Tuesday, January 6, 2015

คุยข้างเดียว#25 บันทึกการเดินทาง ณ วัดร่มโพธิธรรม 26-28 ธ.ค.57lสสl

กลับมาจากวัดร่มโพธิธรรมได้อาทิตย์กว่าๆ เพิ่งได้ฤกษ์เขียนบทบรรณาธิการฉบับใหม่

เป็นประจำแทบจะทุกปีที่ผมมักจะได้ไปวัดร่มโพธิธรรมปีละครั้ง ซึ่งก็จะตกราวๆช่วงวันเกิดของทุกปี (28 ธ.ค.) ไม่รู้เป็นอะไร สำหรับปี 57 นี้ก็เช่นกันครับ


ผมเริ่มเดินทางออกจากกทม.ด้วยรถนครชัยแอร์ กทม.-ขอนแก่น เวลาราวๆเกือบๆเที่ยงคืนของวันพฤหัสฯที่ 25 ธ.ค. ที่ต้องไปขอนแก่นก่อนก็เพราะคำเชิญของพี่สุ ญาติธรรมท่านหนึ่งที่ชักชวนให้ผมไปปลูกบ้านอยู่ด้วยกันที่สวนเกษตรขนาด 16 ไร่ ไปคราวนี้กะว่าจะต้องเจอหนาวเต็มที่ ก็เลยเตรียมเครื่องกันหนาวไปเต็มเหนี่ยวกันเลย การเดินทางไปขอนแก่นใช้เวลาประมาณ 6 ชม.ก็ถึงครับ พอถึงขอนแก่น พี่สุกับสามีก็ขับรถมารับไปที่บ้าน ล้างหน้าล้างตา เสร็จก็ไปหาอาหารเช้ารองท้องในตัวเมือง แล้วเราก็วิ่งไปที่สวนเกษตรซึ่งอยู่ติดถนน bypass ไม่ไกลจากตัวเมืองนัก
สวนของพี่สุ พื้นที่แค่นี้ก็ปลูกกินไม่หมดแล้ว
พอเสร็จจากการชมสวนแล้ว พี่สุและน้องฝนลูกสะใภ้ ก็ได้ขับพาผมไปที่วัดร่มโพธิธรรม ถึงวัดราวๆ 10 โมงกว่าๆ ก็ได้เข้าไปกราบหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะที่กุฏิท่าน ซึ่ง ณ ตอนนั้นก็มีพระในวัดจำนวนหนึ่งและญาติโยมเข้าไปกราบท่านพร้อมๆกัน ท่านก็เมตตาสนทนาธรรมด้วย

สนทนาธรรมกับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ
การสนทนาส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องของการโปรดสัตว์โดยอานุภาพ ซึ่งท่านก็จะเน้นใช้การ "โส" ให้เพื่อคลี่คลายกรรม เป็นอานุภาพที่องค์มหาบารมีท่านประธานไว้ให้ เมื่อใดก็ตามที่กล่าวคำว่าโสออกไป อานุภาพและบารมีขององค์คุณเบื้องสูงก็จะถูกเชื่อมโยงถึงในทันที เป็นการคลี่คลายกรรมในบริเวณนั้นให้อ่อนตัวลง ไม่ว่าจะเป็นจิตญาณเร่ร่อน สัมภเวสี จิตญาณแฝงในกายธาตุของใครก็จะได้รับอานุภาพนั้นแล้วคลี่คลายไปพร้อมๆกัน ซึ่งเนื้อหาที่สนทนากับท่านทั้งหมดนั้นผมเข้าใจหมดแล้ว บางส่วนขึ้นเป็นหัวข้อเตรียมเขียนแล้วด้วย และมีบางส่วนที่เขียนไปแล้วก็มี การสนทนาธรรมทั้งหมดจึงเหมือนการรับรองญาณวิถี เหมือนที่มาวัดปีก่อนหน้านั้น ผมได้บันทึกเสียงสนทนาธรรมเอาไว้ด้วย เดี๋ยวให้ตัดต่อเสร็จแล้วจะขึ้น Youtube ให้ฟังกันนะครับ

หลังการสนทนาธรรมกับหลวงพ่อ ผมก็ได้นำปัจจัยที่ญาติธรรมฝากมาจากกทม.ถวายหลวงพ่อโดยตรง ปัจจัยที่ฝากผมไปวัดก็มีรายชื่อดังนี้ครับ พี่แก้ว+พี่จิ๋ม 2000 บาท, ครูอรนุช 4000 บาท, คุณชาญ 3050 บาท, คุณกัญญา 500 บาท, แม่คุณอุ๊ 1000 บาท, พี่เกตุ 1000 บาท, คุณจารวี 1000 บาท พี่ตาและเพื่อน 1300 บาท,เพื่อนพี่ตา 500 บาท, แม่ผมเอง 1000 บาท รวมที่ผมใส่เข้าไปอีก 150 บาท เป็นเงินทั้งหมด 15500 บาท ครับ อนุโมทนาทุกท่านด้วย นอกจากกนี้ การเดินทางครั้งนี้ก็ยังมีญาติธรรมหลายท่านทั้งที่มีรายชื่อดังกล่าวและไม่ได้อยู่ในรายชื่อดังกล่าวช่วยค่ารถ ค่าเดินทางอีกเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ก็อนุโมทนาสาธุกับทุกท่านด้วยครับ ขอให้ทุกชีวิตจิตวิญญาณในทุกชั้นทุกภูมิได้มีส่วนในบารมีนี้โดยทั่วกัน

พอเสร็จจากการสนทนากับหลวงพ่อ ผม พี่สุ และน้องฝนก็ไปกราบสวัสดีแม่ชีหนิง แล้วเราก็ทำอาหารกลางวันกินกัน ด้วยวัตถุดิบชั้นดีที่พี่สุซื้อมาจากขอนแก่น จะบอกว่าไปวัดนี่ผมไม่เคยอดเลยนะครับ อิ่มอร่อยตลอด ฮา

พระ Max ชาวรัสเซีย
พอเสร็จจากอาหารกลางวันแล้ว เราก็ได้ไปเยี่ยมชม บริเวณที่พักของปู่ไฝและพระต่างชาติ ได้ทักทายพระ Max จากรัสเซีย(ที่เจอกันเมื่อปีก่อน) พระ Jacque(ฝรั่งเศส) นิดหน่อย แล้วได้เจอ น้องคนนึงอายุไล่ๆนโม แต่น้องเขาเป็นเด็กพิเศษครับ แม่มาบวชชีแล้วพาเขามาอยู่วัดด้วย ซึ่งจากที่สนทนากับแม่น้องเขา ก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ น้องเขาไม่สื่อสารกับคนอื่นเลย แต่พอมาอยู่วัดก็คลี่คลายไปมาก ทักทายและเล่นกับคนอื่นได้บ้าง จากที่สัมผัสได้ก็รู้สึกว่าจิตของน้องเขาเปิดบ้างแล้ว ยังมาเล่นกันผมด้วยในระหว่างที่สนทนากับแม่น้องเขาอยู่ แต่ที่แน่ๆคือน้องเขาดูมีความสุขดีครับ

หลังออกมาจากปู่ไฝ ผมก็ได้ไปสวัสดีพี่แหววกับพี่ซู่ที่กุฏิ สนทนาทักทายกันตามประสาคนสนิท(สองท่านนี้เป็นคนพาผมเข้าวัดครับ) ได้ไปเดินดูบริเวณกำจัดขยะที่ได้พระชาวต่างชาติซึ่งมีความรู้เรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมมาทำให้ ตกเย็น ก็ไปทำวัตรเย็นที่ลานธรรมด้วยอากาศเย็นสบาย

แต่ขอโทษนะครับ ก่อนหน้าที่ผมจะถึงวัดเนี่ย เห็นว่าอุณหภูมิลงไป 13 องศงเซลเซียส พอผมไปวัด มันกระเด้งขึ้นมาเป็นยี่สิบกว่าๆ และเกือบๆ 30 ในตอนกลางวัน เครื่องกันหนาวที่แบกไปครึ่งกระเป๋าแทบจะเป็นหมันทันที ฮา แถมพอผมกลับถึงกทม. อุณหภูมิลงไปหนาวอีก แหม่ อะไรมันจะเว้นวรรควะเนี่ย ฮา

คืนแรกที่วัด ผมนอนในห้องสมุดเก่าหลังกุฏิแม่ชีหนิง(ที่ประจำ) แล้วก็หลับไปอย่างรวดเร็วเพราะเพลียจากการเดินทาง

ฟังธรรมเสร็จก็ทานข้าวเช้าตรงนี้เลย
พอวันรุ่งขึ้น(27 ธ.ค.) ผมก็ได้ไปทำวัตรเช้าที่ลานธรรม เช้านี้อากาศเย็นสบาย เกือบๆจะหนาว ผมใส่เสื้อหนาวบางๆไปก็เอาอยู่ครับ หลังจากทำวัตรเช้า ก็ได้ทานอาหารเช้าที่ทางวัดจัดเอาไว้ให้ พร้อมๆกับคนอื่นในบริเวณลานธรรม ก็มีญาติธรรมหลายๆท่านที่รู้จักกันเข้ามาทักทาย หลายท่านก็เปลี่ยนสถานะจากฆราวาสเป็นแม่ชีบ้างเป็นพระบ้าง ก็ได้สนทนาทักทายกันพอสมควร

หลังจากอาหารเช้าแล้ว ผมก็ไปนั่งช่วยงานแปลเทศนาธรรมของหลวงพ่อตรงบริเวณหน้าห้องพักของผม โดยมีแม่ชีหนิง และ Anna-Rose ช่วยทำงานนี้ ซึ่งก็ทำให้ผมได้ประโยชน์เรื่องการเลือกใช้คำภาษาอังกฤษในการอธิบายธรรมพอสมควรเลย ซึ่งมาวัดคราวนี้ นอกจาก Anna-Rose แล้วก็มี โอลิเวอร์ วัยรุ่นเดนมาร์กที่เพิ่งมาถึงวัดครั้งแรก มาถึงหลวงพ่อก็ทักก่อนเลยว่าอย่ามาเอาอะไร ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเขาอยากมาเอาความสงบ แต่มาเจอคนเยอะๆที่วัดก็เลยทำให้เขาหงุดหงิดฟาดงวงฟาดงาบ้าง แต่ตอนสายๆก็ดีขึ้นครับ ยอมขอขมากรรมแต่โดยดี

ทีมแปลภาษาอังกฤษ Anna-Rose แม่ชีหนิง
วันที่สองนี้เราออกจากวัดไปทานอาหารกลางวันกันที่บ้านคุณปังที่อยู่ในซอยฝั่งตรงข้ามวัด พอท่านอาหารและขนมเสร็จ เราก็กลับมาที่วัด ส่วนพี่สุและน้องฝนก็ขับรถกลับขอนแก่น พอกลับมาถึงวัด พี่เม ก็โทรชวนไปเที่ยวคุนหมิงเมืองไทย(สวนหินผางาม)และภูป่าเปาะ(ฟูจิเมืองเลย) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดนัก แหม่ ชวนผมก็ไปสิครับ

ช่วงบ่ายๆก็เลยได้ไปเที่ยวถ่ายรูป ชมวิว หลังจากไม่ได้เที่ยวแบบนี้มานานมากๆแล้ว ตบท้ายด้วยการชมพระอาทิตย์ตกบนยอดภูป่าเปาะด้วย คุ้มจริงๆทริปนี้ ฮา

และเพราะว่าออกจากภูป่าเปาะในตอนพระอาทิตย์ตกไปแล้ว ผมจึงไม่ได้ทำวัตรเย็น แต่ไม่เป็นไรครับ เพราะที่วัดเอาเทศนาธรรมช่วงเช้ามาเปิดทวนซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ผมกลับถึงวัดราวๆทุ่มกว่าๆ ก็ได้สนทนาธรรมกับญาติธรรมสองท่าน ก่อนจะขอตัวไปอาบน้ำเข้านอนเพราะเหนื่อยมาก

โส

ท่าเดียวเที่ยวทั่วไทย เอ้า โส

หน้าคุนหมิง

จุดชมวิวระหว่างทางขึ้นภูป่าเปาะ

พระอาทิตย์ตกบนยอดภูป่าเปาะ

เก็บพุงดีๆ ฮา


คืนที่สองนี้เย็นกว่าคืนก่อน แต่ก็ไม่ได้ถึงกับหนาวสะใจนะครับ พอให้หายเซ็ง ฮา

เช้าวันนี้ที่ 3 (28 ธ.ค.) ผมตัดสินใจอยู่วัดครับวันนี้ เพราะเหนื่อยวิ่งแล้ว หลังจากทำวัตรเช้าและทานข้าวเช้าเสร็จ ผมก็พาญาติธรรมกลุ่มหนึ่งไปกราบหลวงพ่อ พอช่วงบ่ายผมก็ไปกราบสนทนากับพระอาจารย์วิสิษฐ์ที่กุฏิ(ท่านนี้ประสานงานการทำแผ่นซีดีหลวงพ่อทุกชุดกับผมอย่างใกล้ชิดครับ) ที่กุฏิพระอาจารย์วิสิษฐ์ ผมได้พบกับอาเหม็ด แขกปากีสถานที่มาอยู่วัดเพื่อศึกษาสัจธรรม ผมได้สนทนาธรรมกับอาเหม็ดพอสมควร แต่นั่นก็ทำให้เอะใจว่า เฮ้ย ทำไมตอนอยู่กับ Anna-Rose กับ โอลิเวอร์แล้วมันพูดไม่ออก พอกับอาเหม็ดนี่พูดได้เป็นไฟเลย ทีแรกนึกว่าภาษาอังกฤษเราชำรุด ที่ไหนได้กรรมบังนี่หว่า ฮา

ช่วงเย็นผมได้ไปห้องซีดีเพื่อดูดไฟล์เทศนาธรรมและสนทนาธรรมทั้งหมดของ ปี 2557 ลงใน Harddisk เอากลับมากทม.ด้วย กะว่าจะทำแผ่นรวมเทศนาธรรมเด่นปี 57 แจกในเว็บนี่ล่ะ ติดตามข่าวก็แล้วกันครับ น่าจะประมาณปลายเดือน มกราคม 58 นี้ คงจะแจกได้

ตกเย็นผมก็เตรียมเก็บข้าวของใส่กระเป๋าเตรียมขึ้นรถกลับบ้าน ได้ไปลาพี่แหววพี่ซู่ ได้ไปกราบลาหลวงพ่อที่หน้ากุฏิและได้สนทนาเดี่ยวกับท่านประมาณ 40 นาที และถามเรื่อง Anna-Rose ท่านก็โสให้หลายรอบ พอสุดท้ายก่อนกลับผมก็ไปนั่งสนทนาธรรมกับพี่เก๊ะและ Anna-Rose และแม่ชีหนิง คราวนี้แปลกมากครับ พอกลับจากกราบลาหลวงพ่อมา คราวนี้คุยกับ Anna-Rose เป็นไฟเลยครับ ภาษาอังกฤษเราไม่ได้เจ๊งนี่หว่า(เพียงแต่ไม่ได้คุยภาษาอังกฤษนานๆแล้วมันก็ฝืดบ้างนิดหน่อย) เราคุยกันเกือบๆจะสามทุ่ม ผมก็เก็บของกำลังจะขึ้นรถที่จะพาไปส่งที่บขส.หนองหิน ซึ่งคนขายตั๋วบอกว่ารถผมมาตอน 3 ทุ่มครึ่ง พอจะขึ้นรถยนต์ที่วัด(ราว 3 ทุ่ม) คนขายตั๋วก็โทรมาบอกว่า รถมาแล้ว ผมก็งงสิครับ ก็คนขายตั๋วบอกเองว่ารถมา 3 ทุ่มครึ่ง แล้วมาถึง 3 ทุ่มได้ไง ผมก็เลยบอกว่างั้นมารับที่หน้าวัดก็แล้วกัน ว่าแล้วรถยนต์ก็พาผมออกไปส่งที่หน้าวัดทันรถทัวร์พอดี แหม่เกือบไปแล้วไหมล่ะ บขส. (ได้ยินกรณีแบบนี้มาเหมือนกัน ใครจะไปวัดก็ต้องระวังไว้นะครับ)

สรุปทริปคราวนี้เป็นทริปที่ค่อนข้างสบายๆครับ ไม่ได้งานหนักหน่วงเหมือนคราวก่อนๆ และเวลาก็ผ่านไปเร็วมากๆเลย ทริปต่อไปไม่รู้ว่าจะได้ไปอีกเมื่อไหร่ แต่ก็ไม่ห่วงครับ เพราะเนื้อหาสัจธรรมนั้นออนไลน์ถึงกันทางญาณวิถีตลอดครับ

ขออนุโมทนากับทุกท่านที่ได้มีส่วนในการโปรดสัตว์ ในการเกื้อกูลต่อพระศาสนาและพระสัจธรรม ขอให้ทุกชั้นทุกภูมิจงได้มีส่วนแห่งบารมีนี้โดยทั่วกันไปตลอดกาลนานเทอญ

โส

ปริ๊นซ์


No comments:

Post a Comment