Friday, January 30, 2015

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 5 ธรรมชาติของตัณหา

วันนี้จะมาเล่าถึงความลึกลับซับซ้อนของตัณหาและธรรมชาติของมันให้ได้เข้าใจกัน จะได้ไม่เอาตัณหาไปเลี้ยงเด็กหรือเอาตัณหาไปแก้ปัญหาอะไรอีก เพราะตัณหานั่นแหละคือปัญหาในตัวมันเอง

ก่อนจะเริ่มอธิบาย ผมก็จะให้ทุกท่านแทนค่าตัณหา ด้วยพลังงานก้อนหนึ่งก่อน ลดรูปของสมมติต่างๆออกไป ไม่ว่าจะเป็นตัณหาความอยากกินของอร่อยๆ ตัณหาอยากได้เงินเยอะๆ เราจะมองมันผ่านสมมติเหล่านี้ไป มองให้มันเป็นพลังงานก้อนหนึ่งที่มีทิศทางและลักษณะที่แน่นอน(เจาะจง)

ตัณหาทุกชนิดล้วเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัณหา(อยาก)หรือวิภวตัณหา(ผลักไส) เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วไม่ว่าจะกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ มันคือพลังงานก้อนหนึ่งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว(กรรมของใครของมัน) ผมจะสมมติให้มันเป็นค่าลบก็แล้วกัน วันนี้ว่ากันด้วยคณิตศาสตร์กันเลย ฮา

ธรรมชาติเดิมของตัณหานั้นก็เหมือนกับธรรมอื่นๆทั่วไปคือ เกิดเพราะมีเหตุ ดับเพราะหมดเหตุปัจจัย แค่นั้นไม่มีอะไรมาก เหมือนบอลกระเด้งพื้น ไม่นานมันจะหยุดเอง แต่ที่ไปมีอะไรกับมันมากๆ ก็คือโมหะอวิชชาที่หลงไปบนสมมติ ที่ปิดบังความเป็นจริงของสภาวธรรมอยู่ ก็เลยหลงไปตอกย้ำมันเรื่อยๆ พอตัณหาบวกรวมกันเข้าไปเรื่อยๆมันก็มีแต่จะเพิ่มขึ้น(เป็นลบเพิ่มขึ้น) เหมือนเราเอามือไปตบลูกบอลที่กำลังจะหยุดกระเด้งให้กระเด้งขึ้นมาอีก

สมมตินะครับ สมมติว่าลูกเราเห็นเกมแล้วอยากจะเล่นเกม เขาก็จะมีตัณหาขึ้นมาค่าหนึ่ง แต่เพราะเราเคยอ่านบทความวิจัยว่าไม่ควรให้เด็กเล่นเกม เราก็เลยตวาดห้ามลูกเล่นเด็ดขาด ผลที่เกิดขึ้นคือ วิภวตัณหาของเราที่เกิดขึ้นมาต้านเขาไว้ ดันไปสมทบกับของเด็กจนตัณหาเขาเพิ่มขึ้นอีก พอตัณหาเพิ่มขึ้น ระดับพลังงานกรรมเพิ่มขึ้น เขาจะเกิดความปฏิฆะขัดเคือง เก็บกด ไม่พอใจ อันนี้เป็นลักษณะของพลังงานกรรมเลย พอพลังงานเหล่านี้ที่เราปล่อยใส่ลูกเราเพิ่มขึ้นๆ มันก็ต้องหาที่ระบายครับ มันก็เลยแอบไปเล่นร้านเน็ต ร้านเกม แอบไปเล่นเกมกับเพื่อน ดีไม่มีตัณหานั้นจะพาเด็กเตลิดไปไหนต่อไหนอีกไกลเลย เหมือนคนจะขี้แล้วไม่ให้ขี้น่ะครับ มันก็เลยต้องไปขี้นอกบ้าน แล้วสุดท้ายเป็นไง คนที่ห้ามลูกเล่นเกม ห้ามลูกเล่นมือถือ ก็เห็นติดมือถือติดเกมหมดเลย นี่แหละที่เรียกว่ากรรมมันตีกลับ ดันไปปิดกั้นวิบากเด็กโดยไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร

พอถึงจุดนี้ก็เลยมีคนแย้งว่า อ้าว แล้วจะให้ตามใจจนเสียเด็กเหรอ?

คงต้องถามกลับว่าตามใจนั้นมันหมายถึงอะไร คือการไม่ตามความเชื่อของผู้ใหญ่หรือเปล่า ตามใจ จริงๆนั้นคือการตอกย้ำตัณหาเด็กด้วยตัณหาของพ่อแม่ครับ แล้วก็ต้องดูด้วยที่พูดว่าตามใจนี่ตามใจ(ตัณหา)ใคร บางคนบังคับให้ลูกเรียนโน่นเรียนนี่ในนามความหวังดี ความห่วงหวง โดยที่ขัดกับธรรมชาติของเด็กที่เขาต้องเติบโตเองมากๆ มันก็แค่ทำให้เขาดูดีสำหรับตัณหาของผู้ใหญ่ ถูกใจลูกกูเก่ง แต่เขาก็ทุกข์ครับเพราะมันไม่ใช่ธรรมชาติของเขา แบบนี้ก็เรียกว่าตามใจเหมือนกัน คือตามใจ(ตัณหา)พ่อแม่ สรุปแล้วคือ มันหลงตัณหาตัวเองตั้งแต่พ่อแม่แล้ว จะไปช่วยลูกยังไงล่ะเนี่ย

ส่วนที่หลงตามใจตามตัณหาจนเคยตัวก็นี่ไงครับ ไปห้ามเขาไม่ให้ใช้วิบาก ก็ของหวานอยู่ตรงหน้านี่จะไม่ให้เล่นเหรอ เขาไม่เข้าใจหรอกว่าเป็นยาพิษ พอไปห้าม ตัณหาใหม่ๆก็เลยงอกขึ้นมา ทำให้ติดหนึบกับสิ่งต่างๆกันไปหมด ไปตอกย้ำของเด็กซ้ำๆอีกทั้งๆที่เขาก็ตอกย้ำของเขาอยู่แล้ว อย่างนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลย ต้องสอนให้เขาไม่ตอกย้ำครับมันถึงจะจบตัณหาเป็น

ปกติแล้วตัณหานั้นมันไม่ได้มาเดี่ยวๆนะครับ มันพาเพื่อนมาด้วย โดยรากแก้วของต้นตัณหานั้นคือโมหะอวิชชาหรือความหลงครับ มีสักกายทิฏฐิและสังโยชน์เป็นรากแขนง หลงซ่านไปให้ความแตกต่างกับสรรพสิ่ง ตัณหาในการเปรียบเทียบและการเลือกจึงตามมา ออกดอกออกผลเป็นกิเลสตระกูลต่างๆ มียางเหนียวที่ชื่อว่า จริตราคะ มีแก่นเป็นอนุสัยกรรม มีอุปาทานเป็นกิ่งใบ และมีทุกข์เป็นเปลือกนอกคอยกักขังให้เกิดความคับแค้นอึดอัดขัดเคือง ดังนั้นถ้าจะไม่ให้เด็กๆเติบโตขึ้นมาเป็นมนุษย์ป้า มนุษย์ลุงอะไรนี่ ก็ต้องสอนให้เขารู้จักการจบตัณหาให้เป็นเสียก่อน ให้เขาเข้าใจสัจธรรมเสียก่อนแล้วค่อยไปลุยกับวิบากตัวเอง มันจะได้ไม่ติดไม่หลุดไปกับอะไรๆ ไม่ไหลไปตามกระแสจนเสียผู้เสียคน

ธรรมชาติของตัณหาเด็กๆนั้น มันผ่านมาผ่านไปครับ เขาจะไม่ติดขัดกับอะไรมากนัก ตัณหาเขาจะเหมือนดอกไม้ที่บานแล้วร่วงโรย สลับกันไปแบบนี้ เด็กๆจึงเบื่อง่าย เปลี่ยนใจเร็ว และไม่ดรามาฟูมฟายเหมือนผู้ใหญ่ ยกเว้นแต่จริตราคะอนุสัยเก่าหนาแน่นก็จะแสดงตัวกันตั้งแต่เด็กๆ หรือเลี้ยงด้วยตัณหาตั้งแต่ต้น

ผมเคยพาลูกไปเดินห้าง ไปเดินแผนกของเล่นนี่ล่ะ หลายคนบอกว่าเป็นพื้นที่อันตราย เดินแล้วต้องเสียเงิน แต่ของผมไม่ค่อยได้เสียเงินนะครับ ผมก็ปล่อยเลย ปล่อยให้ลูกเดินดูของเล่นให้หนำใจ เดี๋ยวเขาก็อยากได้โน่นอยากได้นี่เต็มไปหมด ผมก็ปล่อยเลยไม่ตอบอะไร ไล่ให้ไปดูอีกเยอะๆ เป็นพ่อแม่คนอื่นนี่เสร็จตั้งแต่ชิ้นแรกแล้ว หรือไม่ก็ต้องฉุกกระชากลากถูด้วยความขัดเคืองกลับบ้านไป แต่พอผมปล่อยเขาดูไปเรื่อยๆ ตัณหาเขาจะฝ่อลง เสื่อมลงเองครับ ตามกฏไตรลักษณ์ ที่สุดแล้วเขาก็จะไม่ซื้อครับ เรียกพ่อพากลับบ้านเองเลย ไม่ต้องเสียเงิน และเด็กก็ไม่ต้องเสียอารมณ์ด้วย ดับเสียเองเลย

หรือไม่ก็ลองสังเกตดูได้ครับ เด็กๆนี่เวลาอยากจะซื้อของเล่นนี่รบเร้ามากๆ แต่พอซื้อให้แล้วกลับเล่นแป๊บเดียวแล้วก็ทิ้งลืมเลย บางทีของเล่นราคาเป็นพัน เล่นแป๊บเดียวก็เก็บล่ะครับ เพราะอะไร? ก็เพราะตัณหามันได้รับการสนองเรียบร้อยไปแล้วไง เขาหมดตัณหากับตรงนั้นแล้ว เขาก็ไปหาอย่างอื่นต่อ นี่ล่ะครับถ้าไม่เข้าใจธรรมชาติที่มันวูบวาบของตัณหาแล้ว มักจะเหนื่อยทุกราย วิ่งตามตัณหานั้นมันไม่รู้จักจบหรอกครับ มันมีใหม่ได้เรื่อยๆ

ตัณหาจริงๆก็เป็นเพียงธรรมแค่อาศัยเท่านั้น เกิดขึ้นชั่วคราวแล้วก็ดับไปเอง เป็นธรรมแค่ใช้อาศัยดำรงธาตุขันธ์ ขับเคลื่อนธาตุขันธ์ตอนมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่สรณะที่เราจะยึดถือเพื่อให้มีความสุข ถ้าเปรียบเทียบมันก็ควรจะเป็นไม้พุ่มเล็กๆ ไม้ล้มลุกที่โตแล้วก็ตายไปตามวาระ แต่พอใส่น้ำใส่ปุ๋ยคือกิเลสตัณหาอุปาทานของคนเลี้ยงเข้าไปมากๆ มันก็เลยกลายเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ขึ้นมาในที่สุด ซึ่งปกติผู้ใหญ่นี่เรียกว่าดำรงอยู่ด้วยตัณหาเลยนะ มีตัณหาเป็นเจ้าเรือนกันเลย พอไปปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ เขาก็เลยได้ซึมซับตัณหานั้นไปด้วยทันที เรียกว่าเลี้ยงด้วยตัณหา เด็กๆก็ได้ตัณหาไปนั่นแหละครับ

ตัณหาจะเติบโตไม่ได้เลยถ้าเรา ไม่ไปร่วมวงส่งเสริมมัน เพียงแค่ปล่อยให้มันบานออกแล้วโรยเอง ปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ บ่อยๆ ได้บ้างไม่ได้บ้างก็ไม่เป็นไร อย่างไปหลงจริงจัง เดี๋ยวจะเป็นตัณหากับตัณหาซ้ำซ้อนอีก พอปล่อยเรื่อยๆมันก็จะเป็นเพียงธรรมแค่อาศัย จิตของเด็กๆก็จะเบิกบานไม่ติดไม่ขัดไม่ข้องไม่คากับตัณหา กับจริตราคะมากเกินไป

แต่ถ้าไปห้ามมากๆ บังคับมากๆ แรงตัณหาของเด็กจะเพิ่มขึ้นจากแรงตัณหาของเราที่เข้าไปสมทบ พอเด็กตอกย้ำตัณหามากๆ มันก็จะเกิดยึด(อุปาทาน)กับสิ่งนั้นๆ เกิดทิฏฐิมานะ(ความรั้นความดื้อดึง) และเกิดเป็นจริตราคะ คือความเหนียวหนืดในตัณหาอุปาทานขึ้น จริตราคะนี่เองคือตัวแสบ ทำให้เวลาตัณหาเกิดแล้วมันจะไม่ค่อยดับ มันจะค่อยๆงอกเงยกลายเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เด็กก็จะทุกข์มากขึ้นเรื่อยๆ คับแค้น เกรี้ยวกราดมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ต้องไปวกวน วนเวียนทำกรรมใช้กรรม มืดบอดและเป็นทุกข์ในทะเลแห่งสังสารวัฏต่อไป

เวลาเด็กเกิดตัณหา เราอย่าเพิ่งไปห้าม ไปเบรคตอนตัณหาขาขึ้นหรือตอนตัณหาเพิ่งเกิดใหม่ๆครับ อย่างลูกผมอยากเล่นเกม ผมก็จะให้เล่น ส่วนใหญ่จะนั่งเล่นกับเขานี่ล่ะ ทำทุกอย่างให้เป็นธรรมดาธรรมชาติไป ชวนลูกกินยาพิษ สอนให้เขากินยาพิษให้เป็นจะได้มีภูมิต้านทาน ผมไม่ได้ปฏิบัติต่อเรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ให้เขาไว้ใจและน้อมเข้าหาเรา ให้เขาเห็นว่าเราอยู่ข้างๆคอยดูแลอยู่ เป็นเหมือนเพื่อน เขาจะไม่มีความรู้สึกว่าถูกคุม หรือเราไปกดดัน พอไม่รู้สึกว่าถูกคุมก็ไม่เป็นการเร่งตัณหา เร่งอุปาทาน พอตัณหาได้ระบายออกแล้วเริ่มลดระดับลงถึงจุดหนึ่งแล้วค่อยให้เขาเลิกเล่น มันจะง่ายกว่า เพราะแรงยึดแรงอุปาทานมันลดลง ทำให้เกิดมานะในธรรมน้อยกว่า แรงต้านน้อยกว่า เลิกได้ง่ายกว่า

ถ้านึกไม่ออก ลองนึกถึงเวลาเราเบรคตอนรถวิ่งเร็วๆสิครับ มันยากกว่าไหม มันใช้ระยะในการเบรคมากกว่าไหม หรือจะไปเบรคตอนรถชะลอความเร็วแล้วง่ายกว่า?

การไปตัดตอนตัณหาตอนที่มันเริ่มพุ่งทยานนี่แหละที่ทำให้เกิดอุปาทานและกิเลสตัวอื่นๆขึ้น คือไม่ได้ดั่งใจก็โกรธ เก็บตัณหาไว้ในใจก็เกิดโลภะความโลภขึ้น แถมแรงตัณหาตรงนั้นก็จะเป็นเชื้อย้อนกลับไปตอกย้ำตัณหาเดิมซ้ำๆ จนกลายเป็นจริตราคะ เป็นอนุสัยกรรม เหนียวหนืดอยู่ข้างใน กลายเป็นการตอกย้ำโมหะมากขึ้นไปอีก งานเลยงอกใหญ่เลยทีนี้ แล้วพอเด็กแอบไปเล่นเอง เขาก็จะเกิดความกลัวว่าพ่อแม่จะจับได้ จะโดนตำหนิ ความกลัวนี่ก็คือความโกรธนั่นแหละ ตัวเดียวกัน พอแอบเล่นไป ก็เล่นแบบโลภๆ เล่นเอาเป็นเอาตาย การไปห้ามเด็กไม่ให้เล่นเลยกลายเป็นการราดน้ำมันลงในกองไฟเสียอีก ทีนี้รู้หรือยังว่าการห้ามโน่นห้ามนี่มันไม่ได้ดีอย่างที่เห็นภายนอกเลย เพราะในใจของเขา มันปั่นป่วนฟุ้งซ่านไปหมด

ผมเองเวลาเลี้ยงลูก หากดูภายนอกจะดูเหมือนตามใจมาก เพราะนั่นเป็นการดูโดยสมมติ แต่โดยสภาวธรรมของเด็กจริงๆแล้วเป็นอีกแบบหนึ่ง ต่างจากที่ทุกคนเข้าใจ ผมก็แค่ตอบสนองตามสภาวธรรมตามความเป็นจริงของเขา ไม่ใช่ตามความเป็นจริงของสมมติ สะท้อนไปตามเหตุปัจจัยแบบว่างๆนั่นแหละ เมื่อตัณหาเขาเกิด ก็ให้เขาระบายตามสมควร แต่ไม่ได้ส่งเสริมเป็นการเฉพาะ เพราะจะกลายเป็นการตอกย้ำอีก พอเขาระบายตัณหาตนไปได้หน่อยหนึ่ง คลี่คลายระดับหนึ่ง จึงค่อยให้เลิก แบบนี้เขาจะไม่เกิดจริตราคะมาก ไม่เกิดอุปาทานซ้อน การตอกย้ำในตัณหาก็ไม่เพิ่มมาก โมหะก็จะเบาบางลงไปเอง ที่สำคัญเลยคือเราต้องเป็นแบบอย่างให้เขาเหมือนเป็นต้นไม้พี่เลี้ยง เป็นอานุภาพความคลี่คลายให้เขา ไม่ใช่ไปบอนไซเขา ไม่ใช่เอาแต่ไปสั่งไปสอน แบบนั้นไม่ได้ผลหรอก

มีเหมือนกันที่บางครั้งเด็กเขาจะรั้น ผมก็จะให้เขาไปให้สุดทางเลย อยากเล่นเกมใช่ไหม เล่นไปเลยเต็มที่ ให้เขาได้ขับเคี่ยวกับตัณหาตัวเองเต็มที่โดยเราไม่ต้องเข้าไปแทรกแซง บางคนเห็นนึกว่าตามใจเด็กจนเคย แต่พอเล่นไปสักพักหนึ่งเขาจะเจอทุกข์ด้วยตัวเอง ตัณหานั้นเป็นของร้อนครับ จับถือนานๆไม่ได้ เพราะมันทุกข์ สุดท้ายก็ต้องปล่อยทิ้งทุกคน ซึ่งถ้าเราไปห้ามเขาให้เลิกเล่นนี่เขาจะไม่ได้เรียนรู้จากสภาวะตรงนั้นเลย แต่ถ้าเขาเป็นทุกข์แล้วปล่อยเอง วางเอง อันนี้เขาจะได้เข้าถึงสัจธรรมความเป็นจริง เขาก็จะคลายจากตัณหาตรงนั้นได้เร็วขึ้นเรื่อยๆ เพราะเข้าได้เรียนรู้แล้ว

อีกอย่างที่สำคัญคือเราต้องคลี่คลายเป็นด้วย เมื่อเราคลี่คลายเป็นแล้ว เขาจะคลี่คลายตามเองโดยที่เขาไม่ต้องไปพยายามทำให้มันคลี่คลายเลย เพราะมันทำไม่ได้ ธรรมชาติของธรรมต่างๆมันเป็นแบบนั้น ยิ่งถ้าเราไปกดดันเขาด้วยแล้วจะยิ่งไปกันใหญ่

วิธีเลี้ยงแบบโลกๆตามพ็อกเก็ตบุ๊คตามนิตยสารนี่ลำบากครับ กิเลสตัณหางอกเงยแตกกิ่งก้านสาขามากมาย แล้วก็ต้องเอาจริยธรรม คุณธรรมมาดัด มาตัดแต่งกิ่งก้านไม่ให้มันน่าเกลียด แล้วมันก็จะงอกใหม่เรื่อยๆไม่รู้จบ ไม่เห็นจะเอาอยู่สักคน หรือถ้าเอาอยู่ก็ทุกข์ล่ะ ไม่เชื่อไปถามคนดีของสังคมทั้งหลายดูสิว่าทุกข์ไหม

เลี้ยงเด็กนี่ต้องเลี้ยงให้เขารู้จักทุกข์ครับ ให้รู้จักสัจธรรม สอนให้วางให้เป็น ไม่ใช่ไปสอนให้ถือ ไปสอนให้ยึด เพราะมันก็ถือเป็นยึด เป็นกันทุกคนอยู่แล้วโดยอนุสัยความเป็นสัตว์(โลก) แต่ไม่มีใครสอนให้วาง อันนี้คือจุดอ่อนเลย สอนให้วางให้เป็นครับ ไม่ใช่สอนให้เป็นคนดี วางเป็นจบเป็นแล้ว พ้นทุกข์เป็น เดี๋ยวมันดีเองล่ะครับ ดีโดยไม่ต้องดัดจริตด้วยนะ

เด็กๆเมื่อถูกเลี้ยงด้วยกิเลสตัณหาเสียแล้ว พอโตขึ้นก็จะมากไปด้วยกิเลสตัณหาอุปาทานที่ซับซ้อนยอกย้อน เพราะผู้ใหญ่ก็ยังจบตัณหาของตัวเองไม่ได้ ซับซ้อนยอกย้อนยิ่งกว่าเด็กอีก การดัดจริตในกรรมของตัวเองเป็นแบบอย่างให้เด็กก็ยิ่งไปเพิ่มความสลับซับซ้อนมากขึ้น อีนุงตุงนังมากขึ้น ภายนอกอาจจะดูดี แต่ข้างในสาละวนมากๆ อันเป็นนี้ก็เป็นผลที่เข้าไปดัดจริตธรรมชาติภายในของจิตเอา สุดท้ายก็กลายเป็นความเหนื่อยหน่ายของชีวิต ต้องคอยวิ่งหาเติมพลังเรื่อยๆ ติดๆหลุดๆอยู่นั่น

บางคนโดนคนรอบข้างตามใจตามตัณหาจนอายุมาก หรืออาจจะตามตัณหาตนเองจนเคยชิน อยู่กับตัวเองมากไป หมกมุ่นกับตัณหาตัวเองมากไป หรืออยู่ในสภาพที่ดิ้นรนเพื่อตัวเองจนกลายเป็นอนุสัย ไม่รู้จักยุติจบให้ตัวเอง กิเลสตัณหาอุปาทานก็จะแก่กล้ามาก จัดจ้านมาก กลายเป็นบุคคลที่ทนได้ยาก อยู่ด้วยยาก ทิ่มตำคนอื่นไปทั่ว เพราะตัณหามันเฉพาะตัวมากๆ คับแคบมากๆ จนที่สุดมันก็จะไปกระทบกระทั่งคนอื่นทุกครั้งเมื่อเกิดปฏิสัมพันธ์กันขึ้น อย่างที่เราชอบไปตราหน้าเขา เรียกว่า มนุษย์ป้าบ้าง มนุษย์ลุงบ้าง มนุษย์ยายบ้าง บุคคลที่ทิฏฐิมานะจัดจ้านเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากการตอกย้ำตัณหาของตัวเองซ้ำๆทั้งนั้น ซึ่งถ้าไม่ตอกย้ำตัวเอง ก็คนรอบๆข้างนั่นแหละที่ช่วยทำให้เขาเป็นแบบนั้น ถึงตรงนั้นก็แก้ยากแล้วครับ เหนียวแน่นเกินไปต้องให้ไปใช้กรรมในอบายภูมิก่อน สลายความอหังการตรงนั้นก่อนแล้วค่อยโปรดในภายหลัง เพราะคนแบบนี้หากยังมีกายเนื้ออยู่ ยังดิ้นรนมีลมหายใจอยู่ ก็อย่าหวังว่าจะยอมนะครับ

นอกจากที่เราไม่ควรเพิ่มหรือตอกย้ำตัณหาของเด็กๆแล้ว เราก็ควรจะพาเขาขอขมากรรมบ่อยๆเพื่อล้างจริตราคะ กรรมอนุสัยที่นอนเนื่องสะสมมาหลายพบหลายชาติ ยิ่งกรรมเบาบางลง เขาก็จะยิ่งคลายสบายจิตสบายใจมากขึ้น ติดขัดข้องคากับสิ่งต่างๆน้อยลงไปเอง ทุกข์น้อยลงไปเอง หรือถ้ามีอธิวาสนาหน่อยก็จะบรรลุธรรมไปเอง และเมื่อไม่สะสมตัณหาอุปาทานจนเหนียวหนืดแล้ว ชีวิตเขาก็จะยืดหยุ่น มีพลังของการเปลี่ยนแปลง ไม่ยึดติด ปรับตัวได้กับทุกสิ่งทุกสถานการณ์ วิบากกรรมก็จะเบาบางลงเอง ไม่ต้องแบกตัณหาราคะตัวเองที่แข็งโป๊กกระโด๊กกระเด๊กไปทิ่มไปตำคนอื่นหรือกลับมาทิ่มตำพ่อแม่อีกในอนาคต

แต่เตือนไว้ครับว่าทุกอย่างก็คาดหวังไม่ได้อยู่ดี เราคลี่คลายให้เขาได้มากที่สุดเท่าไหร่ ที่เหลือก็ต้องเป็นไปตามบุญกรรม ตามวิบากกรรมของเขาอยู่แล้วครับ ให้หมดห่วง วางใจได้เลย อย่างน้อยการที่เราให้สัจธรรมกับเขาไว้ สักวันหนึ่งกุญแจดอกนี้ก็จะพาเขากลับมาสู่เนื้อหาไปเองเมื่อถึงวาระของเขาครับ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจคือ ตอนนี้เราอยู่ในสังคมอบายภูมิ สิ่งต่างๆทั้งหลายรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น smartphone tablet คอมพิวเตอร์ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หากใช้ไม่พอเหมาะพอควร ใช้จนเกินเลย จิตก็จะกลายเป็นอบายภูมิกันหมด แต่มันปิดกั้นไม่ได้นะครับ ห้ามก็ไม่ได้ แต่เราสอนให้เขารู้จักยาพิษเหล่านี้ได้ เราก็ใช้พิษต้านพิษสิครับ ใช้พิษอ่อนสร้างภูมิคุ้มกัน ให้พิษแต่พอเหมาะ มันจะกลับกลายเป็นความต้านทาน แต่ถ้าห้ามเด็ดขาดเลย พอเด็กเจอพิษเข้าไปเต็มๆในสักวันหนึ่ง เขาจะรับมือมันไม่ได้นะครับ เสพติดทันที

ผลที่ได้จากการที่เราไม่ไปตอกย้ำตัณหาของเด็กๆ นี่ไม่ใช่ว่าเขาจะเลิกเล่นเกมหรือมือถือโดยถาวรหรอกนะครับ แต่เขาจะไม่ติดมันมากจนงอมแงม เล่นได้ก็เลิกได้ พอเลิกแล้วไม่มีอาการกระหายอยากจะเล่น ไม่ได้เล่นนานๆก็ได้ไม่เป็นไร ไม่ทุรนทุราย และรู้จักพอรู้จักหยุดครับ ยิ่งนานไปก็จะยิ่งตัณหาก็จะจางคลายไปเอง เพราะเมื่อไม่ไปตอกย้ำมัน มันก็จะคลายของมันเองอยู่แล้ว

แต่ถ้าเด็กคนไหนหรือใครก็ตามที่เลยจุดที่จะสอนได้นี้ไปแล้ว เหนียวหนืด ติดหนึบไปแล้ว ก็ให้ขอขมากรรมบ่อยๆครับ พาขอขมากรรมล้างไปเลยบ่อยๆเรื่อยๆ ติดขัดอะไรก็เอ่ยคำว่า "โส" ออกมา เป็นอานุภาพไปล้างจริตราคะ กรรมอนุสัยข้างในเรื่อยๆ เดี๋ยวโมหะตัณหาอุปาทานมันจะจืดจางลงไปเองครับ

แล้วก็ไม่ต้องเอาแต่กลัวว่าถ้าเข้าใจสัจธรรมแล้วเขาจะไปบวชนะครับ ถ้าเขามีวาสนาจะได้บวช ถึงไม่เจอสัจธรรม เดี๋ยวเขาบวชเองเลย ช้างฉุดก็เอาไม่อยู่ แต่ถ้าเข้าใจสัจธรรมแล้ว เขาจะเข้าใจว่านี่แหละคือการบวชที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นกับรูปแบบสมมติภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วชีวิตที่เหลือนี่เขาจะทุกข์น้อยมาก ไม่ต้องไปทุกข์แทบเป็นแทบตายเหมือนเราเสียก่อนอีกต่อไปครับ

ตัณหานั้นไม่ใช่ที่มาของความสุข มันบีบให้เราวิ่งไปหาความสุข แต่ในระหว่างที่ดิ้นรนหาความสุขนั้นมันทุกข์ไหมเล่า ก็ทุกข์สิครับ พอได้เจอความสุขมันก็คลายจากทุกข์ที่ตัณหาบีบคั้นเอา ปัญหาจริงๆจึงอยู่ที่โมหะตัณหา เราก็อย่าให้ตัณหาบีบเอาตั้งแต่แรกก็จบแล้วครับ ปล่อยเลยทุกสิ่งอย่างให้มันเกิดเองเป็นเองของมันเอง จะทำอะไรก็ทำไปแต่ไม่ต้องไปคาดหวังตั้งเอา มันก็จะเบาคลายไป พอไม่มีตัณหามาบีบ มันก็ไม่ทุกข์ เมื่อไม่ทุกข์แล้วเราจะแสวงหาความสุขไปทำสวรรค์วิมานอะไรอีกจริงไหม?

สัจธรรมข้างเปล ตอนต่อไปจะว่าด้วยธรรมชาติของอุปาทานครับ

เด็กๆคนไหนติดเกมติดมือถือลองใช้บทขอขมากรรมนี้ดูครับ
บทขอขมากรรม ประกาศสละ และประกาศชดใช้หนี้กรรมสำหรับกรรมในการตอกย้ำอุปาทาน


No comments:

Post a Comment