Friday, December 12, 2014

คู่กรรม

คู่นี้ก็ไม่รู้มีจริงหรือเปล่า ถ้ามีจริง วิญญาณน่าจะยังวิ่งหลบระเบิดอยู่แถวๆบางกอกน้อยนะ ยึดกันซะขนาดนี้
วันนี้ขอแตะของร้อนหน่อยนะ ใครว่าผมไม่กล้าพูดเรื่องนี้ก็คิดผิดล่ะครับ เพราะที่ผ่านมามันมีเรื่องอื่นๆให้เขียนเยอะแยะ แต่วันนี้ขอยกเรื่องนี้มาพูดกันอย่างถึงกึ๋นเลยดีกว่า ใครที่อยากมีแฟน อยากแต่งงาน หรือมีคู่แล้วก็เร่เข้ามา แต่ขอให้เปิดใจนะครับ เพราะสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้มันจะสมจริง เล่นจริง เจ็บจริง ชนิดไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทนเลยล่ะ อิอิ

กรรมที่จะทำให้มีคู่นั้นก็ต้องเป็นกรรมที่เคยทำร่วมกันมามากพอสมควร จะมากจะน้อยก็ส่งผลไปถึงอายุรกรรมที่ต้องใช้ร่วมกัน บางคนแต่งงานแป๊บเดียวก็ต้องหย่าก็มี  บางคนแต่งแล้วอยู่ด้วยกันยาวจนตายจากกันไปข้างก็มี

กรรมที่ทำให้มาเจอกัน ปิ๊งกัน แต่งงานกันนั้น ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ก็จะมีจริตราคะ อนุสัยกรรมของแต่ละคนเป็นแกนนำเสมอ ประเภทเห็นแล้วปิ๊งปั๊ง ถูกใจใช่เลย อะไรประมาณนี้ ถ้าสังเกตดีๆแต่ละคนก็จะมีสเปคคนที่ใช่ไว้อยู่แล้ว ก็นั่นแหละเป็นเชื้อกรรมที่ได้รับอิทธิพลหล่อหลอมมาาจากการใช้ชีวิต พอคู่กรณีกรรมมาเจอกันก็เกิดประกายไฟแล่บแปล๊บๆกันอย่างง่ายดาย

ส่วนประเภทที่ถูกคลุมถุงชนหรือถูกบังคับให้แต่งงานนั้น สมัยนี้มีน้อยแล้วครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มี ลักษณะนั้นก็เป็นกรรมอีกแบบหนึ่งที่เคยไปกระทำกับคนอื่นไว้ เคยไปบังคับขืนใจให้คนอื่นแต่งงานโดยไม่เต็มใจเอาไว้ กรรมมันก็เลยออกมาเป็นลักษณะนั้น หนีก็หนีไม่ออก

หรือประเภทรักกันมากแต่พ่อแม่กีดกัน จนต้องไปฆ่าตัวตายด้วยกันก็มี แล้วแต่เวรกรรมที่ทำมา

อีกลักษณะหนึ่งก็คือแต่งงานเพื่อดำรงฐานะทางเศรษฐกิจของวงศ์ตระกูลเอาไว้ จริงๆมันก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันหรอก เพราะมันเริ่มจากกิเลสเหมือนกันหมด เพียงแต่พวกนี้เขาคิดเยอะหน่อยเท่านั้นเอง แต่ก็ใช้กรรมไม่ต่างกัน ดีไม่ดีระหว่างใช้ชีวิตคู่อาจจะต้องถูกกำกับจากครอบครัววงศ์ตระกูลเป็นหุ่นเชิดก็มีเยอะแยะ กรรมหนักเข้าไปอีก

คนเราเนี่ยเวลาปิ๊งกัน มันจะปิ๊งกันด้วยทัศนะ ด้วยค่านิยม ด้วยจริตราคะความชอบ ด้วยทิฏฐิความเห็นความหมาย ดูสิกิเลสทั้งนั้น ดีจริงๆ โฮะๆ พอปิ๊งกันปั๊บที่เหลือจะดูดีหมดเลย ขนาดขี้เหม็นๆก็ยังหอมว่างั้น หน้ามืดสุดๆ ต่อให้เอาช้างมาฉุดก็เอาไม่อยู่ หรือแม้แต่คนใกล้ชิดจะเห็นหายนะรางๆก็ไม่สามารถเตือนได้ ต้องปล่อยให้ไปเสวยวิบากเสียให้เข็ดก่อนถึงจะตาสว่าง ถึงตรงนี้หลายคนคงจะพยักหน้าหงึกๆ(แต่ไม่กล้ากดไลค์และแชร์ต่อ ฮา)

เรื่องคู่นี่ไม่ต้องไปหลงละเมอเฟ้อพกหรอกว่าเป็นคู่บุญคู่บารมีอะไร มันมีแต่คู่กรรมทั้งนั้น บารมีก็กรรมเหมือนกัน ที่ต้องมาคู่กันก็เพื่อที่จะเสวยวิบากกันไปในสภาวะ ในเงื่อนไขของความเป็นคู่ ซึ่งกรรมทั้งหมดทั้งมวลก็มีทั้งกรรมดีและกรรมไม่ดีปะปนกันไป ชีวิตคู่มันจึงมีการกระทบกระทั่งกันเป็นปกติธรรมดา

ซึ่งถ้าพูดถึงช่วงก่อนที่จะมาชอบพอกันนั้น คู่รักส่วนใหญ่ก็ยังคบกันแบบสบายๆยังไม่มีพันธะภาระผูกพันกันมาก มันก็เลยยังโลกสวยอยู่ แต่พอแต่งงานแล้ว บรรยายกาศโลกสวยจะเปลี่ยนไป เพราะความคาดหวังต่างๆนานาของแต่ละคนจะถาโถมเข้ามา หมดเวลาโปรโมชั่นโลกสวยทันที และสิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความกดดันที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะวิธีคิดที่ครอบงำกันมาแต่โบราณว่าให้สร้างเนื้อสร้างตัว สร้างครอบครัว จากที่คิดว่าการแต่งงานจะพาให้เกิดความสุข ความคลี่คลายสบายตัวสบายใจ แบ่งเบาภาระกันไป ก็กลับกลายเป็นกรงขังหรือกลายเป็นภาระอย่างหนักไปเสียนี่ ก็คิดดูแล้วกันว่าแต่งกันไปทำห่านอะไร ฮา

เรื่องความคาดหวังของแต่ละฝ่ายนั้นก็มีที่มาจากหลายๆปัจจัย ทั้งจาก การใช้ชีวิต สภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจ สภาพการศึกษา สภาพของศักยภาพการพึ่งพาตนเอง สภาพอารมณ์ หรือแนวคิดการใช้ชีวิตโหลๆจากนิตยสารที่ไม่ได้รู้เรื่องสัจธรรมเลย หรือคำคมคารมปราชญ์ซึ่งก็ยังวนเวียนอยู่ในสังสารวัฎเหมือนกัน ซึ่งทั้งหมดรวมๆกันก็คือกรรมนั่นแหละ

ทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่มีความคาดหวังต่อตนเองและผู้อื่นสูงมากๆ มันจึงกดดันไปหมด พอมาเป็นเรื่องความรัก ไอ้ความกดดันทั้งหลายจึงตามมากระหน่ำอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมันเป็นเรื่องของอุปาทานล้วนๆ ซึ่งก็แปลกนะครับว่ารักกันอีท่าไหน ถึงได้กดดันกันขนาดนั้น อึดอัดตายห่าน

นอกจากความคาดหวังต่อคู่ของตนที่เริ่มจะกดดันกันและกัน ซึ่งทำให้โลกชักจะไม่สวยอย่างที่คิดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานแล้ว ก็ยังมีความเปลี่ยนแปลงในทุกๆอย่าง ความเสื่อมไปในทุกๆอย่าง ซึ่งมันขัดแย้งกับความคาดหวัง และทำให้ "ความคาดหวัง" ที่เคยคิดเอาไว้ วาดภาพเอาไว้ ไม่เป็นไปอย่างที่ยึด ก็เลยทำให้คู่รักทั้งหลายที่ยังยึดในสิ่งเดิมๆเรื่องเดิมๆ สั่นคลอนมากขึ้น ฟาดงวงฟาดงามากขึ้น ออกลายมากขึ้น ซึ่งถ้าทั้งคู่เข้าใจในสัจธรรมจริงๆมันก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่ส่วนใหญ่มักจะคอยตอกย้ำอยู่กับความคาดหวังของตนต่อคู่ของตนมากเกินไป จนบีบคั้น กดดันให้อีกฝ่ายหาทางออกให้แก่ตัวเอง ด้วยการไปมีชู้บ้าง หย่าร้างบ้าง แยกกันอยู่บ้าง ฆ่ากันตายบ้าง ฯลฯ

ก็นะ แต่ละคนก็มีตัณหาของตน การจะเอาตัณหาของตัวเองไปยัดเยียดให้คนอื่นโดยที่ไม่ให้คนๆนั้นเขาได้ระบายตัณหาออกมาบ้างมันก็ระเบิดน่ะสิ เหตุนี้เอง ชีวิตคู่จริงๆของคนจำนวนมากจึงไม่ได้สวยอย่างที่วาดหวังหรือวาดภาพเอาไว้ เพราะคนสมัยนี้ถูกหล่อหลอมมาด้วยวิถีของปัจเจกชนและขาดศักยภาพในการพึ่งพาตนเอง คือแต่ละคนนี่อัตตาจัดมาก และเรียกร้องสูงมาก ฉันต้องอย่างนั้น ฉันต้องอย่างนี้ มันต้องไปเสียหมด มันจะเอาไปเสียหมด แค่ฟังก็เหนื่อยแทนแล้ว นึกภาพที่มีอีกคนหนึ่งมาต้องมาตั้งใส่เราทุกวัน วันละหลายเวลาดูสิ สนุกไหมล่ะเธอ

ชีวิตคู่ของทุกคนมันก็โลดแล่นไปด้วยตัณหา วิภวตัณหา สลับสับเปลี่ยนไปเรื่อย หาจุดลงตัวยากมาก เพราะแต่ละคนก็อัตตา ฉันก็อัตตา เธอก็อัตตา ว่างๆเดี๋ยวพ่อแม่ปู่ย่าตายายลูกหลานเหลนโหลนก็เอาตัณหา เอาอัตตาของแต่ละคนมาแชร์กันเป็นกงสี(ฮา) ยิ่งปวดหัวไปกันใหญ่

ก็มีเหมือนกันที่ตัณหาของคู่รักสามารถไปด้วยกันได้เรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงกับคนใดคนหนึ่งขึ้น ขณะที่อีกคนยังยึดของเดิมอยู่ เมื่อนั้นความทุกข์จึงจะเกิดขึ้นเพราะมันยึดไม่ได้ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านจึงมักจะใช้คำว่า "ครอบ" ครัว เวลาพูดถึงกรรมของคนมีคู่นี่ล่ะ เพราะมันครอบจริงๆ แทนที่จะสองคนแล้วกว้างขวาง กลับทำให้มันคับแคบไปหมด เพราะมัวแต่เอาทิฏฐิ ความเชื่อ ความเห็น ความวิพากษ์วิจารณ์มาครอบกันและกัน คอยแต่จะลากกันไปลากกันมาหาเรื่องหาวิบากใส่ตัวในสังสารวัฏอันวุ่นวาย อันนี้บอกกล่าวเอาไว้สำหรับคนที่คิดอยากจะมีคู่นะครับว่า....(คิดเอาเอง คิดไม่ได้ก็รับกรรมไป ฮา)

ส่วนถ้าใครแต่งไปแล้ว แล้วมาพบทีหลังว่ามันไม่ได้เป็นไปอย่างที่ตัวเองคิด ก็ไม่ต้องไปโทษใครนะครับ กรรมของตัวเองทั้งนั้น ก็อย่างที่บอกล่ะครับว่าทุกอย่างเริ่มจากความหน้ามืด(ฮา) ก่อนที่จะแต่งน่ะมันสวยหรูไปหมด คือคิดเองเออเองมโนเองวาดฝันเอาเอง ขนาดคนสองคนพูดถึงสิ่งเดียวกันก็ยังนึกภาพไม่ตรงกันเลย ไอ้ที่คิดว่าเข้าใจตรงกันนี่ก็คิดเอาเองเสียส่วนใหญ่ ซึ่งอย่างนี้ไม่เรียกว่าโกหกกันหรอกครับ หน้ามืดเพราะตัณหามันบังตาต่างหาก

และไอ้การที่เป็นคู่กรรมกันมานี่แหละที่ทำให้โปรดยากที่สุด ใครก็ตามที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรเราโดยตรงมันจะโปรดยากเสมอ ยิ่งคู่กรรมนี่ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะมันใกล้ชิดกันมาก เห็นไส้เห็นพุงกันหมด จนเครดิตที่ดูดีตอนก่อนแต่งงานแทบไม่เหลือ เวลาทำผิดทำพลาดอะไรนิดหน่อย ความเชื่อถือจะหมดไปในทันที กลายเป็นอคติต่อกันชนิดแก้ไขได้ยาก พูดดีด้วยก็ฟังเป็นไม่ดีไปหมด นี่ก็เพราะไปยึดในสิ่งที่ยึดไม่ได้จริง ก็ตรงไหนหรือคือฉัน ตรงไหนหรือคือเธอ มันก็แค่ปรากฎการณ์ แค่สภาวะแห่งธาตุธรรมที่แปรเปลี่ยนไปไม่ใช่ตัวตนจริงๆทั้งนั้น

ถ้าใครหลวมตัวไปแล้วก็อาศัยโอกาสนี้พลิกวิกฤตเป็นโอกาสเสียเลย เพราะโมหะอุปาทานที่เรามีกับคู่ของเรานั้น เรียกว่าเยอะสุดๆแล้ว ถ้าใครไร้ในท่ามกลางกรรมวิบากเช่นนี้ได้ ก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว ฮา

และถ้าคู่ใครที่ยังพอฟังกันอยู่บ้างก็แนะนำให้ขอขมากรรมต่อกันและกัน โดยน้อมองค์มหาบารมีทรงเป็นประธาน แล้วก็ขอขมากรรม ประกาศชดใช้หนี้กรรมที่มีต่อกันไปเสียให้หมด ทำบ่อยๆ แล้ววิบากกรรมที่ทำให้กระทบกระทั่งมันจะค่อยๆหมดไปเอง ก็จะอยู่เย็นเป็นสุขไปเองโดยไม่ต้องไปพยายามทำให้มันสุขอะไรอีก แต่ถ้าไม่ยอมกันก็ไร้ในท่ามกลางไป โปรดโดยอานุภาพไป แล้วก็ขอขมากรรมในส่วนของตนไป ซึ่งอาจจะใช้เวลานานหน่อย

ก็ไม่ต้องไปยึดคำสัญญา คำสาบาน คำมั่น คตินิยมหรือ ธรรมเนียมประเพณีให้มันคับแคบคับครอบไปหรอกที่รัก ทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมชาติธรรมดาอยู่แล้ว เสื่อมไปเป็นธรรมดาตามเหตุปัจจัยที่แต่ละคนก็ไม่มีใครสามารถล่วงรู้อนาคตเบื้องหน้าได้อยู่แล้ว ต่อให้หมอดูหมาดูก็ช่วยไม่ได้จริง ช่วยไปแล้วก็เป็นหนี้เขาซ้ำอีก

ถ้าจะยึดเอาแบบเดิมไปตลอดชีวิตมันคงจะเป็นเรื่องเหนื่อยหนักสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง บางคนยึดไม่ยึดเปล่า แต่ผลักหน้าที่รักษาสิ่งที่ยึดนั้นๆให้คนอื่นไปเสียอีก แล้วตัวเองก็นั่งตีขิม คอยวิพากษ์วิจารณ์ คอยพร่ำบ่นก่นด่าอีกฝ่าย แบบนี้ไม่เรียกว่าความรักหรอกนะ นี่มันใช้เวรใช้กรรมชัดๆ ขออภัยที่ต้องทำลายความโรแมนติก ใครอ่านบทความนี้แล้วหมดอารมณ์ก็สาธุนะ ฮา

คนเราจะมีชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมันก็ต้องเข้าใจสัจธรรมพื้นฐานเสียก่อน สัจธรรมที่ว่าทุกสิ่งมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาอยู่แล้ว ยึดไม่ได้อยู่แล้ว มันเสื่อมไปเป็นธรรมดาอยู่แล้วทั้งนั้น ไม่ว่าเธอหรือเขา แม้กระทั่งอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดรำคาญอะไรก็แล้วแต่มันก็แค่วูบวาบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จะไปเอาอารมณ์เหล่านั้นไปแปะป้ายคนอื่นเพื่อจะพร่ำบ่นก่นด่าราวกับเขาจะเป็นแบบนั้นไปตลอดชีวิตก็ไม่ได้ จะมีชีวิตคู่ก็ต้องให้โอกาส ให้อภัยกัน จะกี่ครั้งก็ให้อภัยกันให้อโหสิแก่กัน ไม่อย่างนั้นมันก็จะกลายเป็นนรกสำหรับทุกคนในบ้านไปแทนที่จะเป็นบ้านแสนสุขเหมือนที่เคยฝันเอาไว้ ถ้ารักกันจริงก็อย่าเอาของร้อนอย่างโมหะตัณหาอุปาทานเข้าบ้าน อย่ากดขี่กดดันหรือทำร้ายกันด้วยความคาดหวังของตน เพราะสิ่งเหล่านี้เข้าบ้านไหนมันก็ร้อนรน อึดอัดคับแคบทั้งนั้น ต่อให้บ้านใหญ่แค่ไหนก็อึดอัดคับแคบเหมือนๆกันหมด มันคับแคบที่ใจนั่นไง

ส่วนคนที่เข้าใจเนื้อหาสัจธรรมแล้ว แต่คู่ของตัวเองยังไม่เข้าใจเนื้อหาก็ใจเย็นๆ ค่อยๆโปรดไป อยู่ให้เป็นแบบอย่าง เขาจะสาดน้ำมันใส่กองไฟเราก็ไม่ต้องไปช่วยเขาเพิ่มเชื้อไฟอีก ก็ดับๆไว้ ว่างๆไว้ บ่อยๆ ให้เขาชกลมบ่อยๆ(ฮา) เดี๋ยวเขาจะเข้าใจวิธีดับไฟเอง เขาจะเข้าใจเองว่าเราไม่เพิ่มความร้อนแรงของการกระทบกระทั่งแล้ว แล้วเขาจะคลี่คลายตามไปเอง คู่กรณีกรรมโดยตรงแบบนี้สอนไม่ได้ครับ ทำได้แค่ขอขมากรรมและหยาดน้ำในส่วนที่เราทำได้ แล้วก็อยู่แบบไร้ๆ ดับวางให้ดูเป็นแบบอย่างเท่านั้น จนกว่าเขาจะคลายและน้อมมาเองจึงค่อยให้สัจธรรมทีหลัง ซึ่งจะใช้เวลานานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ปริมาณของกรรมที่กระทำกันมาแต่ชาติก่อนๆ

จะรักกันให้เป็นก็ให้มันพ้นจากเงื่อนไข พันธะ ภาระผูกพันทางใจทุกประการ มันก็จะเป็นความรักที่ไม่ทำร้ายทำลายกันไปเอง จะได้ไม่ต้องอยู่อย่างอึดอัดขัดเคือง ร้อนรน ดิ้นรน อยู่กันไปแบบช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่ใช่ผูกมัดกันจนกลายเป็นกอดคอกันจมสังสารวัฎทั้งคู่ แบบนี้ก็ไม่ไหวนะครับ

ว่างๆเดี๋ยวจะเขียนบทขอขมากรรมเรื่องคู่มาฝากกันในโอกาสหน้านะครับ

1 comment:

  1. สาธุ ครับ ท่าน Admin
    ก็ได้แต่หวังว่า เหล่าบรรดาท่านผู้ทรงภูมิปัญญาทั้งหลาย คงมีโอกาสได้เจอเนื้อหาของสัจธรรม ที่ท่านได้โปรดฯนี้ โดยเร็ว ก่อนที่จะสายเกินไป จะได้ไม่ต้องสร้างกรรมใหม่ ที่อาจจะหนักขึ้นกว่าที่เคย จนต้องได้รับทุกข์เพิ่มขึ้นเรื่อยไป คิดแล้วน่าสงสารจริงๆเลยครับ..อโหสิครับ

    ReplyDelete