Friday, January 9, 2015

องค์รวมแห่งโลกธาตุ

ภาพของเซลประสาทในสมอง-รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ล้วนเกิดขึ้นที่นี่ เป็นเคมี เป็นกระแสไฟฟ้า แล้วตรงไหนคือความจริง?
บทความนี้มีเนื้อหาในใจมาหลายเดือนแล้วครับ แต่ยังไม่ได้ถ่ายทอด เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ชื่อว่าอะไรดี เนื้อหามันครอบคลุมไปหมดทั่วทั้งสังสารวัฏ นับตั้งแต่จุลชีพ ไปจนถึงพลังงานในรูปแบบต่างๆ และน่าจะยาวด้วย

คงเคยได้ยินกันไปแล้วกับประโยคที่ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือภาษาอังกฤษใช้คำว่า oneness

มันหมายความว่ายังไงกันแน่?

เรามาว่ากันเรื่องใกล้ๆตัวกันก่อนดีกว่า เรื่องกายขันธ์ของทุกคนนี่ล่ะ

ที่ต้องใช้คำว่าขันธ์ ซึ่งแปลว่ากลุ่มก้อนขององค์ประกอบย่อยๆ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยืนยันเรื่อง อนัตตา คือ ทุกอย่างล้วนไม่เป็นตัวตนจริงอยู่แล้วทั้งนั้น แม้กระทั่งกายเราก็ไม่มีตัวตนจริง มันเป็นเพียงกลุ่มก้อนของธาตุธรรมที่มาประกอบรวมตัวกันด้วยแรงกรรมในช่วงเวลาหนึ่งๆเท่านั้น หมดแรงกรรมมันก็สลายไป(ตาย) ตัวเราตัวเขาก็ไม่มีจริงแม้แต่นิดเดียว เป็นปรากฏการณ์ชั่วคราวทั้งนั้น แต่แม้ตัวตายแล้วก็จริง ดวงจิตยังตอกย้ำในโมหะตนอยู่ ดวงจิตก็จะต้องไปเกิดเสวยภพชาติในภพภูมิอื่นๆต่อไป

แล้วกายขันธ์เรามาจากไหน?

ก็มาจากการที่กินอาหารเข้าไป อาหารก็มาจากพืชที่ดูดซึมสารอาหารแร่ธาตุในดินในน้ำเข้าไป แล้วแปลงมาเป็นพืชให้คนและสัตว์ได้กิน เราก็กินทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งทั้งหมดมีต้นกำเนิดแร่ธาตุทั้งหลายมาจากดินและน้ำอีกทีหนึ่ง น้ำที่เราดื่มเข้าไปมันก็มาจากส่วนหนึ่งที่ไหลเวียนอยู่ในโลกใบนี้ กายขันธ์จึงเป็นที่รวมของธาตุทั้ง 4 ดิน(เนื้อหนัง เอ็นกระดู) น้ำ(เลือด น้ำเหลือง มูกต่างๆ) ลม(ลมหายใจ ปราณ) ไฟ(ความร้อนจากการย่อยสลายสารอาหารในร่างกาย) ก่อให้เกิดชีวิต และมีมโนธาตุเข้ามาควบคุมความเป็นไปของธาตุทั้งหมดอีกทีหนึ่ง ทีนี้แล้วจะเรียกส่วนไหนของตัวเราว่าเป็นเราดีล่ะ ฮา

การไหลเวียนของธาตุธรรมทั้งหลาย มันก็เป็นเพียงธาตุแปรธาตุเท่านั้น ส่วนที่เห็นว่ามีอะไรมากไปกว่านั้นก็เพราะไปหลงติดอยู่กับสมมติที่ปิดบังความเป็นจริงอยู่นั่นเอง

ทุกวันนี้นักวิทยาศาตร์ค้นพบว่า DNA หรือสารพันธุกรรมในร่างกายของคนเรานั้นประกอบด้วย DNA ของมนุษย์เพียง 1% ส่วนที่เหลือเป็น DNA ของแบคทีเรียถึง 99% โอ พระคุณเจ้า ขอไปแอบทำใจหน่อยนะ รับไม่ได้ เราคือแบคทีเรีย ความจริงมันโหดร้าย..ฮา

นอกจากร่างกายของเราจะอุดมไปด้วยจุลชีพต่างๆที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อขับเคลื่อนระบบในร่างกายแล้ว ร่างกายของคนเราก็ยังประกอบไปด้วยเซลเล็กๆจำนวนมากที่เกิดและตายในเวลาที่จำกัด(ส่วนใหญ่จะสั้นกว่าอายุขัยของมนุษย์) แต่ก็มีเซลใหม่เกิดมาแทนที่ของเก่าอยู่เรื่อยๆ ยกเว้นเซลบางอย่างที่คงอยู่ตลอดอายุขัยของเรา เราสามารถเรียกชีวิตเล็กๆเหล่านี้ว่า "เศษของกรรม" ดังนั้นร่างกายเราจึงถูกเรียกว่า กายขันธ์ คือกลุ่มของกายย่อยๆ(เซล) หรือเศษกรรมย่อยๆ ที่มาประกอบรวมกันอย่างหยาบๆ กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งหน่วย อึ๋ย (ฮา)

แต่ถามว่าแน่ใจหรือว่านี่กายของเรา แล้วนั่นกายของคนอื่น ไม่ใช่นะครับ วลีที่ว่า ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน มันหมายความว่า โลกธาตุทั้งหมดนี้คือหนึ่งเดียว เป็นกายเดียวกัน ไม่มีแบ่งแยกเราเขาอะไรแลย ดิน แม่น้ำลำธาร ภูเขา อากาศ อุณหภูมิ ลม ป่าไม้ ทะเล ผู้คนมากมาย ล้วนเป็นหนึ่งเดียวกันในการทำงานขับเคลื่อนสังสารวัฏและโลกธาตุ ตัวเรากับคนอื่นๆก็ไม่ได้แยกออกจากกันจริง แต่ยังเชื่อมโยงกันในลักษณะที่มองไม่เห็นเช่น อากาศที่เราหายใจก็ใช้ร่วมกัน เราหายใจออก เขาหายใจเข้า แลกเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ระหว่างสิ่งต่างๆก็ไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันมีอณูอากาศธาตุ มีจุลชีพมีเศษอนุภาคเล็กๆที่เชื่อมโยงกันอยู่ สัมผัสและกระทบกันตลอด มันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันแบบนี้ตามเหตุปัจจัย แต่องค์รวมทั้งหลายของโลกธาตุนั้นล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน เชื่อมโยงกันตลอดเวลา แบ่งแยกไม่ได้ ไม่อย่างนั้นมันจะติดขัดข้องคาไปเสียหมด นอกจากนั้นก็ยังมีกรรมที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันซึ่งแฝงอยู่ในรูปของพลังงานอันมีเอกลักษณ์เฉพาะเหมือนกับความเฉพาะตัวของแม่กุญแจกับลูกกุญแจ

แม้แต่อวกาศระหว่างดวงดาวก็ยังมีสสารมืดคั่นอยู่ มีอีเธอร์(Aether)ที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงทุกอย่างเข้าด้วยกันหมด หรือถ้าจะพิจารณาว่าทุกอย่างเป็นคลื่นความถี่ ทุกสรรพสิ่งและทุกชีวิตก็จะเหมือนคลี่นที่ขี่กันอยู่ ปฏิสัมพันธ์กันอยู่บนคลื่นธรรมชาติพื้นฐานเดียวกัน เวลาความถี่เปลี่ยนสักหนึ่งความถึ่ มันก็จะกระทบกระเทือนไปทั้งหมดนั่นแหละ

ไม่เชื่อก็ดูสภาพแวดล้อมในเมืองที่ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยก็ได้ เราอยู่กันอย่างแออัด คนก็อารมณ์บูดบึ้ง จริงจังบีบคั้นไปทุกเรื่อง บรรยากาศในเมืองจึงกดดันและมีเวทนาจัด ตามมวลความหนาแน่นของพลังงานกรรม อันมีผลทำให้ความต้านทานโรคของคนเมืองต่ำลง เพราะแรงที่มองไม่เห็นเหล่านี้มันไปกดการทำงานของร่างกาย อากาศก็เป็นพิษ อาหารการกินก็มีแต่สารเคมี ปนเปื้อน ฯลฯ จุลชีพ แบคทีเรีย ฯลฯ

เชื้อจุลชีพต่างๆที่ไม่เคยเป็นเหตุของโรคก็กลับมาเป็นเหตุแห่งโรค คือพอเราเริ่มอนามัยจัดกับร่างกายตัวเอง ล้างมันทุกอย่างจนสะอาดเกลี้ยงเกลา แยกตัวเราออกจากสภาพแวดล้อม ตัดกระบวนการสัมผัสสัมพันธ์ระหว่างสรรพชีวิตและสรรพสิ่งรอบๆตัว ก็ทำให้การสัมผัสสัมพันธ์กับจุลชีพต่างๆที่เคยมีและเป็นไปโดยเกื้อกูลตามธรรมชาติหมดไป สุดท้ายมันก็กลับมาเป็นปฏิปักษ์ต่อกันกับร่างกาย เพราะมันห่างเหินกันไป ต่างคนต่างวิวัฒนาการไปในทางของตัวเอง ไม่ได้วิวัฒนาการแบบพึ่งพาเหมือนในอดีต พอจุลชีพเหล่านี้ไม่ได้สัมผัสและพึ่งพาอาศัยกับมนุษย์ มันก็ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ที่ไม่ต้องพึ่งมนุษย์ จนที่สุดก็ไม่สัมพันธ์กับเรา พอมาเจอกันอีกทีในภายหลัง ร่างกายเราก็ไม่รู้จักเชื้อนั้นๆแล้ว จึงเกิดเป็นโรคขึ้น

หรือชีวิตที่เอาแต่นั่งในห้องแอร์ก็เป็นการปิดกั้นการไหลเวียนตามธรรมชาติ การแช่ การทรง การที่ต้องอยู่ในท่าเดิมนิ่งๆนานๆ ก็ล้วนแล้วก่อให้เกิดโรคทั้งนั้น มนุษย์ควรจะอยู่กับธรรมชาติ ไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่สร้างขึ้นเอง เพราะธรรมชาติมันมีลักษณะของการไหลเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาตามเหตุปัจจัยของมัน ซึ่งเหตุปัจจัยทั้งหลายเหล่านั้น มันมีทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น จะไปคิดเองเออเองทำเอง เอาแค่ที่ตาเห็นมันไม่ได้ เหตุปัจจัยทั้งหลายนั้นมันมีหลายมิติ ต่างภพภูมิที่สัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอยู่

ร่างกายของคนเรานั้น ถ้าอยู่โดยธรรม มันก็จะไม่มีกรรมไปกดทับกดดันธาตุขันธ์มากนัก กรรมใช้เพียงแค่อาศัย มันก็จะเป็นแค่เศษกรรม ก็จะอยู่กันแบบโปร่งโล่งเบาในกายในใจ ความเครียดก็ไม่มี พอความเครียดไม่มี ภูมิคุ้มกันโรคก็ทำงานเป็นปกติ ร่างกายก็แข็งแรงเอง แต่พอเครียดเท่านั้นแหละ กรรมมันจะกดดันธาตุขันธ์ ทำให้อึดอัดขัดเคือง บีบคั้น ทีนี้โรคจะมาถามหาเพียบเลย เพราะภูมิคุ้มกันมันถูกกดอยู่ ทำให้เจ้ากรรมนายเวรแทรกเข้ามาชำระวิบากได้อย่างง่ายดาย โดยมาในรูปแบบเชื้อโรคภายนอก หรือเหตุของโรคที่เกิดโดยตรงภายในร่างกาย

เมื่อมนุษย์หลงคิดว่าตนเองต้องดำรงอยู่ด้วยการกระทำกรรมเพียงอย่างเดียว โลกธาตุทั้งหมดจึงเต็มไปด้วยพลังงานกรรมอัดอั้นที่อบอวลอยู่ในชั้นบรรยากาศ ซึ่งกรรมนั้นเป็นพลังงานแห่งความอึดอัดขัดเคือง(ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Force) คือเป็นพลังงานที่มีเจตนากำกับ มีทิศทางและเป้าหมายแน่นอน กลายเป็นพลังงานที่ไม่เข้าพวกกับพลังงานตามธรรมชาติที่ไม่มีเจตนากำกับ และกลายเป็นพลังงานที่ตกค้างอยู่กับอณูธาตุต่างๆในโลก บีบรัดธาตุธรรมต่างๆให้เกิดแรงเครียดบีบคั้น รอวันชำระกรรม เมื่อพลังงานเหล่านี้ไปสถิตย์ที่ตรงไหน มันก็จะไปบีบรัดสิ่งนั้น

เกษตรกรทำกรรมกับแผ่นดินด้วยการใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลง เผาวัชพืชบนที่ดิน กรรมก็จะตกอยู่กับผืนดินตรงนั้น บีบรัดให้พืชแคระแกร็น ไม่เติบโต จุลชีพในดินตาย(ซี่งก็เป็นส่วนหนึ่งของทุกชีวิต) จากพลังธรรมชาติของแผ่นดินที่ควรจะคอยช่วยเหลือค้ำจุนชีวิต กลับกลายเป็นพลังของความเคียดแค้นของชีวิตต่างๆฝังอยู่ในอณูธาตุของดิน ทำให้ดินตายไปด้วย แล้วพลังงานเชิงลบนั้นแหละจะกลับมาทำลายเจ้าของทีดินเองในภายหลัง พอมีวาระได้ไปเกิดใหม่ เดี๋ยวกรรมที่เคยวางยาพิษธรรมชาติเอาไว้ก็จะไปแทรกให้เกิดเป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้บ้าง โรคที่ร่างกายมันเป็นพิษในตัวเองบ้าง ร่างกายต่อต้านตัวเองบ้าง นี่ก็เพราะพลังงานกรรมที่เคยทำเอาไว้มันไปแทรกแซงในธาตุขันธ์ใหม่ในภพชาติใหม่นั่นเอง

ที่เราเรียกแผ่นดินว่าพระแม่ธรณี เพราะแผ่นดินก็มีชีวิตเหมือนกัน มีองค์เทพเทวาคอยดูแลรักษาอยู่ เมื่อเราไปทำกรรมกับแผ่นดินมากๆ แผ่นดินจึงไม่เกื้อกูลเราในการให้อาหาร ให้ที่พักพิง ให้ชีวิต ผู้คนจึงแร้นแค้น ต้องอัดปุ๋ยอัดยาใส่เข้าไปเพื่อให้ได้ผลผลิต ใส่พิษให้ผืนดิน ยิ่งทำก็ยิ่งจนยิ่งยากไร้ ปลูกอะไรก็ไม่ดี เพราะกรรมที่ไปกระทำต่อสรรพชีวิตอื่นที่อยู่ในดินและแวดล้อมมันบีบรัดอยู่ ภัยพิบัติทางธรรมชาติก็มากขึ้นเพราะกรรมสะสมเหล่านี้ที่ได้กระทำกับโลกเอาไว้

ถ้าใครสามารถสัมผัสพลังงานเหล่านี้ได้ ก็อาจจะพบว่าสถานที่บางแห่งมีมวลกรรมความอึดอัดเบียดแน่นอยู่จนเราแทบจะหายใจไม่ออก ทนอยู่ไม่ได้แม้มันจะดูกว้างขวางดี บางแห่งมีมวลของความเกลียดชังตลบไปทั่วจนเราแทบจะถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความเกลียดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว บางที่มีมวลของอุปาทานในบางสิ่งบางอย่างพุ่งสูงจนเราเผลออินไปด้วย(อย่างเช่นในม็อบ) บางสถานที่นั้นกว้างขวาง แต่กลับถูกครอบเอาไว้ด้วยมวลแห่งจิตอันคับแคบของเจ้าของสถานที่จนทำให้เรารู้สึกอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้อง หรือบางสถานที่แม้จะคับแคบในเชิงกายภาพแต่กลับโปร่งโล่งเบาสบาย คลี่คลายผ่อนคลายได้อย่างน่าแปลกใจ นี่ก็เพราะทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันหมดผ่านทางมิติที่มองเห็นบ้าง มองไม่เห็นบ้าง แต่ผลกระทบนั้นถึงกันหมดทั่วไปทั้งสังสารวัฏ

อารมณ์กรรมต่างๆ เวทนาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง อย่าไปคิดว่ามันอยู่แค่ตัวเอง พลังงานเหล่านี้มันแผ่ไปกระทบคนอื่นด้วย เหมือนเราปล่อยน้ำเสียลงคลองนั่นแหละ พอทุกคนปล่อยของเสียหมด โดยที่ตัวเองก็ไม่ได้ไปรับรู้ความเน่าเสียตรงนั้น คลองมันก็สกปรก แล้วผลกรรมที่หมักหมมนั้นก็จะทำให้เราอยู่ยากกันหมดในภายหลัง

เคยสงสัยไหมว่าทำไมเซลในนร่างกายเรา ถึงมีเซลที่เกิดความผิดปกติจนก่อให้เกิดโรคร้ายแอบแฝงอยู่ คือเซลเหล่านี้เองเป็นเศษกรรมที่มาจากความพยาบาทอาฆาตจองเวรของคู่กรณีกรรม แทรกมาอยู่ใน DNA รหัสพันธุกรรม พอถึงวาระต้องชดใช้ เซลก็ให้วิบาก แปรเปลี่ยนไป กลายเป็นโรคร้ายขึ้นมา คือเวลาที่เราไปฆ่าหรือทรมานใครจนตาย กำลังจิตที่มีความพยาบาทอาฆาตของเขาจะแรงจนส่งพลังงานนั้นแทรกเข้ามาเป็นคลื่นรบกวน (Noise) ปะปนกับแหล่งพลังงานชีวิตหรือคลื่นพื้นฐานชีวิตของเรา แล้วติดไปอย่างนั้นทุกภพทุกชาติจนกว่าจะได้รับการสะสางชดใช้คืนในชาติใดชาติหนึ่ง พอจะเกิดมาเป็นมนุษย์หรือเดรัจฉาน เอกลักษณ์ทางพลังงานนั้นๆก็จะเป็นตัวเหนี่ยวนำ ขึ้นรูปกายหยาบให้ กรรมนั้นๆก็จะก่อรูปไปพร้อมกับกรรมส่วนอื่นๆแทรกอยู่ในร่างกายรอวันให้ผลในภายหลัง ถ้ากรรมแรงมากก็อาจจะให้ผลตอนขึ้นรูปกายขันธ์ในครรภ์มารดาจนทำให้เกิดความพิกลพิการประหลาดพิสดารในเด็กแรกเกิดได้

หรืออย่างเชื้อโรคระบาดต่างๆ มันก็มีเอกลักษณ์ทางพลังงานเฉพาะตัว (Energy Signature) ของมันอยู่ เหมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ เป็นเศษกรรมของแต่ละคนที่จะต้องไปสัมผัสสัมพันธ์กับโรคระบาดนั้นๆ ถ้าใครไม่มีกรรมกับตรงนั้น คือไม่เข้าล็อคกันเพราะไม่มีกรรมต่อกัน ก็จะไม่เป็นโรค ซึ่งจริงๆแล้วพวกโรคระบาดทั้งหลายนั้นคือกรรมมวลรวมของสัตว์โลกที่ถูกตัดตอนมาปิดบัญชี เป็นการล้างสังสารวัฏครั้งใหญ่เพื่อปรับสมดุลแห่งสังสารวัฏเท่านั้น

และเหตุที่ทุกอย่างต่างเชื่อมโยงถึงกันหมดนี้เอง เมื่อใครก็ตามกระทำบางสิ่งกับสภาพแวดล้อม กับสรรพชีวิตอื่นๆ มันก็จะส่งผลกระทบไปทั่วทั้งสังสารวัฏ ทำไม่ดีก็เดือดร้อนไปทั่ว ทำดีก็ผ่อนคลายไปทั่ว แล้วแต่ว่าจะทำอะไร อย่างที่เราเรียกว่า เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว นั่นแหละ ถ้ากระทำกรรมต่อสังสารวัฏโดยรวม กรรมก็จะสะท้อนตีกลับมาก อย่าไปคิดว่าปัดสวะออกจากตัวได้ ไม่มีทาง ถ้าเป็นหนี้ธรรมชาติก็ต้องกลับมาทำใช้คืนธรรมชาติ นี่คือกฏตายตัวที่ไม่มีใครหนีพ้นสักคน

หรือถ้าจะอธิบายอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเหมือนมีเชือกที่มองไม่เห็น ขึงเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ที่ตรึงทุกอย่างเอาไว้ในสมดุลหนึ่งที่ไม่มีการมา ไม่มีการไป ไม่มีการเกิด ไม่มีการดับ แต่พอเราหยิบยืมธาตุธรรมทั้งหลายมาใช้จนหลงลืม มันส์ในอารมณ์โมหะตนจนเข้ารกเข้าพง(นอกสวนอีเดน) เชือกล่องหนที่ขึงตรึงทุกธาตุธรรมเอาไว้จึงถูกดึงโดยเจตนา(เป็นกรรมหรือ Force)ให้ผิดตำแหน่งไปจากสมดุลเดิม ซึ่งตาข่ายที่มองไม่เห็นเหล่านี้จะมีแรงสะท้อนกลับ(วิบาก)เพื่อให้ทุกอย่างคืนสู่สมดุลเดิม ยิ่งดึงตาข่ายมากเท่าไหร่ แรงสะท้อนกลับจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และมันกระทบกระเทือนไปทั่วทั้งตาข่ายเพราะไอ้ความที่มันเชื่อมโยงกันหมดนี่เอง

และในเมื่อความเป็นจริงมันเป็นแบบนี้(แต่เล่าแล้วรู้สึกเหมือนว่าจะบ้า ฮา) วิถีทางแบบตัวใครตัวมันที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมันจะทำให้มนุษย์ไปไม่รอด ไอ้ที่หวังสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยการเหยียบคนอื่น เพื่อให้ตัวเองได้ดี สุขสบายกว่าคนอื่น มันก็แค่การการหยิบยืมแรงงานของเขามาใช้ชั่วคราว ผ่องถ่ายความยากลำบากให้คนอื่นรับภาระแทน ขณะที่ตัวเองสุขบายอย่างกับเทวดา แต่ไม่ได้นึกถึงตอนใช้กรรมตรงส่วนนั้นว่ามันจะหนักหนาสาหัสมากแค่ไหน ทุกอย่างมันกระทบถึงกันหมด ไม่ทางใดก็ทางหนี่ง ก็มันอยู่บนโลกใบเดียวกันนี่นะ แต่ไม่เป็นไร เมื่อโมหะยังไม่จางคลาย ยังฮึกเหิมอยู่ก็ให้เรียนรู้จากของแข็ง(กรรม)ไปก็แล้วกัน

หนทางเดียวที่จะอยู่กันอย่างสันติและสงบสุขไปพร้อมๆกันทั้งสังสารวัฏ ไม่ว่าจะภาคทิพย์ ภาคหยาบ มันก็ต้องอยู่ด้วยความเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เสียสละแบ่งปัน มันจะได้เลิกคับแคบ เลิกหลงคิดว่าตัวเองเจ๋งหรือทุกข์อยู่คนเดียวเสียที  เพราะมันเชื่อมโยงกันหมด ไม่มีใครอยู่คนเดียวจริงหรอก เมื่อทุกชีวิตจิตวิญญาณอาศัยอยู่บนโลกใบเดียวกันนี้ด้วยการให้ การเสียสละ การเกื้อกูลแล้ว ความอึดอัดขัดเคืองจากกรรมเบียดเบียนมันก็จะคลายออก มันก็จะไม่มีใครคับแคบอีก ไม่มีใครตกขบวน ไม่มีผู้ด้อยโอกาส ไม่มีใครต้องหวาดระแวงกับอนาคตที่มีแต่การเบียดเบียนในทุกระดับอีกต่อไป

การเกื้อกูลต่อสังสารวัฏในเบื้องต้นมันก็ไม่มีอะไรมากเลย ไม่ต้องทำเป็นโครงการแสนล้านใหญ่โต ก็แค่คลี่คลายตัวเองไป ไม่อะไรกับอะไรไป ขอขมากรรมบ่อยๆ หยาดน้ำอุทิศบารมีบ่อยๆ "โส" ให้กับทุกสรรพสิ่ง "โส"ให้ทุกสรรพชีวิตบ่อยๆ เดี๋ยวมวลกรรมที่มันตลบอบอวลในชั้นบรรยากาศ ที่แทรกอยู่ในอณูธาตุของธาตุต่างๆ ในดิน ในโมเลกุลของน้ำ ในลม ในความร้อนทั้งหลาย กรรมพยาบาทอาฆาตในเนื้อสัตว์ในอาหารก็จะสลายคลายไปเอง กรรมที่แทรกแซงแอบแฝงอยู่ในร่างกายก็จะสลายคลายออกไป อโหสิไปเอง

ไม่มีดวงจิตไหนที่อยากจะอยู่แบบอึดอัดคับแคบหรอก ทุกดวงจิตล้วนแล้วแต่รอให้ใครสักคนมาคลี่คลายความคับแคบ รอให้ใครสักคนมาอโหสิให้ กับปมที่ฝังอยู่ในจิตในใจมานานแสนนาน

นี่คือเหตุผลที่ว่า ทำไมวัดร่มโพธิธรรมถึงได้มีบรรยากาศที่โปร่งโล่งคลี่คลาย ทำให้ผู้คนคลี่คลายจากภายในได้ คนเจ็บคนป่วยที่ไปอยู่วัด ถ้าได้ฟังสัจธรรมอยู่เรื่อยๆ อุทิศบารมีบ่อยๆ ก็จะได้อานุภาพความคลี่คลายออกจากอาการป่วยกันแทบทุกคน ต้นไม้ที่วัดก็สูงใหญ่เติบโตทั้งๆที่ไม่ได้รดน้ำดูแลอะไรมากมาย นี่ก็เพราะอานุภาพแห่งความคลี่คลายแห่งพระสัจธรรมทั้งนั้น

เมื่อคลี่คลายจากความเป็นเราเป็นเขาแล้ว ไม่ว่าจะไปอยู่ตรงไหน มันก็จะช่วยเป็นอานุภาพนำพาความคลี่คลายไปในสถานที่นั้นๆด้วย มันก็จะช่วยปลดเปลื้องมวลกรรมกดทับให้หมดความอึดอัดขัดเคือง จากที่เคยอยู่โดยกรรม ก็กลายเป็นการอยู่โดยธรรม โดยธรรมชาติ สอดคล้องไปกับธรรมชาติทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียวกันไปแทน ไม่มีอะไรติดขัดข้องคา ธรรมชาติทั้งหลายก็จะโอบอุ้มเราเองโดยอัตโนมัติ

อริยบุคคลทั้งหลายก็ไม่ต้องไปกังวลกับความเป็นความอยู่อะไร เมื่อตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมแล้ว ทุกอย่างก็จะโอบอุ้มเกื้อกูลเองไปแบบพอดีๆ ไม่ให้เกิดกรรมมากเกินไป มันจะสอดคล้องโดยธรรมของมันเองอย่างอัตโนมัติ ใครทำกิจในการโปรดสัตว์ เดี๋ยวหน่วยสนับสนุนเขาเกื้อหนุนเองตามวาระ ตามสถานการณ์โดยไม่ต้องดิ้นรนอะไรด้วยตัวเอง เพียงแค่ทำหน้าที่ไป ใครมีหน้าที่สนับสนุนก็ไม่ต้องกลัวปัจจัยจะหมด เดี๋ยวมันมาเอง ซึ่งจริงๆโลกธาตุนี้ก็จัดสรรทุกอย่างลงตัวอยู่แล้ว เพียงแต่สัตว์ทั้งหลายพอลงมาอยู่บนโลกนานๆ มันก็หลงไปกับตัวเองเยอะเกิน หลงไปกับความเป็นความอยู่เยอะเกินจำเป็น จนละเลยหน้าที่ๆมีต่อโลกธาตุนี้ไปเสีย

แล้วจะรู้ได้ยังไงว่ามีหน้าที่อะไร?

มันง่ายมากเลย ก็แค่ไม่อะไรกับอะไรไป ว่างๆไว้ ไร้ๆไว้ เดี๋ยวมันจะทำกิจโดยอัตโนมัติไปเอง เพราะนั่นแหละคือหน้าที่เดิมที่เรามีต่อโลกธาตุนี้จริงๆ ส่วนของการใช้วิบากกรรมก็ใช้ไปแบบไม่อะไรกับอะไรแล้วก็ขอขมากรรม ประกาศสละ ประกาศถอน  ประกาศชดใช้ไปเรื่อยๆเท่านั้นเอง

3 comments:

  1. กราบขอบพระคุณมากค่ะ สำหรับบทความนี้ เรื่องนี้มันธรรมชาติ จริงๆค่ะ
    (( ไม่รู้จะใช้คำไหนเหมาะแต่อ่านแล้วใจบอกธรรมชาติ จริงๆ ใจมันคลายตามค่ะ ))
    ตนเองพูดอยู่เสมอว่าไม่มีใครอยากจะจองเวรจองกรรมใครหรอกคนจองเวรคนอยู่ในบ่วงกรรมเขาก็ทุกข์ รอคนที่เกี่ยวพันธ์เขามาขออโหสิกรรม ก็ไม่ผิดเน้าะ. อิอิ
    .............................................



    ReplyDelete
  2. เคยรวบรวมบทขอขมากรรมหลากหลายกรณีกรรมจากบล้อคนี้ไปพิมพ์แจก
    หากจะพิมพ์อีกขอนำบทความนี้ไปเผยแพร่ตีพิมพ์ได้ไหมค่ะ แต่อ้างอิงที่มาคือจากบล้อคนี้เสมอนะ
    และจะอ้างอิงผู้เขียนด้วยค่ะ... ขอบคุณค่ะ

    ReplyDelete