณหาสาละวนกับความแตกต่างของสังสารวัฏกับนิพพานอยู่ มันก็เลยเกิดตัณหาปฏิบัติ ทั้งๆที่สองอย่างนี้ล้วนเป็นมายาเช่นกัน ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย คือมันไม่ใช่อะไร ไม่ต้องไปปฏิบัติอะไร

นิพพานไม่ใช่สภาวะ นิพพานจับต้องไม่ได้ ยึดไม่ได้ ทำเหตุให้ถึงพร้อมก็ไม่ได้ เพราะนิพพานนั้นนอกเหนือเหตุปัจจัย ดังนั้นอย่าเอาอาการคลายเป็นประมาณว่านี่คือนิพพาน และการคลายก็ยังไม่ใช่นิพพาน เป็นเพียงอาการคลี่คลายของแรงกรรมกดทับธาตุขันธ์หรืออุปาทานเท่านั้น ดังนั้นจะไปยึดเอาแต่การคลายอย่างเดียวเป็นประมาณไม่ได้ เพราะคลายที่ว่านั้น จริงๆก็คือคลายตัวมันเอง ปล่อยให้ทุกอย่างคลายตัวมันเอง จะคลายก็เรื่องของมัน จะไม่คลายก็เรื่องของมัน แบบนี้คือปล่อยจริงๆ แล้วมันจะค่อยๆคลายของมันเอง ไม่ใช่มีเราเข้าไปคอยปล่อยหรือไม่ปล่อยอะไร ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของธาตุขันธ์ไป ไม่ต้องไปคอยที่จะหลุดจากอะไรอีก เพราะเดี๋ยวมันจะหลงเข้าไปติดซ้ำอีก

อาการตั้งเอากับการคลายนั้นมีหลายรูปแบบ นับตั้งแต่การแสวงหาวิธีการทุกอย่างที่จะคลี่คลาย เช่นขอขมากรรมเยอะมาก(เกินพอดี เพราะตัณหาอยากให้มันคลาย ก็เลยโลภ ขอเอาๆ) หยาดน้ำมากเกินพอดีแบบร้อยสองร้อยขวด(นี่ก็หยาดเอา ไม่ใช่หยาดให้) การวิ่งไปหาคนโน้นบ้างคนนี้บ้างเพียงหวังจะให้คลี่คลาย พอไม่คลายก็ทุกข์(เพราะตัณหาความอยากคลายบีบเอา) ก็ดิ้นรนไปเรื่อยๆ ไปตรงไหนคลายก็วิ่งรี่ไปตรงนั้น ไปหาใครช่วยคลายให้ได้ก็วิ่งไปหาคนๆนั้น พอเจออะไรที่ทำให้คลายนิดนึง ก็พล่านไปบอกคนอื่นๆ ไปโพนทนาต่อ ไปเร่งเร้าคนอื่นให้ไปหาความคลี่คลายแบบตนด้วยความหวังดี นานๆเข้ากลายเป็นการสำเร็จความใคร่ไป เป็นการเสพติดการคลาย ซึ่งลักษณะนี้มันไม่คลายจริง แต่เป็นการไปพยายามทำให้มันคลาย จากตัณหาตัวตั้งเอาในความคลายของตนนั้นเอง ก็ตัณหาที่อยากจะคลายนั่นแหละมันคอยบีบรัดอยู่เรื่อยๆ พอไปสนองตัณหาตรงนั้น มันก็คลายแน่ๆอยู่แล้ว แต่เป็นการคลี่คลายแบบไปสนองตัณหาเอา ไม่ต่างจากไปคาราโอเกะ ไปเที่ยว  แล้วเดี๋ยวมันก็จะเสพติดการคลาย จะคลายจริงก็ต้องปล่อยเลย คลายไม่คลายช่างมัน ไม่ใช้ไปบีบๆคลายๆแบบนั้น

อาการตั้งเอากับการคลายนั้น แทบจะมาเป็นแพ็คเกจคู่กับอาการผลักไสวิบากกรรมเลย อาการทั้งสองอย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการดิ้นหนีดิ้นสู้อย่างที่หลวงพ่อท่านเคยเทศน์ถึงบ่อยๆ มันมักจะมาพร้อมๆกัน เป็นตัวปฏิบัติที่แปรรูปมาไม่ให้เราจำมันได้

วิบากกรรมนั้นมันมีอยู่แล้วของมัน หนียังไงก็หนีไม่พ้น โกนผมบวชพระบวชชีก็หนีไม่พ้น หลายคนหลงคิดเอาว่าวิ่งเข้าวัดแล้ววิบากจะไม่ตามไป ที่ไหนได้มันเปลี่ยนรูปแบบการให้ผล ตามเข้าวัดไปให้ผลถึงที่ delivery ซะเลย แล้วก็ไปโทษว่าคนในวัดไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้

หลายคนเจอวิบากมาทั้งชีวิต พอมาเจอสัจธรรมก็ไม่อยากเจอวิบากอีกแล้ว เข็ดแล้ว ก็เลยเกิดตัณหากับการคลายขึ้น กลายเป็นวิบากอีกตัวหนึ่ง หนีเสือปะจรเข้นะเธอ(ฮา)

เมื่อมันหนีไม่พ้นก็ไม่ต้องหนี ใช้หนี้ไปเลย ยังไงมันก็ต้องใช้กันหมดทุกคนอยู่แล้ว ก็ให้ธรรมดากับวิบากทุกชนิด ถ้าไม่ผ่านมันแบบธรรมดา มันก็จะกลับมาขยี้จนกว่าจะผ่านแบบหมดใจ ปลงใจกับมัน คือคลายก็ให้มันผ่าน วิบากก็ให้มันผ่าน คลายก็ธรรมดากับมัน วิบากก็ธรรมดากับมันได้ ไม่มีอะไรแตกต่าง ไม่ต้องให้ค่าความแตกต่าง แล้วก็ไม่ต้องลังเลอะไรด้วย แล้วเดี๋ยวมันจะค่อยๆ "เรียบ" (เน้นเลยนะ) เรียบไปหมดในท่ามกลางวิบากนั้นเอง

อย่างผมเองมีวิบากเรื่องทิฏฐิ เรื่องความคิด ความเห็น การวิพากษ์ วิจัย วิจารณ์ จินตนาการ ปรุงแต่ง มันก็ตีขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่ลังเลที่จะเสวยวิบากกับมัน ผมเป็นคนที่ดูหนังเยอะมาก อ่านหนังสือเยอะมาก เสพสื่อเยอะมาก ชอบใช้ความคิดมากๆ โพสต์ facebook เยอะมาก(ฮา) แต่ดูหนังไปก็จำไม่ได้(ฮา) อ่านหนังสือดะไปหมด อ่านแล้วก็ลืม หนังทุกเรื่องบางทีดูวันนี้ พอรุ่งขึ้นลืมแล้วว่าดูไปแล้ว เลยดูซ้ำอีกไปหน่อยหนึ่งแล้วนึกขึ้นได้ก็มี นี่ก็ใช้วิบาก ทุลักทุเลในหลายๆครั้ง แต่วิบากเช่นนี้มันจะค่อยๆเบาบางลงเอง ผมไม่ลังเลกับการใช้วิบากเลย ปล่อยมันจริงๆ ทุกวันนี้ดูหนังน้อยลงมาก มันค่อยๆจางไปเอง เมื่อก่อนดูได้วันละหลายเรื่อง ทุกวันนี้ดูหนังได้วันหนึ่งไม่เกิน 40-50 นาที ดูต่อเนื่องแต่ละครั้งไม่เกิน 10 นาทีก็ต้องไปทำอย่างอื่น เรียกว่าวิบากมันกำลังจะหมดรอบของมันเอง นี่คือปล่อยให้มันคลายตัวเอง ไม่ได้ไปนั่งสังเกตจับผิดจับถูกเลยว่ามันจะคลายไหม คลายเมื่อไหร่

หลวงพ่อท่านก็พูดว่าอย่าไปแก้ที่วิบาก ให้ขอขมากรรมไป หยาดน้ำให้ไป โสให้ไป เดี๋ยวมันก็คลายของมันเอง แต่ไม่ต้องถึงขนาดจดๆจ้องๆว่าขอขมากรรมแล้วไปชะโงกดูว่าวิบากหายไปหรือยัง แบบนี้ก็เยอะไปนะเธอ แบบนั้นเรียกทำเอา จะหยาดน้ำก็หยาดให้ทุกชีวิตจิตวิญญาณได้มีส่วน ไม่ใช่หยาดให้ตัวเองคลาย นั่นมันแค่ผลพลอยได้ จะขอขมากรรมก็ทำเพื่อปลดเปลื้องกรรมที่พ่วงพันกับชีวิตอื่น ขอขมากรรมแบบให้อโหสิกรรม ไม่ใช่เอาคลาย ดวงจิตอื่นจะได้คลี่คลาย ไอ้เราคลายมันก็เป็นผลพลอยได้ การโสก็เหมือนกัน เป็นการโสให้ ไม่ใช่โสให้ตัวเองคลายอีกนั่นแหละ ที่เหลือก็ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเอง จะคลายก็คลายเอง เท่านั้นแหละไม่มีอะไรมากเลย

ก็ใช้ชีวิตไปให้ปกติธรรมดา ไม่ต้องไปคอยจดๆจ้องๆว่าแบบนี้ดีไหม แบบนั้นดีไหม แบบไหนไม่ดี เดี๋ยวประสาทแดกหมด แล้วก็ไม่ต้องเอาไปถามใคร(หรือถามผม)ว่าแบบไหนดี ไม่งั้นมันจะหาที่ยึดอีก จะแบบไหนก็ได้ ก็ให้มันแบบไม่อะไรกับอะไรไปทุกเรื่องทุกแบบนั่นแหละดีที่สุด

ไม่อะไรกับอะไรนี่ก็ไม่ใช่การปฏิเสธสรรพสิ่งนะครับ คือให้มันเป็นธรรมชาติธรรมดาของมันไป ไม่ต้องใส่อารมณ์ ไม่ต้องอิน ไม่ต้องไปเอ๊ะหลงในมายาการเกิดดับของมัน ถ้าเผลอไปอินไปเอ๊ะก็ไม่ต้องไปเอ๊ะซ้ำซ้อนเพื่อจะแก้อะไรอีก จะขัดแย้งในตัวเอง อึดอัดขัดเคืองขึ้นมา ก็ไม่ต้องไปแก้สภาวะอะไรซ้ำซ้อน ปล่อยให้มันเสื่อมไปของมันเอง มันจะได้ไม่ต่อเอ๊ะไปเรื่อยๆ ไม่งั้นมันจะมีโมหะและอัตตาซ้อนไปจัดการมันอีกไม่จบ

พูดง่ายๆคือจะสภาวะอะไรก็ปล่อยให้มันเกิดเองดับเองทุกอย่าง ไม่ต้องลังเลว่าจะต้องแบบนั้นแบบนี้อีก เผลอแล้วก็ช่าง เดี๋ยวมันดับเอง ไม่ต้องทำอะไรเลย แล้วไอ้กรรมอนุสัยที่ชอบไปหลงซ้อนในสภาวะทั้งหลายมันจะหมดไปเอง มันจะเป็นธาตุธรรมบริสุทธิ์ไปเอง พวกที่ชอบเอ๊ะแล้วหลงมายาไปปล่อยๆวางๆเนี่ยจะช้ากว่าเพื่อน ดูเหมือนจะดีนะห้ามตัวเองได้คุมตัวเองได้ แต่จริงๆช้ากว่า พวกที่ทะลุทะลวงแบบจะดีก็ช่างจะไม่ดีก็ช่าง อีลุ่ยฉุยแฉกก็ช่าง ปล่อยให้มันเสื่อมไปของมันเองโดยไม่เอ๊ะซ้อนไปมีตัวปล่อยตัวคลายตัววาง พวกนี้จะเร็วกว่าเพราะไม่มีโมหะตัณหาซ้อนสภาวะเยอะ ดูไม่ค่อยดีนะ เหมือนรั่วๆ แต่เร็วกว่าพวกที่พยายามจะทำจิตทำใจหรือพยายามจะตัดสภาวะเยอะ (ฮา)

สรุปสั้นๆนะครับ อะไรก็ช่างมัน ปล่อยมัน ไม่ใช่ว่าช่างมันแล้วจะต้องดีไปหมดทุกเรื่อง ไม่ดีบ้างก็ได้ ไม่เห็นเป็นไร แต่สำคัญคือให้หมดตัวคอยทำจิตทำใจ ให้หมดตัวคอยปฏิบัติ นั่นแหละจบกิจ ไม่ใช่ทำกิจให้จบ ไม่ใช่ทำเหตุให้ถึงพร้อม เมื่อไม่มีอะไรแล้ว ฟังสัจธรรมเสร็จก็กลับบ้านตัวใครตัวมัน มีอะไรทำก็ทำไป

พึงระลึกไว้ว่าไม่มีใครต้องมีธุระอะไรกับสัจธรรมจริงๆหรอกนะ เพราะสัจธรรมเองจริงๆก็ไม่มี แล้วมันจะหมดห่วงหมดกังวลหมดความลังเลสงสัยไปเองว่าเรานิพพานหรือยังไม่นิพพานกันแน่

No comments:

Post a Comment