Tuesday, December 2, 2014

สัจธรรมจาก Facebook#59

ทุกข์มาก ยึดอะไรก็ไม่ได้ มันก็โปรดง่ายหน่อย
แต่ถ้าสุขมาก ยึดอะไรก็ได้อย่างนั้น มันก็โปรดยากหน่อย เพราะมันไม่เห็นความเป็นจริง

-------------------------------------------------------

ความสุขนั้นทำให้การหลงวนในสังสารวัฏยืดยาวยืดเยื้อออกไป
เป็นเครื่องมือของมารที่จะหล่อเลี้ยงสรรพดวงจิตเอาไว้ในสังสารวัฏนานๆ
------------------------------------------------------

โลกนี้ไม่เคยดีพอสำหรับคนดีทั้งหลายเลย
แม้มันจะอยู่ดีๆมาก่อนหน้าคนดีทั้งหลายมาเนิ่นนานก็ตาม
แต่เมื่อคนดีทั้งหลายถูกขับเคลื่อนด้วยตัณหาความอยากดี
โลกมันก็เลยไม่ดี ก็เลยพยายามดิ้นรนทำให้มันดี
จนเมื่อทำทุกอย่างให้ดีหมดแล้ว คนดีทั้งหลายก็ยังไม่พอใจอยู่ดี
แล้วก็พยายามที่จะทำให้ดีมากขึ้นไปอีก
เพราะตัณหาที่คาอยู่ในใจนั้นเอง ก็คือความไม่ดี ที่ขับเคลื่อนให้คนดีดิ้นรนออกไปทำแต่สิ่งดีๆ
นี่คือเหตุที่คนดีทั้งหลายจะไม่เคยสมหวัง อยู่จนได้เห็นโลกที่มันดีพอสำหรับพวกเขาเลย
ทิ้งเสียเถอะความหวังดีที่ทำให้คนดีๆคิดว่าตัวเองดี
เพราะมันเป็นแค่เรื่องที่คนดีๆคิดเอาเอง ยึดเอาเอง ทุกข์เอาเองทั้งนั้น

------------------------------------------------------

อยากจะเผยแพร่ธรรม แต่ยังไม่นอกเหนือตัณหาในการอยากเผยแพร่ของตน
อยากจะเผยแพร่ธรรม แต่ยังไม่นอกเหนือศรัทธาที่ยังหลงยึดติดของตน
อยากจะเผยแพร่ธรรม แต่ยังไม่เข้าใจเนื้อหาแห่งพระศาสนาโดยแท้จริง
อยากจะเผยแพร่ธรรม แต่ก็ยังไม่ตรงต่อเนื้อหาที่แท้จริงแห่งสัจธรรม

เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ทำให้การเผยแพร่ธรรม กลายเป็นเรื่องความโลภอยากได้บุญ
กลายเป็นเรื่องอัตตาในธรรม กลายเป็นเรื่องความหลงงมงาย
กลายเป็นเรื่องของแง่คิด ทิฏฐิ คตินิยม ปรัชญา จารีต ประเพณี
กลายเป็นเรื่องของคนตาบอดริบอกทาง กลายเป็นเรื่องสร้างความขัดแย้งกับผู้อื่น
กลายเป็นเรื่องการจับผิดจับถูก กลายเป็นเรื่องของความมั่ว
กลายเป็นเรื่องของความอยากดัง กลายเป็นเรื่องความคับแคบแห่งตนที่มีต่อศาสนา
กลายเป็นเรื่องกระแสความฉาบฉวย
และทั้งหมดนี้ กลายเป็นเรื่องของกรรม...ที่ทำกับพระศาสนาทั้งนั้น
มิใช่การเผยแพร่ธรรมที่ว่างไร้จากตัวตนแม้แต่นิดเดียว
การพาให้ผู้คนทั้งหลายได้ตรงต่อธรรมที่ว่างไร้จากตัวตนนั่นแหละ คือธรรมที่แท้จริง


------------------------------------------------------

ยึดกับโลก เธอก็จะเป็นพวกวัตถุนิยม
ยึดกับธรรม เธอก็จะเป็นผู้มีธรรม
ยึดกับศีล เธอก็จะเป็นผู้มีศีล
ยึดกับสมาธิ เธอก็จะเป็นผู้มีสมาธิ
ยึดกับสติ เธอก็จะเป็นผู้มีสติ
ยึดกับปัญญา เธอก็จะเป็นผู้มีปัญญา
ยึดกับนิพพาน เธอก็เป็นได้แค่ผู้ปรารถนานิพพาน

ไม่ว่าจะยึดกับอะไร ก็จะหลงเป็นอัตตากับสิ่งนั้น
หลงว่าเป็น หลงว่ามีในสิ่งนั้น
ห่วงหวงต่อสิ่งนั้น กังวลต่อสิ่งนั้น
อึดอัดคับแคบต่อสิ่งนั้น เป็นตัณหากับสิ่งนั้น
เป็นตัวตนกับสิ่งนั้น และเป็นทุกข์กับสิ่งนั้น
ทั้งๆที่สิ่งทั้งหลายล้วนอนัตตาอยู่แล้วก็ตาม
แม้แต่อัตตาที่ว่าแน่ๆ ก็ยังอนัตตาในที่สุด ยึดไม่ได้ในที่สุด
ที่คิดว่ายึดได้มันก็เป็นเพียงความหลงว่าคิดว่ายึดได้เท่านั้น
แต่จริงๆมันยึดไม่ได้สักอย่างเดียว ยึดไม่ได้แม้กระทั่งความไม่ยึดติดเสียด้วยซ้ำ
การยึดติดในสิ่งที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วนั้น
ล้วนเป็นเหตุแห่งทุกข์ ทั้งในเบื้องต้น ในท่ามกลาง และในที่สุด

มันจึงไม่มีกิจอะไรที่เราจะไปยึดหรือไม่ยึดอีก
เพราะทุกสรรพสิ่งไม่ว่ากายหรือใจ มันก็เป็นไปแบบนั้นเองตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว
ไม่มีลักษณะว่าเป็นตัวตนเราเขาแม้แต่น้อย แม้ในขณะที่เธอหลงอยู่ก็ตามที

No comments:

Post a Comment