Friday, November 28, 2014

กฎของการสะท้อน(เหนี่ยวนำ)พลังงาน

วันนี้จะมาว่ากันด้วยกฎของการสะท้อนพลังงาน หรือกฎของการเหนี่ยวนำพลังงานกัน จะเรียกแบบไหนก็ได้นะครับ แต่ผมขอเลือกใช้คำว่าการสะท้อนพลังงานดีกว่า

ว่าแต่การสะท้อนพลังงานคืออะไร?

จริงๆผมเกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วในบทความตอน สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 4 เลิกพร่ำสอนเด็กๆเสียที...แต่จงเป็นแบบอย่าง ซึ่งในบทความนั้นจะเห็นร่องรอยที่ผมพูดถึงการสะท้อนของพลังงานอยู่พอสมควร แต่วันนี้จะมาขยายความให้อ่านกันว่าจริงๆแล้วมันคืออะไร

นักปฏิบัติส่วนใหญ่น่าจะรู้จักวงจรปฏิจจสมุปบาทกันแล้ว ซึ่งผมได้อธิบายอย่างละเอียดเอาไว้ในบทความเก่าๆ ชุด วิญญาณหลงทาง ทั้ง 3 ภาค ก็คงจะไม่อธิบายถึงอีกแล้ว แต่จะมาว่ากันในมุมของการสะท้อนพลังงานดีกว่า

ปฏิจจสมุปบาทนั้น เรียกว่าเป็นวงจรการเกิดสังสารวัฏ วงจรนี้เป็นของใครของมัน สังสารวัฏใครสังสารวัฏมัน เรียกว่าสะท้อนพลังงานในตัวเองจนเกิดเป็นสังสารวัฏขึ้นภายใน หรือเรียกง่ายๆว่าโลกส่วนตัว อันเกิดจาก สักกายทิฏฐิ (ความหลงเห็นหลงรู้ที่ทำให้เกิดหลงว่าเป็นตัวตนขึ้น)

เมื่อเกิดเป็นสังสารวัฏภายในขึ้นแล้ว มันจะสะท้อนพลังงานทั้งหลายในตัวเอง พลังงานธรรม(ชาติ)อันบริสุทธิ์อยู่แล้วจะถูกดึงเข้าไปใช้ในกิจกรรมอันเกิดจากโมหะอวิชชา นับตั้งแต่การปรุงแต่งเป็นจิต ปรุงแต่งในนามรูป ในเวทนา ในสัญญา จนกลายเป็นภพชาติ เป็นหนี้พลังงาน หรือหนี้เวรหนี้กรรม เมื่อไม่สามารถใช้คืนพลังงานที่ยืมมาได้หมด ณ ตรงนั้น เพราะมีการดึงพลังงานไปใช้เรื่อยๆ ไม่ใช้คืนธรรมชาติ ก็ต้องวนเวียนเกิดต่อไปไม่รู้จบด้วยอำนาจของโมหะ จนกว่าจะหยุดวนหรือหยุดดึงพลังงานธรรมชาติมาใช้ หรือเรียกว่ายุติกรรม เมื่อหยุดวนแล้วพลังงานที่ถูกหยิบยืมไปใช้จะคืนคลายตัวเองออกมา เรียกว่าวิบากกรรม คือเคยเอาอะไรไป เคยทำอะไรไว้ ไม่ว่าที่ลับที่แจ้ง คนอื่นจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม ก็ต้องใช้คืนหมดจนไม่มีอะไรเหลือ เพื่อเข้าสู่สมดุลพลังงานเดิมที่นอกเหนือการมาการไป นอกเหนือการเข้าออก หรือเกิดดับ กลายเป็นพลังงานธรรมชาติที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปโดยธรรมชาติของเหตุปัจจัยที่ไร้ตัวตนในการเข้าไปบังคับอะไรอีก

แต่เมื่อเกิดสังสารวัฏภายในขึ้นแล้ว สังสารวัฏภายนอกจึงเกิดขึ้นด้วย พรึ่บเดียวทั้งหมด เพราะแค่การหลงรู้หลงเห็นตัวเดียว สังสารวัฏภายนอกนี้เป็นองค์รวมที่ประกอบขึ้นจากสังสารวัฏของสรรพสัตว์อื่นๆที่มาสัมผัสสัมพันธ์กัน (จริงๆมันไม่ได้เกิดขึ้นเลย เพียงแต่หลงไปว่ามันมีมันเป็นทั้งนั้น) โมหะอวิชชาก็จะทำให้ได้ไปรับรู้และสัมผัสกับสังสารวัฏภายนอกอีกมากมาย เรียกว่าเห็นและพบกันโดยโมหะอวิชชา เกิดเป็นการสะท้อน(หรือเหนี่ยวนำ)พลังงานขึ้นระหว่างสังสารวัฏ และภายในสังสารวัฏแต่ละสังสารวัฏเอง ผ่านโมหะต่อโมหะ ผ่านสักกายทิฏฐิต่อสักกายทิฏฐิ จนเกิดเป็นภาพใหญ่ของสังสารวัฏแห่งหมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่วุ่นวายกันบนความว่างเปล่าไม่มีอะไรเป็นแก่นสารให้ยึดเหนี่ยวได้จริงเลย

เหล่าองค์มหาบารมีหรือผู้โปรดสรรพสัตว์ที่ลงมาจุติเพื่อโปรดสัตว์บนโลกก็ต้องอาศัยธรรมเหล่านี้ในการโปรด อาศัยโมหะล้างโมหะ อาศัยอุปาทานล้างอุปาทาน อาศัยตัณหาล้างตัณหา เพราะเป็นทางเดียวที่จะเข้าถึงสรรพสัตว์ได้ทั่วถึง ก็ต้องลงมาเล่นละครกันหน่อย

การสะท้อนหรือเหนี่ยวนำพลังงานนี้ เกิดขึ้นเฉพาะกับสังสารวัฏเท่านั้น พลังงานตามธรรมชาติเองมันจะไม่สะท้อนหรือเหนี่ยวนำกันเอง แต่จะเป็นไปตามเหตุปัจจัยแล้วก็จบตรงนั้นไม่มีต่อไม่มีตาม ไม่มีภพไม่มีชาติ จบแล้วก็จบเลย

ในปัจจุบันมีผู้ที่เข้าใจกฎนี้ ได้นำมันไประยุกต์ใช้ในการดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาหาตัว โดยตั้งชื่อว่าเป็นกฎแห่งการดึงดูดบ้าง ความลับสุดยอดบ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกรรมทั้งนั้น เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราพยายามสะท้อนมโนกรรมดีๆออกไปเพื่อเหนี่ยวนำหรือดึงดูดสิ่งดีๆให้เกิดกับเรา แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาชดใช้ในสิ่งที่ดึงดูดมาอยู่ดี สรุปคือไม่ว่าจะอ้อมไปยังไง ผลัดวันประกันพรุ่งไปข้างหน้าอีท่าไหน ก็ต้องกลับคืนสู่สุญญตากันหมด ประโยชน์โภคผลอะไรที่เรามีเราได้นั้นก็เป็นเพียงแค่อาศัยชั่วคราว จะมายึดเป็นจริงเป็นจัง มันก็มีแต่จะสร้างความทุกข์ให้ตัวเองและเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ตลอด

กฎของการสะท้อนพลังงานนั้นทำงานง่ายๆคือ เมื่อเราสะท้อนสภาวะหรือพลังงานในลักษณะใดออกไป ก็จะก่อให้เกิดพลังงานอย่างเดียวกันนั้นในจิตของผู้อื่นหรือสังสารวัฏอื่น เช่น เมื่อเรามีเมตตา ผู้ที่ได้รับพลังงานนั้นก็จะเกิดเมตตาขึ้นในใจ เกิดความปีติอิ่มเอมใจ เมื่อเรามีโทสะ มันก็จะสะท้อนเป็นโทสะขึ้นในใจผู้อื่น เกิดความร้อนขึ้นในจิตในใจ เมื่อเรามีความโลภขึ้นในใจ มันก็จะสะท้อนเป็นความโลภขึ้นในใจผู้อื่น เมื่อเราส่งผ่านความกดดัน มันก็จะเหนี่ยวนำความกดดันนั้นให้เกิดขึ้นกับผู้อื่น ฯลฯ ซึ่งพลังงานที่สะท้อนกันไปมาเหล่านี้ก็จะสะท้อนกลับไปยังต้นทางด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เมื่อเราเจอคนที่กำลังโมโหแล้วเราก็ตอบโต้ด้วยความโมโหคนที่กำลังโมโหนั้น คนที่เป็นต้นเหตุของความโมโหจึงโมโหมากยิ่งขึ้นเพราะพลังงานที่สะท้อนกลับไป จนที่สุดก็อาจจะถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเลยทีเดียว ก็ตัดซะอโหสิออกมาเลย

หรือเวลาเราเลี้ยงลูกให้หลาน ถ้าเราหวังดีกับเขามากๆ เขาจะรู้สึกกดดัน ตึงเครียด เพราะสิ่งนั้นไม่ใช่ความหวังดี ความหวังดีเป็นเพียงคำสมมติที่ใช้ปิดบังตัณหาตนที่มีต่อคนอื่นอยู่เท่านั้น ซึ่งความหวังดีเทียมๆนั้นก็จะสะท้อนให้เกิดตัณหาขึ้นภายใน บางคนไม่ยอมก็เกิดวิภวตัณหาขึ้น(เป็นการปฏิเสธหรือผลักไส) ซึ่งผลข้างเคียงของการเกิดตัณหาก็คือ ร้อนรน อึดอัด กดดัน ตึงเครียดนั่นเอง

ทุกวันนี้เราจึงได้พบเจอความหวังดีที่มาไม่ถูกจังหวะเวลาและวาระทำให้กรรมตีกลับจนหน้าแหกมากมาย เพราะเจ้าตัวคนหวังดีไม่รู้ว่ามันเป็นตัณหา แล้วเอาตัณหาในนามของความหวังดีไปทิ่มคนอื่นในช่วงที่เขาไม่ต้องการ ก็จะเจอวิภวตัณหาทิ่มกลับเอาได้ง่ายๆ

เรื่องของสมมติที่ปิดบังสภาวะธรรมที่แท้จริงนี้มีมากมายและซับซ้อนมาก แต่สภาวะธรรมจริงๆมันมีไม่กี่ตัว เลยทำให้เรื่องราวมันซับซ้อนสับสนจนผู้คนทั้งหลายก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ตัวเองทำและถูกกระทำ ต้องให้ผู้โปรดสรรพสัตว์สะท้อนล้างโมหะให้จึงจะแจ้งความจริงและคลี่คลายลงได้

กฏของการสะท้อนพลังงานนี้โกงกันไม่ได้ด้วยนะครับ ถ้าใครพยายามจะเสแสร้งทำในสิ่งที่ตรงข้ามเพื่อที่จะหลอกให้คนอื่นไหลตามไปกับปรากฎการณ์ตรงนั้น พลังงานที่สะท้อนไปก็จะมีลักษณะของความซับซ้อนแอบแฝงร่วมด้วย อย่างเวลามีคนมาบอกให้เราเชื่อในสิ่งดีๆ คิดบวก แล้วสิ่งดีๆจะถูกดึงดูดเข้ามา ทำให้บางคนไปพยายาม "สร้าง" ความเชื่อนั้นขึ้น "สร้าง" ความคิดบวกนั้นขึ้นด้วยตัณหาความอยาก กระแสพลังงานที่สะท้อนกลับมาก็จะมีตัณหาเจือปนอยู่ด้วย ซึ่งบางทีก็ให้ผลลัพธ์แบบกลับตารปัตรก็มี แล้วมันจะกลายเป็นพันธนาการแห่งกรรมที่ไม่จบไม่สิ้น หลงได้หลงเสียกับธรรมที่ไร้ตัวตนหลงสนองโมหะตนอยู่อย่างนั้น

การสะท้อนของพลังงานนี้ ขึ้นกับดวงจิตแต่ละดวง บางดวงจิตมีคลื่นแทรกเยอะ ขยะทางใจเยอะ วิบากและเวทนาทางใจเยอะ  ยึดเยอะ พลังงานพื้นฐานจิตไม่ค่อยดี ก็จะไม่ค่อยสะท้อนพลังงานที่มาจากภายนอก ยกเว้นจะมีลักษณะพลังงานคล้ายๆกันอยู่จึงจะสะท้อนกันได้ บางดวงจิตเคลียร์มากก็จะรับพลังงานสะท้อนได้ดีกว่า

นี่เป็นเหตุให้หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านใช้คำว่าสะท้อนสัจธรรม คือปกติในสังสารวัฏนั้นจะมีการสะท้อนกรรมกันไปมาอีนุงตุงนังไม่รู้จบและเละเทะมาก แต่แทนที่จะสะท้อนสิ่งดีๆหรือสะท้อนธรรมที่ก่อให้เกิดกุศลกรรมแก่สรรพสัตว์ ท่านก็สะท้อนว่างไปให้กับสรรพสัตว์เพื่อล้างความเป็นสรรพสัตว์แทน เรียกว่าว่างสะท้อนว่าง ไม่ใช่การสะท้อนพลังงาน แต่เป็นการสลายพลังงาน ว่างสะท้อนล้างสลายโมหะของสรรพสัตว์ เพื่อให้ตรงต่อความว่างแห่งสุญญตาแทน เมื่อสรรพสัตว์ทั้งหลายว่างจากโมหะตัวตนแล้ว พลังแห่งสุญญตานั้นก็จะสะท้อนกลับมากลายเป็นอานุภาพแห่งความว่างในการโปรดสัตว์ต่อๆไป สังสารวัฏโดยรวมก็จะคลี่คลายและวุ่นวายน้อยลงไปเอง

อย่างถ้าเราสงบเรียบง่ายเป็นแบบอย่างแล้ว เดี๋ยวคนที่อยู่รอบๆข้างเราจะสัมผัสอานุภาพความเย็นใจได้ แล้วจะสงบเรียบง่ายตามไปเอง จะเร็วจะช้าก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่สงบเรียบง่ายแบบนี้จะต้องดับจากข้างในนะ ถ้าไปเสแสร้งว่าสงบเรียบง่ายแต่ในใจยังพลุ่งพล่านอยู่ จะเกิดเป็นความพลุ่งพล่านภายใต้เปลือกนอกที่ดูสงบที่ปลายทางแทนราวกับลอกกันมาเลย

เมื่อใดที่ว่าง หรือตรงต่อสุญญตา หรือนิพพานแล้ว อานุภาพของสัจธรรมนี้จะเชื่อมโยงถึงกันหมด ไม่มีขณะ ไร้ขณะ ไร้กำหนด เนื้อหาโลกุตระก็จะถึงกันหมด เป็นเนื้อหาสัจธรรมเดียวกัน บารมีแห่งองค์คุณเบื้องสูงจะเชื่อมโยงไปโปรดสัตว์โลกผ่านช่องทางที่เป็นกายและจิตแห่งอริยบุคคลโดยอัตโนมัติไปเอง และแม้จะมีอริยบุคคลเป็นหมื่นเป็นแสนแต่ก็เหมือนไม่มีเลย

เมื่อสรรพสัตว์สะท้อนพลังงานกรรมมาให้อริยบุคคลทั้งหลาย ท่านก็สามารถที่จะไร้ตัวตน ปล่อยให้พลังงานที่สะท้อนมานั้นผ่านไปโดยไม่ต้องรับก็ได้ เรียกว่าไร้ในท่ามกลาง ไม่ติดไม่หลุดกับสภาวะหรืออารมณ์กรรมแบบไหนทั้งนั้น บางคนใช้คำอธิบายว่าจิตมันไม่จับอารมณ์ หรืออาจจะอธิบายว่ามันผ่านไปเหมือนไม่มีความหมายอะไรก็ได้ ผัสสะอายตนะจะเบาบางมาก เป็นสภาพที่เรียกว่า "สักแต่ว่ารู้" จริงๆ ภาษานักปฏิบัติหรือครูบาอาจารย์ เรียกว่า ตกกระแสธรรม คือนอกเหนือธรรมทั้งปวง

กฏแห่งการสะท้อนพลังงานนี้มีเป็นผลโดยตรงมาจากโมหะอวิชชาตัวเดียว เราสามารถทำความเข้าใจสถานการณ์ของสังสารวัฏและจริตนิสัยของสรรพสัตว์อันสลับซับซ้อนในแต่ละหมู่เหล่าเพื่อใช้ในการโปรดสัตว์ได้ จะได้รู้จักธรรมชาติของการสะท้อนพลังงานไว้ เพื่อกิจการสะท้อนล้างโมหะตัณหาของผู้คนได้ถูกจังหวะเวลา เหมือนหมอที่ต้องปรุงยาให้ถูกโรคกับคนไข้ จะให้กินยาครอบจักรวาลแบบที่ไปนั่งโม่นั่งอ่านพระไตรปิฎกก็ไม่ได้ แบบนั้นนอกจากจะรักษาไม่หายแล้วอาจจะก่อให้เกิดโรคอุปาทานในธรรมแถมขึ้นมาอีกโรคเอาง่ายๆ

ท่องคาถาล้างโมหะเอาไว้บ่อยๆ "ช่างมัน...ยอม" แค่นี้ล่ะครับ Climax ของชีวิตสรรพสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏ

No comments:

Post a Comment