Friday, November 7, 2014

อุปาทานหมู่


วันนี้เรามาพูดเรื่องอุปาทานหมู่กันดีกว่า เพราะที่ผ่านมา เราโลเลกันมากกับกระแสอุปาทานของผู้คนทั้งหลายที่รายล้อม ครอบคลุม และครอบงำเราหมดทุกตารางนิ้วในสังสารวัฏแห่งนี้ ซึ่งกระแสที่แรงขนาดนี้ ถ้าใครยังไม่ไร้จริงๆ อาจจะต้องไหลไปตามกระแสอุปาทานอย่างรวดเร็วและรุนแรง เพียงแค่เอ๊ะอ๊ะกับอะไรบางอย่างขึ้นมาเท่านั้นเอง

กระแสอุปาทานหมู่นั้นมีหลากหลายชนิด นับตั้งแต่กระแสอุปาทานหมู่ทางโลกๆ อย่างความเป็นความอยู่ แฟชั่น สุขภาพ วิธีหาเงินล้าน ฮาวทู ค่านิยม คตินิยม ความเชื่อทั้งที่งมงายและไม่งมงาย ฯลฯ ไปจนถึงกระแสอุปาทานหมู่ทางธรรม ซึ่งไม่พูดดีกว่านะครับ เพราะพวกอุปาทานทางธรรมนี่อัตตาเยอะกว่าพวกอุปาทานทางโลกเสียอีก ฮา

เป็นความจริงที่ว่าเราอยู่กันในความฝัน ความฝันที่อ้างอิงความมีอยู่ด้วยการรับรู้ผ่านทางผัสสะอายตนะและโมหะตัณหาทั้งหลาย ซึ่งมันก็ไม่คงที่หรอกนะ เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เสื่อมไปเรื่อยๆ เกิดใหม่เรื่อยๆ ดับไปของมันเองเรื่อยๆตามเหตุปัจจัย ที่แน่นอนที่สุดคือ มันไม่คงที่เลยแม้แต่นิดเดียว อย่างเช่น วันนี้อยากกินลาบมาก ก็ไปจัดการหามาโซ้ย จนหายอยาก พอวันถัดไปความอยากกินลาบหายไป กลายเป็นอยากกินผัดกระเพรา ก็ไปหาผัดกระเพรามาโซ้ยอีกจนหายอยาก ซึ่งความรู้สึกทั้งหลาย อารมณ์กรรมทั้งหลาย จริตราคะต่อสิ่งทั้งหลาย มันเป็นปรากฏการณ์เพียงชั่วคราวเท่านั้น เกิดขึ้นได้แล้วก็ดับไปเองได้ อย่าไปหลงจริงจังสนองมันทุกครั้ง ไม่อย่างนั้นก็จะเหนื่อยเสียเอง และกลายเป็นวิบากติดค้างต้องมาวนเวียนใช้ให้หมดในภายหลัง แถมมันจะพัฒนากลายเป็นกรรมอนุสัยเหนียวแน่นให้ต้องคลี่คลายกันอีกพักใหญ่ๆ

ที่กระแสอุปาทานหมู่รุนแรงขึ้นทุกวันก็เพราะคนสมัยนี้มันไม่รู้จะยึดอะไรกันแล้ว แต่ละคนก็เลยออกแนววิปริตมากขึ้นเรื่อยๆ แถมความวิปริตบางอย่างก็กลายเป็นกระแสสังคมขึ้นมาอีก กลายเป็นกระแสสร้างความแตกต่าง ยิ่งต่างยิ่งฮือฮา ยิ่งฮือฮาก็ยิ่งเป็นกรรมกับคนหมู่มาก เรียกว่าถ้าทำให้คนบ้าตามสักล้านสองล้านคน ตอนใช้วิบากกรรมก็นับจำนวนหัวไปก็แล้วกัน ฮา

และแม้บางทีเราจะอยู่ดีๆของเรา กระแสอุปาทานหมู่ก็จะมาตามล่าเราถึงบ้าน ประมาณว่า นี่เธอไม่ทำอันนี้ ไม่ใช้อันนี้เหรอ ดีนะ ทำไมเธอทำอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น ของเค้าฮิตจริงๆนะตะเอง อะไรประมาณนี้ คือมันมากับมนุษย์เม้าท์และความหวังดีอันประเสริฐของคุณท่านทั้งหลาย ซึ่งถ้าท่านใดไร้ไม่เป็น ไร้ไม่ออก ก็อาจจะอ่อนระทวยไหลตามไปได้ง่ายๆ ก็ไม่ต้องไปปฏิฆะนะครับ เพราะนอกจากจะไม่ไหลแล้ว อาจจะบ้าเอาได้ ฮา

ใครจะมาอะไรๆกับเรา เราก็ไม่ต้องไปอะไรๆกับเขา ถ้าเลี่ยงไม่ได้จะต้องเล่นละครก็เล่นไปตามน้ำ แต่ใจข้างในก็ไม่ต้องอินไปกับเขาด้วย เรียกว่าเล่นตามกระแส แต่นอกเหนือกระแส นอกเหนือใจตัวเองให้เป็น ไร้ในท่ามกลางกระแสอุปาทานของโลกให้เป็น ก็จะอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องไปวิ้งเปรี้ยวกับชาวบ้านชาวช่องเขา ไม่ก็หัดนิ่งๆเป็นท่อนไม้ซะบ้าง

บางทีก็มีเหมือนกันที่เวลาเรามองๆไปรอบๆ ก็ได้แต่ถอนใจ เฮ้อ มันอะไรกันนักหนาวะ รู้สึกเหมือนเป็นมนุษย์ดาวอังคารมาอยู่ท่ามกลางมนุษย์โลกที่มันเยอะไปหมด แล้วทุกคนก็วิ่งตามกระแสที่มันท่วมโลกอย่างบ้าคลั่ง พอรู้สึกขึ้นมาแบบนั้นทีก็ช่างมัน อโหสิไป ตัดกระแสไปเลย ก็สังคมโลกมันเป็นของมันแบบนี้น่ะ เป็นไปตามกรรมที่หนาหนักมากขึ้นเรื่อยๆ มันก็เลยวิปริตผิดเพี้ยนมากขึ้นเรื่อยๆแบบนั้นของมันเอง แต่ใจเราก็ให้มันนอกเหนือเอาไว้ ไม่ต้องไหล ไม่ต้องปฏิเสธ ใครจะว่าเราบ้าก็ช่างเขา กรรมของเขาเยอะอยู่แล้วไม่ต้องไปต่อกรรมให้เขาด้วยการต่อล้อต่อเถียงอีก ปล่อยให้เขาวิ่งไปชนตอเอง แล้วตอนั่นแหละจะเป็นตัวสอนเขาเอง เรียกว่าเรียนรู้จากของแข็ง ฮา

ก็ไม่ต้องไปพยายามจะเอาดีแบบไหนอีกแล้ว มันดีมันพอเหมาะพอควรตามกรรมตามธรรมอยู่แล้ว ขืนดิ้นรนจะมีจะเป็น มากไปกว่าที่ควรจะมี หลงไปวิ่งตามอุปาทานที่มีคนสร้างคตินิยมอะไรเยอะๆ สุดท้ายก็ต้องเวียนกลับมาทำใช้กันจนครบ เอาอะไรไปไม่ได้จริงๆหรอก ดีใจก็ชั่วคราว สุขใจก็ชั่วคราว ขืนไปยึดมันเป็นสรณะ ไปสนองมันบ่อยๆ ปล่อยให้มันสั่งซ้ายหันขวาหัน เดี๋ยวจะได้เดือดร้อนกันยาวๆตอนขาลง หรือตอนใช้กรรม ก็ไม่เคยสังเกตกันหรือว่าตอนที่ดิ้นรนจะไปสนองมันน่ะ นั่นก็ทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์ก่อนแล้วไปแลกสุขทีหลัง แล้วก็ต้องไปทำคืนให้ทีหลังจนครบ อย่างนี้เรียกว่าฉลาดเหรอท่านทั้งหลาย

ก็ไม่ต้องไปวิ่งตามคนส่วนใหญ่หรอก เพราะสังสารวัฏก็คนส่วนใหญ่นะเธอ ที่คนส่วนใหญ่ทำก็ไม่ใช่ว่าจะดี เพราะแต่ละคนก็เป็นหนี้กรรมจากการดิ้นรนของตนทั้งนั้น เข้าใจสัจธรรมแล้วจะไปไหลตามอีกมันก็เสียของน่ะนะ

แล้วก็ไม่ต้องไปเอาทุกข์ ณ ปัจจุบันมาเป็นตัวตั้งในการดิ้นรนหนีอีก เพราะทุกข์นั้นก็ชั่วคราว จะนานนิดนานหน่อยเดี๋ยวมันก็ผ่าน ไม่ต้องดิ้นรนให้เป็นทุกข์ซ้ำซ้อนอีก เพราะมันจะพาให้เกิดปัญหาใหม่ให้ต้องวิ่งเอาตัณหาไปแก้ตัณหากันอีกไม่รู้จบ

กระแสอุปาทานเหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่มาทางสื่อเสียส่วนใหญ่ ยิ่งพวกสื่อมืออาชีพนี่ สร้างอุปาทานเก่งกันนัก ใครที่ยังอ่อนแอ ไร้ภูมิคุ้มกันทางใจอยู่ ก็งดๆการเสพสื่อทุกชนิดลงบ้าง มันก็จะช่วยได้ ไม่ต้องไปรู้เสียทุกเรื่องหรอก แล้วก็จะพบเองว่ามันก็อยู่ได้ทั้งนั้นแหละ ไม่ได้ทำให้ใครโง่ลงเลยแม้แต่น้อย แต่จะว่าไปพวกเสพสื่อมากๆ ก็ไม่ได้ฉลาดนะตัวเอง เห็นเสพไปก็เอากระแสอุปาทานมาแบก มาแทะเล่น มาเคี้ยวเอื้อง กันเยอะแยะไปหมด ฉลาดตรงไหนหรือเนี่ย อุปาทานนึกเอาเองว่าฉลาดทั้งนั้น

เมื่อเข้าใจความจริงเช่นนี้แล้วก็เฉยๆไว้ ปล่อยให้เขาโง่เขาฉลาดกันให้เต็มที่ก่อน แล้วมันก็จะพบความจริงในท้ายที่สุดเองว่าบทสรุปจริงๆมันก็ไม่มีอะไรให้ยึดให้จับฉวยได้เลย วิ่งไปคว้าลมเอาทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment