Tuesday, December 16, 2014

พระศาสนาไม่ใช่กรงขังสรรพสัตว์

ได้ยินคำครหาจากหลายๆฝ่ายว่า ศาสนาเป็นกรงขังมนุษย์ มานานแล้ว ซึ่งเท่าที่เห็นพฤติกรรมคนในศาสนามาเยอะๆ ผมก็คงสรุปได้แบบนี้เหมือนกัน ถ้าไม่ได้มาเจอพระสัจธรรมที่วัดร่มโพธิธรรมเสียก่อน

คำว่า "ศาสนา" นั้นแต่ละคนก็แปลความ ตีความไม่เหมือนกัน บางคนก็ยึดเอาพิธีกรรมว่าเป็นศาสนา บางคนก็ยึดเอาคำสอนเป็นศาสนา บางคนก็ยึดเอาความเชื่อเป็นศาสนา บางคนยึดเอาจารีต การเข้ารีตเป็นศาสนา ทุกคนล้วนเข้าใจเนื้อหาของพระศาสนาไปคนจะทิศคนละทาง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปด้วยความคับแคบส่วนบุคคลหรือหมู่คณะ ไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริงของพระศาสนา

หัวใจของพระศาสนานั้นคือสัจธรรมความเป็นจริงที่จะปลดปล่อยปวงสัตว์ทั้งหลายให้หลุดพ้นจากมายาการแห่งโมหะ ตัณหา อุปาทาน ซึ่งก่อให้เกิดอัตตาตัวตนและนำไปสู่ทุกขเวทนาในที่สุด และโมหะ ตัณหา อุปาทาน เหล่านี้ต่างหากที่เป็นกรงกักขังสรรพสัตว์ ไม่ให้ได้รับอิสรภาพที่แท้จริง คอยกักขังตัวมันเองไว้ในมายาแห่งโมหะทั้งหลาย

สัจธรรมนั้นไม่ใช่พิธีกรรม ไม่ใช่รูปแบบ ไม่ใช่เครื่องแบบ ไม่ใช่กฏข้อบังคับ ไม่ใช่จารีต ไม่ใช่การเข้ารีต ไม่ใช่การแบ่งแยกเราเขา ไม่ใช่การแบ่งแยกศาสนา ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปฏิบัติ ไม่ใช่เงื่อนไขที่จะพ้นทุกข์ แต่เป็นความจริงที่จะช่วยล้างโมหะความหลงในความเห็นความหมายต่อสิ่งต่างๆอันเป็นภาพมายาทั้งหลายให้หมดไป เมื่อหมดโมหะแล้ว ตัณหามันก็หมด อุปาทานก็หมดไป ใจก็จะกว้างขวางไร้ขอบเขต แต่เมื่อเป็นอิสระแล้วก็แล้วกันไป สัจธรรมความเป็นจริงนั้นก็จะไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่าสมมติที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นเพื่อใช้ล้างโมหะความหลงเท่านั้น ไม่ใช่เนื้อหาที่จะมายึดติดให้เป็นเรื่องเป็นราวหรือเป็นกรงขังพันธนาการเราซ้ำซ้อนลงไปอีก

เหตุนี้เอง อริยบุคคลผู้ที่พ้นจากมายาร้อยรัดแห่งสังโยชน์แล้วจึงมีความอาจหาญ เด็ดขาด กว้างขวางไร้ขอบเขต ไม่ติดขัดข้องคาในสมมติใดๆ สว่างไสวดั่งจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญที่ไม่มีเมฆหมอกมาบดบัง แล้วจะมีตรงไหนที่เป็นพันธนาการอีก ในเมื่อพันธนาการทั้งหลายในนามของสังโยชน์ถูกทะลุทะลวงจนหมดสิ้นแล้ว

อิสรภาพที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะคิดเอาเอง เพราะแค่ยึดในความคิดนั้นก็กลายเป็นเงื่อนไขเป็นพันธนาการแล้ว อิสรภาพแห่งอริยบุคคลทั้งหลายจึงยิ่งกว่าอิสรภาพที่คนทั่วๆไปจะนึกคิดไปถึงได้ อิสระขนาดที่ว่าแม้จะกายธาตุจะทุกข์ แต่ใจก็ไม่สะทกสะท้านไปตามทุกข์นั้น เรียกว่าไร้ในท่ามกลาง เป็นอิสระจากการเปลี่ยนแปลงใดๆ ความเสื่อมใดๆไปตลอดกาล แม้แต่ในขณะที่ต้องเผชิญความเปลี่ยนแปลงนั้นๆก็ตาม

ไม่ใช่อิสรภาพที่มีเงื่อนไขในตัวเองว่าจะต้องไม่มีกฏเกณฑ์มาคอยควบคุม จะต้องไม่มีสิ่งที่ตนเองไม่ชอบ แบบที่คนส่วนใหญ่เข้าใจเอาเอง คือถ้าจะตามใจตัณหาตนแล้วบอกว่านี่คืออิสรภาพที่แท้จริงมันก็ไม่ใช่ เพราะมันก็กลายเป็นทาสของตัณหาอยู่ดี ต้องคอยสนองมันเรื่อยๆแบบนี้จะไปเรียกว่าอิสรภาพได้ยังไง

อิสรภาพในแบบโลกๆที่แสวงหากันนั้น มันก็มีเงื่อนไขเป็นความเสื่อมในตัวมันเอง และจะทำให้ผู้ที่ยึดติดอิสรภาพแบบนั้นต้องอึดอัดขัดเคืองเบื่อหน่ายในท้ายที่สุด ไม่เช่นนั้นก็ต้องต่อสู้ทุกวิถีทางเพื่อที่จะรักษามันเอาไว้ กลายเป็นพันธะที่ผูกเราเอาไว้กับการยึดติดนั้น อย่างนี้ไม่เรียกว่าอิสรภาพหรอกครับ เป็นทาสอุปาทานตัวเอง ทาสโมหะตัวเองตลอด ซึ่งเมื่อเงื่อนไขทั้งหลายที่เราคิดว่าเป็นอิสรภาพมาถึงจุดเสื่อมสลายไป มันก็จะทุกข์แล้วที่สุดก็ต้องดิ้นรนหาทางออกกันอีก

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้แสวงหาอิสรภาพไม่รู้ไม่เข้าใจก็คือ อิสรภาพที่จะทำสิ่งต่างๆนั้น มันมีต้นทุนของมันกำกับอยู่เสมอ ด้วยเหตุที่ทุกคนเกิดมาโดยหยิบยืมธาตุตามธรรมชาติมาใช้ชั่วคราว เมื่อเรากระทำสิ่งต่างๆมากๆ กระทบต่อสภาพแวดล้อมโดยรวมมาก กระทบต่อผู้อื่นมาก ผลของกรรมหรือสิ่งที่ต้องใช้คืนธรรมชาติหรือใช้คืนผู้อื่น ก็ย่อมมากตามไปด้วย มันจะมีอิสรภาพแค่ตอนได้กระทำอย่างย่ามใจ แต่ตอนรับผลของกรรมนี่ยิ่งกว่าทาสอีก ไปไหนไม่ได้จนกว่าจะใช้กรรมหมด อย่างนี้จะเรียกว่าอิสรภาพกันอีกไหม

อิสรภาพจริงๆที่คิดเอากันเองนั้นไม่มีหรอกครับ ไม่ต้องไปหาเสียให้ยาก จะมีก็แต่อิสรภาพจากสรรพสิ่งทั้งหลายที่ไร้ตัวตนจริงอยู่แล้วนั่นแหละที่เป็นอิสรภาพที่แท้จริง พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้มาติดมาหลุดอะไรกับสมมตินิยามอะไรหรอกครับ ท่านให้หลุดพ้นอย่างเดียว ไร้ตัวตนในท่ามกลางอย่างเดียว นิพพานอย่างเดียว นั่นแหละคืออิสรภาพที่แท้จริง

โดยเนื้อแท้แห่งพระศาสนาจริงๆไม่ใช่กรงขังสัตว์อะไรเลย ศาสนาที่แท้นั้นปลดปล่อยสัตว์ให้เป็นอิสระ อิสระจากความเป็นสัตว์ พอปุถุชนเอาไปทำกันเอง สร้างระบบ สร้างองค์กรขึ้นมาผูกขาดอำนาจ สร้างระเบียบสร้างขั้นตอน สร้างความยากลำบากในการบวชการสละ ทำให้การบวชการสละเป็นเรื่องคับแคบซับซ้อน ตลอดไปจนถึงแบ่งแยกกีดกัน กันเองแบบสัตว์โลก ศาสนาแบบสัตว์โลกมันจึงกลายเป็นกรงขังสัตว์อย่าที่เห็นกันทั่วไปโลก ซึ่งมีตั้งแต่ขังกันเองไปจนถึงขังคนอื่น กลายเป็นเนื้อหาความคับแคบแห่งตนไปจนหมด

ถ้าศึกษาศาสนาแล้วทำให้คับแคบเหมือนอยู่ในกรง ถ้านับถือศาสนาแล้วคลั่งไคล้จนก่อให้เกิดความขัดแย้งไปทั่ว ถ้าอ่านพระธรรมแล้วอัตตาจัดจ้านยิ่งขึ้น ถ้าปฏิบัติธรรมแล้วอารมณ์ฉุนเฉียวหมกมุ่นคับแคบอยู่แต่กับตัวเอง แบบนั้นก็ผิดหมดล่ะครับ เลิกเถอะ ไม่ตรงต่อเนื้อหาแห่งพระศาสนาเลยแม้แต่นิดเดียว และความคับแคบเหล่านี้จะเอาไปเรียกว่าเป็นสัจธรรมหรือศาสนาสากลก็ไม่ได้อีก เพราะมันไม่เห็นจะกว้างขวางเหมือนเนื้อหาของพระศาสนาตรงไหนเลย

No comments:

Post a Comment