Tuesday, December 23, 2014

ปรีชาญาณ

หลายท่านอ่านหัวเรื่องแล้ว อาจจะนึกในใจว่าสร้างอุปาทานใหม่ๆอีกแล้วเหรอ จริงๆเรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าครับ เพียงแต่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านไม่ได้พูดเรื่องนี้เป็นจริงเป็นจัง แถมท่านยังใช้คำง่ายๆแทน "ปรีชาญาณ" ว่า "อัตโนมัติไปเอง" อีกด้วย

ซึ่งวลีที่ท่านพูดบ่อยๆว่า "เดี๋ยวมันจะอัตโนมัติอัจฉริยะไปเอง" นี่แหละ คือปรีชาญาณ และมันก็ทำเอาไม่ได้ด้วย

ปรีชาญาณ คือ ความเป็นอัตโนมัติในการตอบสนองต่อเหตุปัจจัยที่มากระทบธาตุขันธ์ ซึ่งความเป็นอัตโนมัติอัจฉริยะของแต่ละบุคคลนั้นมีกันอยู่แล้ว เพียงแต่ถูกบดบังด้วยโมหะตัณหาอุปาทาน การปรุงแต่ง ฯลฯ มากจนปรีชาญาณหดหายไปจนหมด กลายเป็นความงุ่มง่ามวกวนอยู่กับความคิดมาก การปรุงแต่งมาก เวลาทำอะไรที่ออกมาจากความคิดมากก็จะติดขัดไปหมดเพราะมันไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง ณ ตรงนั้น

ปรีชาญาณ มีอีกหลายชื่อ เช่น กึ๋น(ที่ไม่ใช่อวัยวะหนึ่งของร่างกาย แต่หมายถึงความเซียน ความเทพของคนๆนั้น) เซ้นส์ (Sense) feel(ความรู้สึก) intelligence(สติปัญญา) wisdom(ภูมิปัญญา) อัจฉริยภาพ สามัญสำนึก(Common Sense) ลางสังหรณ์ ฯลฯ

ทุกคนล้วนมีสิ่งนี้มาตั้งแต่เกิด แต่พอเข้าโรงเรียน ร่ำเรียนวิชาหรือศาสตร์ทางโลก ปรีชาญาณเหล่านี้ก็จะค่อยๆถูกปิดบัง ถูกกัดกร่อนไป กลายมาเป็นการใช้ความชำนาญความเชี่ยวชาญหรือทักษะที่ฝึกฝนมาทีหลังมากกว่า

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ใช่ว่าความรู้ความชำนาญในทางโลกจะไม่จำเป็น เพียงแต่มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการใช้กรรมเท่านั้น ไม่ได้สำคัญถึงขนาดที่ว่าจะต้องมีต้องเป็นอะไร มีแล้วเป็นแล้วก็ให้แล้วไปเป็น ไม่ใช่ยึดถือยึดเหนี่ยวซะจนกระดิกไม่ได้ กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญจัดอยู่อย่างนั้นตลอด

การที่มนุษย์หันมาใช้ความคิดมากขึ้น มาติดในกระบวนการขั้นตอนต่างๆมากขึ้นนี้เอง มันจึงกลายเป็น ความไม่อัตโนมัติอัจฉริยะ แต่ต้องรอต้องคอยกระบวนการทางความคิดที่มันงุ่มง่ามเชื่องช้า และถูกแทรกจากสภาวะอารมณ์ คติ อคติ จากกิเลส ตัณหา อุปาทานได้โดยง่าย ทำให้เราสัมผัสสัมพันธ์ต่อสิ่งต่างๆด้วยความไม่บริสุทธิ์ ต้องคอยแบกคอยวางสภาวะต่างๆของการปรุงแต่ง การนึกการคิด การเพ่ง การจดจ่อ การจินตนาการอยู่ตลอดเวลาจนเมื่อยล้า จนอ่อนแรงและตึงเครียดไปหมด แถมไอ้สิ่งต่างๆที่คอยแทรกแซงนั้นก็ทำให้กิจการงานต่างๆถูกเบี่ยงเบนไปจากเดิมได้อย่างง่ายดาย

เรียกว่ายิ่งคิดมากยิ่งไม่ได้เรื่องเลยล่ะ

ตัวอย่างหนึ่งของการทำงานของปรีชาญาณ ถ้าทุกคนจำได้ เวลาเราทำอะไรแบบไม่ตั้งใจคือทำแบบคลายๆแล้วมันมักจะออกมาดีเสมอ อย่างเช่นเวลาซ้อมกีฬา วาดรูป หรืออะไรก็ตาม แต่พอเริ่มเอาจริงเอาจังแล้ว เรากลับทำได้ไม่ดีเท่าตอนซ้อมที่มันทำไปด้วยความคลี่คลายมากกว่า เพราะเราเริ่มคิดมาก พอคิดมากก็เลยไปขัดขวางความอัตโนมัติของสิ่งต่างๆที่ควรจะทำงานไปอย่างลื่นไหลไร้ตัวเราเข้าไปแทรกแซง

เหตุนี้เองที่เมื่อขณะที่ "ไร้ตัวตน" ซ้อนลงในสภาวะหรือธาตุธรรมต่างๆแล้ว ว่างจากโมหะซ้อนแล้ว ทุกอย่างมันก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติของมันเอง เพราะธรรมทุกอย่างล้วนบริบูรณ์โดยธรรมของมันเองอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ปรากฏมีขึ้นเมื่อไม่มีเหตุปัจจัย และเมื่อเราปล่อยให้ทุกอย่างมันอัตโนมัติของมันเอง ธรรมทั้งหลายที่จะมาช่วยประกอบกิจการงานต่างๆมันจะเป็นไปอย่างฉับพลันสอดรับตามเหตุปัจจัยลงตัวพอดิบพอดี ฉับพลันไร้ขณะ เพราะความว่างนั้นเองที่ทำให้ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นได้โดยฉับพลันของมันเอง แบบไม่ต้องพยายามที่จะเรียบเรียงหรือลำดับขั้นตอนอะไรให้งุ่มง่ามอีกเลย ซึ่งปกติปุถุชนคนทั่วไปนั้นเต็มไปด้วยโมหะตัณหาอุปาทาน ความปรุงแต่ง มันจึงไม่ว่าง และเงอะงะในการที่จะต้องเรียบเรียงลำดับวิธีการอะไรจนวุ่นวายวกวนไปหมด เปรียบได้กับการแบกของมากมายไว้เต็มสองมือแล้วพยายามจะทำทุกอย่างด้วยตัวเอง มันก็ทุลักทุเลเป็นธรรมดา แทนที่ปัญญาญาณจะทำงานได้อย่างอัตโนมัติก็เลยต้องวนไปปรุงแต่งก่อน  สุดท้ายแล้วปรุงแต่งไปมันมักจะไม่ได้เรื่องทุกที

ซึ่งเมื่อไหร่ก็ตามที่ว่างจากตัวตนแล้ว มันก็จะเหมือนเราไม่ได้แบกอะไร จะหยิบฉวยเครื่องมืออะไรขึ้นมาใช้งานก็เป็นไปได้โดยฉับพลัน พอใช้เสร็จมันก็วางของมันเอง ว่างของมันเองอยู่อย่างนั้น ไม่ต้องไปแบกอะไรให้เป็นภาระตึงเครียดกดดันอีก

ซึ่งปรีชาญาณเช่นนี้นั้น ฝึกเอาไม่ได้เลย เน้นนะว่าไปฝึกเอาทำเอาไม่ได้เลย มันเป็นธรรมเดิมแท้ที่บริบูรณ์อยู่แล้ว ขืนไปฝึกเข้ายุ่งแน่ๆ เพราะมันจะกลายเป็นความชำนาญ กลายเป็นทักษะอะไรไปโน่นแทนปรีชาญาณเลย

สำหรับผู้คนทั้งหลายที่ยังไม่แจ้งในเนื้อหาสัจธรรม เวลาไปเรียน ไปทำงานหรือทำกิจอะไรก็แล้วแต่ มันก็จะเกิดการหลงยึดติด หลงในสิ่งต่างๆได้โดยง่าย แบกแล้วไม่ยอมวาง หรือพยายามวางก็วางไม่ลง เป็นภาระให้ตัวเองตลอดชีวิต ยิ่งเรียนก็ยิ่งคับแคบในสมมติที่ตนเรียน ยิ่งเรียนยิ่งติด ยิ่งอัตตาจัด เป็นดอกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์แต่มันไม่ได้กว้างขวางทางด้านวิชาการจริงๆ วางปัญญาไม่ลง วางทิฏฐิ วางตำแหน่ง วางหัวโขนคำนำหน้าไม่ได้ แบบนี้ยิ่งทำงานยิ่งเป็นทาสของงาน ยิ่งทำงานก็ยิ่งทะเลาะเบาะแว้งขัดแย้งกับเขาไปทั่ว ยึดติดเหนียวแน่น ไม่อาจหาญต่อการเปลี่ยนแปลง

บุคคลที่ยิ่งใหญ่ทางโลกมากมายล้วนมีปรีชาญาณในส่วนนี้และรู้จักที่จะให้มันทำงานของมันเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเหล่านั้นจะบรรลุธรรมนะ เพียงแต่สามารถเข้าถึงเนื้อหาในส่วนนั้นได้เป็นบางครั้งเท่านั้นเอง

ถ้าจะสังเกตกันสักนิด บุคคลที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แทบจะทั้งหมดล้วนมีมาก่อนระบบการศึกษาทั้งนั้น ส่วนบุคคลที่ยิ่งใหญ่ในยุคหลังๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ร่ำเรียนอะไรมากมายเลย และแทบจะไม่มีคำว่าดอกเตอร์หรือศาสตราจารย์นำหน้าด้วยซ้ำ หรือดูอย่างหลวงพ่อท่านก็ไม่ได้จบมหาวิทยาลัย จบดอกเตอร์ หรือจบเปรียญเก้าอะไรเลย แต่เข้าใจธรรมชาติของสรรพสัตว์ ความวกวนของสังสารวัฏ และเนื้อหาสัจธรรมอย่างลึกซึ้ง เมื่อมาเข้าใจเนื้อหาในส่วนความฉับพลันนี้แล้ว ผมถึงได้เข้าใจวลีที่ว่า "ยิ่งเรียนยิ่งโง่" ได้อย่างแจ่มแจ้งจริงๆ

จะร่ำจะเรียนอะไรก็ให้มันพอเหมาะพอควร อย่าหลงซับหลงซ้อนหรือหลงเคร่งเครียด ยึดเอาจริงเอาจังจนเกินไป อย่าไปหลงให้ค่ากับระบบการศึกษาให้มากนัก เพราะมันเป็นเรื่องของกรรมและการใช้กรรมในการปรุงแต่งทั้งนั้น ทำให้ปรีชาญาณหดหายไปหมด ซึ่งความอัตโนมัติอัจฉริยะของปรีชาญาณนี่ยิ่งกว่าปัญญาปรุงแต่งที่ฝึกเอาทำเอาเป็นไหนๆ

แต่ก็ไม่ต้องไปให้ค่าอะไรกับมันนะ เพราะเวลามันอัตโนมัติฉับพลันขึ้นมาแล้วดับไปเนี่ย มันไม่มีความหมายอะไร เลย เป็นเพียงธรรมที่แค่อาศัยใช้งานชั่วคราวอยู่แล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาพระนิพพานแต่อย่างใด

No comments:

Post a Comment