Thursday, December 25, 2014

สัจธรรมจาก Facebook#60

อยากจะปกป้องศาสนา แต่ก็ไม่รู้ว่าเนื้อหาของพระศาสนาคืออะไร
อยากจะปกป้องศาสนา แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเนื้อหาของพระธรรมที่แท้คืออะไร
อยากจะปกป้องศาสนา แต่ก็ไม่รู้ว่าวิมุตตินั้นไม่เนื่องด้วยสมมติใดๆ
อยากจะปกป้องศาสนา แต่ก็ไม่สามารถยุติโมหะอวิชชาให้ตนเองได้เสียที
อยากจะปกป้องศาสนา แต่ก็เห็นเอาโมหะอวิชชาของตนไปสอนโมหะอวิชชาคนอื่นตลอด
แล้วอย่างนี้มันจะตรงต่อเนื้อหาแห่งพระศาสนาได้อย่างไรกันเล่า

เหล่านักรบแห่งธรรมทั้งหลาย หรือเหล่าศาสนิกชนคนดีทั้งหลาย
ที่ฮึกเหิมไปด้วยตัณหาความอยากที่จะปกป้องศาสนา ปกป้องพระธรรม
อยากเห็นความเจริญรุ่งเรื่องของศาสนา ด้วยการเชิดชูและรักษาพระธรรมให้คงอยู่กับลูกหลานให้นานที่สุด
ก็เลยถืออาญาสิทธิ์ที่คิดเองเออเองนี้ ออกย่ำยีบีฑาคนอื่น
ตราหน้าคนอื่น จัดหมวดหมู่ผู้อื่น ให้อยู่ในฐานะนอกรีตบ้าง อลัชชีบ้าง มารศาสนาบ้าง
ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่า สัจธรรมเป็นเช่นไร แล้วที่ตนปฏิบัติอยู่นั้นมันตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมหรือไม่
โดยไม่เคยตระหนักเลยว่า ไม่มีแม้สักครั้งที่พระพุทธองค์จะกระทำแบบนั้นกับเวไนยสัตว์ทั้งหลาย
ไม่มีแม้สักครั้งที่พระพุทธองค์จะทรงผลักไส ตราหน้า ย่ำยี ตำหนิติเตียน พร่ำบ่นก่นด่า เวไนยสัตว์ทั้งหลาย
อย่างที่ชาวพุทธทำกันเองราวกับเป็นพระธรรมวินัยข้อใหม่เหมือนในปัจจุบัน
แล้วสุดท้ายก็ได้แต่หลงรักษาสมมติธรรม โดยที่ไม่รู้ว่าเนื้อหาพระธรรมจริงๆนั้นคืออะไร

-------------------------------------------------

เพราะไม่วางใจและไม่เข้าใจในกฏแห่งกรรมที่ยุติธรรมแล้วสำหรับทุกชีวิต
ผู้คนทั้งหลายก็เลยอยากเห็นความยุติธรรมบังเกิดขึ้นโดยเร็ว
ด้วยการเข้าไปมอบความยุติธรรมให้กับสถานการณ์ต่างๆ
โดยไม่รู้ว่านั่นเป็นอีกกรณีกรรมหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้อนกรรมที่ถูกกระทำไปแล้ว
มันจึงไม่ใช่ความยุติธรรมโดยแท้...ที่ทุกคนเท่าเทียมกันอยู่แล้วโดยธรรม
มันก็เป็นเพียงแต่การหลงคิดเอาว่า แบบนั้นแบบนี้ถึงจะเป็นความยุติธรรม
แล้วก็หลงไปต่อกรรมให้กับกรรมที่ผ่านไปแล้ว ไม่จบสิ้น
ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้ามกัปป์ ข้ามพุทธันดร ไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ
ที่หลงต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอย่างที่คิดเอาเอง อย่างที่ยึดเอาเอง
จนในที่สุดแล้ว ก็จะพบว่ามันไม่มีอะไรเป็นสาระให้ไปสู้เพื่อความยุติธรรมอีกเลย
เพราะความยุติธรรมที่คนทั้งหลายว่าเอาเองนั้น มันก็เป็นเพียงการทำกรรมต่อกรรมไม่จบสิ้นเท่านั้นเอง
การ ยุติกรรมนั่นแหละ คือความยุติธรรมโดยธรรมของมันเอง
โดยที่ไม่ต้องไปพยายามมอบความยุติธรรมในแบบของตัวเองให้ใครอีกเลย

--------------------------------------------

รหัสนัยของการ"ยอม"นี้ ไม่ใช่ยอมเพื่อให้มีความสุขสบาย
แต่การยอมนี้ก็เพื่อไม่ไปติดไม่ไปหลุดกับสภาพที่เป็นไปของมันเองอีก
เมื่อยอมแล้ว ก็จะนอกเหนือที่มันจะไปหลงสุขหลงทุกข์อีก
จะคลายก็ของมันเอง จะติดก็ของมันเอง จะหลุดก็ของมันเอง
ไม่ต้องมีเราเข้าไปคลาย ไปติด ไปหลุดกับสภาวะที่ไม่ใช่เราอีก
ไม่ว่าจะสบาย จะลำบาก จะวิบาก มันก็จะไม่มีความแตกต่างในสภาวะใดๆ
ก็จะไร้ตัวตนซ้อนในท่ามกลางกรรมวิบาก กรรมอนุสัยนั้นเลยทันที

----------------------------------------------

ความสามัคคีปรองดองนั้นไม่สามารถจะได้มาด้วยการขับไล่ไสส่ง การจับผิดจับถูก การกดขี่กดดัน การทำให้อับอายขายหน้า
แต่จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่ออโหสิให้แก่กัน ให้โอกาสกันและกันต่างหาก

-----------------------------------------------

เธอทั้้งหลายพยายามอย่างยิ่งที่จะมีสัมมาทิฏฐิที่ตรงต่อพระสัจธรรม
ด้วยการปรับทัศนคติ ปรับจิตปรับใจ ปรับความคิดความเชื่อให้ตรงตามพระไตรปิฏก
โดยหารู้ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นการปรุงแต่งซ้อนธรรมที่ว่างเปล่า
หาใช่สัมมาทิฏฐิที่แท้จริงไม่ มันเป็นเพียงมิจฉาทิฏฐิที่ทำให้หลงคิดเอาเองว่าเป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น
เพราะสัมมาทิฏฐินั้นจะเกิดมีขึ้นเองโดยฉับพลัน
เมื่อเธอทั้งหลายหมดอุปาทานในกายในจิตลง นิโรธดับจากโมหะอวิชชา
ว่างไร้จากโมหะซ้อนกายซ้อนจิตอย่างแท้จริงเท่านั้น แม้จะชั่วขณะเดียวก็ตาม
แล้วก็จะเข้าใจต่อไปด้วยว่าสัมมาทิฏฐิที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดเหนี่ยวได้อีกเช่นกัน
นั่นแหละมันจะนอกเหนือกระทั่งสัมมาทิฏฐิไปเอง...ตรงต่อนิพพานของมันเอง

ความอยากได้ในสิ่งที่ไม่ควรจะได้ ล้วนก่อให้เกิดเป็นหนี้กรรมที่ต้องเวียนกลับมาทำชดใช้ทั้งนั้น
แม้ว่าสิ่งนั้นจะได้มาด้วยความพยายามหรือน้ำพักน้ำแรงของตนเองก็ยังเรียกว่าเป็นหนี้กรรมกับโลกกับสังสารวัฏเหมือนกัน

No comments:

Post a Comment