Wednesday, November 12, 2014

นิกายเช็ดตูด

เอาละวา มาไม้ไหนเนี่ย ฮ่าๆ

ช่วงเวลาที่ผ่านมา ผมได้พบเห็นชาวพุทธมากมาย เปลี่ยนนิกายจากเถรวาทมาเป็น นิกายเช็ดตูดกันเป็นทิวแถว อย่างน่าตกใจ ที่ว่าเช็ดตูดเนี่ย ไม่ใช่เช็ดตูดตัวเองนะครับ แต่ดันไปไล่เช็ดตูดคนอื่นซะงั้น

ลองนึกภาพของชาวพุทธใฝ่ดีไปไล่เช็ดตูดชาวบ้านที่เขาไม่ข้าใจเนื้อหาของพระศาสนาดูสิ เช็ดไม่เช็ดเปล่านะ เอามาดมด้วย ดมไปด่าไป ด่าว่าทำลายศาสนาบ้าง งมงายบ้าง มิจฉาทิฏฐิอย่างนั้นอย่างนี้ ด่าอย่างเดียวไม่พอ ดันเอาไปให้เพื่อนในสังคมเครือข่ายช่วยดมและช่วยกันด่าด้วยแน่ะ นานวันเข้า แทนที่จะหาทางจบให้กับตัวเองให้เจอก่อน ดันไปทำตัวเป็นผู้ปกป้องศาสนาบ้าง เป็นนักรบธรรมบ้าง ด้วยการไปไล่เช็ดตูดคนอื่นเพราะหลงเข้าใจเอาเองว่าเป็นงานรักษาศาสนา

การไล่เช็ดขี้ของคนในนิกายนี้ ทำกันอย่างทั้งที่เป็นขบวนการและฉายเดี่ยวแบบ หมาเฝ้าบ้าน ผีเฝ้าสุสานอะไรเนี่ยแหละ โดยทำเป็นลืมๆไปว่า พระพุทธเจ้าท่านทรงไม่เคยสอนให้เพ่งโทษผู้อื่น กรรมใครกรรมท่านเข้าใจไหม ทำได้อย่างมากก็แค่เตือนกันด้วยความเป็นมิตร ไม่ใช่กลายเป็นลัทธิล่าแม่มดอย่างในปัจจุบัน

และไม่น่าเชื่อ ว่านิกายนี้ มีต้นเหตุมาจากการทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ศาสนา หลงงมงายในการเทิดทูนบูชาศาสนา โดยที่ไม่รู้ว่าเนื้อหาของพุทธศาสนาคืออะไร นัยว่าเช็ดตูดคนอื่นจนสะอาดแล้ว คนถูกเช็ดตูดก็ถามขึ้นว่า..แล้วไง คนเช็ดตูดก็ยักไหล่ตอบราวกับไม่มีอะไรมากกว่าการเช็ดตูด เพราะมันเข้าใจแค่ว่าการเช็ดตูดคนอื่นคือการรักษาศาสนาไง ไม่เข้าใจเนื้อหาจริงๆ ก็เลยบอกอะไรกันไม่ได้ ถ้าจะบอกได้ก็เห็นมันท่องจำคำคนอื่นมาทั้งนั้น

งั้นวันนี้ขออาสาเช็ดตูดชาวนิกายเช็ดตูดกันหน่อย เพราะคงมัวแต่เช็ดตูดชาวบ้านจนหลงลืมเช็ดตูดตัวเองไปนาน งงมะ (ฮา)

เนื้อหาของพระศาสนาจริงๆไม่มีเสื่อมหรอกนะ เพราะเนื้อหาของพระศาสนาจริงๆนั้น ก็คือ "นิพพาน" นิพพานที่ว่างจากตัวตน ว่างจากความเห็นความหมายใดๆในเชิงสมมติ นอกเหนือการปรุงแต่ง นอกเหนือธรรมทั้งปวง แล้วทีนี้จะเอาอะไรมาเสื่อมล่ะครับ ที่เสื่อมก็อุปาทานของตนเองไง อุปาทานว่าศาสนาจะต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ต้องใช้สมมติบัญญัติแบบนั้นแบบนี้ โดยไม่เข้าใจเนื้อหาความเป็นจริงว่า ทุกอย่างมันมีพลวัตร ความเปลี่ยนแปลง ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ความไม่เป็นตัวตนเราเขาอย่างแท้จริง ถ้าเข้าใจไตรลักษณ์จริง มันจะไม่มีมาตีโพยตีพายอะไรเพื่อที่จะรักษาอะไร นี่เล็คเชอร์ให้พวกที่หลงทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ศาสนาอ่าน จะได้เข้าใจความเป็นจริงกันเสียที

ท่านทั้งหลายไม่มีกิจอะไรที่จะไปปกป้องพิทักษ์พระศาสนาเลย ถ้าท่านทั้งหลายยังสาละวนกับโมหะอุปาทานของตนอยู่ ยังหมกมุ่นกับตัวเองอยู่ ยังห่วงหวงความเป็นสัตว์สาละวนอยู่ ยิ่งพยายามรักษาก็ยิ่งเสื่อมในตัวเอง ที่ทำได้ก็แค่ปกป้องทิฏฐิมานะของตัวเองที่มีต่อศาสนา หลงปกป้องรูปแบบ หลงปกป้องบัญญัติที่ตนก็เข้าไม่ถึงเนื้อหาจริงๆ เหมือนหมาเฝ้าข้าวเปลือก แต่เนื้อหาสัจธรรมจริงๆมันไปไหนอยู่ไหนเล่าท่าน ทุกวันนี้ก็ได้แต่ไหว้พระสวดมนตร์แต่ก็ไม่ถึงซึ่งพระรัตนตรัยเสียที มัวแต่เร่งเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวกันเข้าไป เลี้ยงไปทำไม "ตัว" น่ะ มันอนัตตาอยู่แล้วทุกสิ่งอย่าง ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว จะเลี้ยงตัวไปหาพระแสงดาบเลเซอร์ทำไม โมหะทั้งนั้น สักกายทิฏฐิทั้งนั้น

จะพิทักษ์ศานาจริงต้องพาคนจบ พายุติกรรม พาให้ออกจากทุกข์ พาให้สิ้นสุดความเป็นสังสารวัฏ ไม่ใช่ไปเลี้ยงสัตว์ หรือทำปศุสัตว์หรือทำไร่เลื่อนลอยไปเรื่อยๆ ประเภทปฏิบัติกันเยอะๆศาสนาจะได้รุ่งเรือง เศรษฐกิจของศาสนาจะได้รุ่งเรือง ตัณหาทั้งนั้น แบบนี้จะเรียกว่าพิทักษ์ศานาได้ยังไง เอาคนเข้าวัดให้มาสาละวนกับสิ่งที่ไม่ใช่สัจธรรม สาละวนอยู่กับความร่ำรวยของวัด ไม่อายกันเหรอ กิจที่จะรักษาศาสนานั้นเป็นของหมู่เหล่าอริยบุคคล และผู้โปรดสัตว์ทั้งหลาย ส่วนคนทั่วๆไปก็แค่จบตามดับตามไปก่อน ให้มันเลิกหลงทำกิจจบกิจก่อน ไม่ใช่มาเล่นบทล่าแม่มดหรือเป็นหมาเฝ้าวัดแบบที่ทำๆกันอยู่ ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังโมหะตัณหาอุปาทานเต็มที่อยู่ เล่นมาเผยแพร่มาพิทักษ์ศาสนาแบบไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เดี๋ยวความซวยจะมาเยือนถ้าไปประมาทปรามาสพระอริยสงฆ์ อริยเจ้าเข้า ชาติหน้าจะได้ไปเกิดเป็นหมาเฝ้าวัดกันจริงๆหรอก

การรักษาพระศาสนาจริงๆนั้นก็ต้องยุติกรรมให้กับสรรพสัตว์ มันเป็นทางเดียวที่จะรักษาพระศาสนา เพราะเมื่อยุติกรรมให้คนหนึ่ง สังสารวัฏก็ดับไปหนี่ง ที่พ่วงพันกันมาจะคลี่คลายตาม กลายเป็นกำลังและอานุภาพในการโปรดสัตว์อีกหนี่ง พระศาสนาก็จะเข้มแข็งมั่นคงไปเอง คือต้องให้มีผู้ที่ตรงต่อพระสัจธรรมมากๆ อานุภาพในการคลี่คลายและจบให้กับสังสารวัฏก็จะมากขึ้นตาม แล้วบริวารของอริยเจ้า อริยสงฆ์ท่านนั้นก็จะมาคลี่คลายตามในแต่ละวาระกรรม พระศาสนาก็จะแผ่ขยายออกไปเอง คนที่จะเข้าใจเนื้อหาพระศาสนาผิดๆก็จะลดลงตามไปเอง ไม่ใช่ไปจัดงานโน่นนี่ใหญ่โตให้สาละวนกับพิธีกรรม พิธีรีตอง กับ การปฏิบัติ จนกลายเป็นกรรมซ้อนธรรมอีก มันก็ยังไม่ใช่เนื้อหาพระสัจธรรมที่แท้จริง มันก็จะได้แต่ศรัทธาและความหลงงมงายในศีลในธรรมอย่างเดียวแล้วก็ติดอยู่ตรงนั้น เกิดเป็นอุปาทานความยึดติดในเนื้อหาที่ไม่ใช่พระสัจธรรมจนต้องมาแก้มาล้างกันในภายหลังอีก ซึ่งหลายคนที่เราคิดว่า เขาเข้าใกล้เนื้อหาแล้วนี่ล่ะ ที่กลายเป็นว่าติดมากและล้างยากมากกว่าใครเพื่อนเลย

ฉะนั้นก็ไม่ต้องพยายามที่จะหลงไปทำอะไรมากเกินไปกว่าการคลี่คลายตนเอง จบให้กับตนเองก่อน แล้วมันจะเข้าใจเนื้อหาพระสัจธรรมไปเอง หุบปากไปเอง การโปรด การเผยแพร่ก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติของมันเอง ไม่พร่ำเพรื่อ ไม่ต้องเป็นระบบ ไม่ต้องเป็นขบวนการอะไรให้ยุ่งยากซับซ้อน จะได้ไม่ต้องหลงเป็นกรรมในการหากินกับพระศาสนาอีก เพราะโดยความเป็นจริงแล้วการเผยแพร่พระสัจธรรมนั้น จะเป็นไปโดยบารมีของผู้โปรดฯแต่ละท่านเอง เหตุปัจจัยจะมาเกื้อหนุนการโปรดสัตว์เองโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปวิ่งหาเงินหาทองหรือดิ้นรนอะไรมากมายเลย

การเผยแพร่จริงๆก็ควรจะให้มันเป็นไปโดยธรรม ไม่ใช่โดยกรรม ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นการก่อกรรมทำเข็ญ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ท้อแท้อ่อนแรง หงุดหงิดรำคาญ ไม่ได้ดั่งใจ เพราะต่างคนต่างก็ทิฏฐิ เสร็จแล้วเดี๋ยวมันก็จะเริ่มโลเล ลังเล เริ่มอวดดี เริ่มข่มชาวบ้าน เริ่มด่าทอ เริ่มโดนความโลภครอบงำ เริ่มหากินกับการเผยแพร่ จนเลยเถิด จนเกินควร จนทิฏฐิ อคติ และกรรมทั้งหลายเหล่านี้กลับมาปิดบังเนื้อหาพระสัจธรรมที่ปกติก็ไม่ค่อยจะตรงเนื้อหากันอยู่แล้วไปจนหมด เรียกว่าตั้งใจเผยแพร่พระธรรมแต่ต้องลงนรกไปใช้กรรม โทษฐานที่เผยแพร่เนื้อหาที่ผิดจากสัจธรรมซะงั้น

การเผยแพร่สัจธรรมที่ก่อกรรมเยอะๆ กรรมนั้นก็จะกลับมาปิดบังผู้เผยแพร่เสียเอง ถ้าเผยแพร่ไปด้วยความศรัทธาอย่างงมงาย อย่างสุดโต่งไม่ตรงเนื้อหาสัจธรรม ความงมงายก็จะไปเกิดกับผู้อื่น กรรมงมงายนั้นจะสะท้อนกลับมาครอบคลุมปิดบังฉุดรั้งผู้เผยแพร่ให้ต้องวนเวียนอยู่กับกรรมของตัวเองมากๆ บารมีก็จะไม่เปิดเพื่อรองรับกิจในการเผยแพร่ สุดท้ายดิ้นมากๆก็ต้องหาเงิน คราวนี้ก็จะตกลงไปสู่วงจรการหารายได้มาใช้ในการเผยแพร่ แล้วก็ตกลงสู่วังวนของความฉ้อฉลคดโกง อย่างที่เห็นเป็นข่าวกันแทบจะทุกวันนั่นเอง

ทีนี้ก็คงจะได้รู้แล้วนะว่าทำไมกิจในการโปรดสัตว์จึงไม่ใช่กิจของปุถุชนผู้ที่ยังไม่แจ้งในพระสัจธรรม จะเอาความเป็นสัตว์ไปโปรดสัตว์ไม่ได้เลย เนื้อหาเดียวกันมันจะโปรดกันได้ที่ไหนเล่า ต้อง "ว่าง" แล้วโปรดสิ นั่นแหละว่างตามจบตามเลย ไม่ต้องไปเที่ยวด่าทอประนามคนอื่นว่าทำศาสนาเสื่อมทั้งๆที่ตัวเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเนื้อแท้ของพระศาสนาคืออะไร

และยิ่งไปด่าทอไปประนามคนอื่น ผู้คนทั้งหลายก็จะยิ่งเห็นธาตุแท้ของท่านมากขึ้นเรื่อยๆว่า ศาสนาไม่ได้ทำให้ท่านดีขึ้นเลย มีแต่ด่ากันประนามกันเพื่อปกป้องทิฏฐิตน เอาแต่ทะเลาะกันเพื่อความถูกผิด แต่ไม่ได้แสดงเนื้อหาพระสัจธรรมที่แท้จริง ก่อให้เกิดการปฏิฆะขึ้นในใจผู้อื่น กลายเป็นกรรมกับพระศาสนาอีกทอดหนึ่ง มั่วไปหมด

วิธีรักษาพระศาสนาดีที่สุดนั้นก็ต้องว่างให้เป็นแบบอย่าง ยุติกรรม จบเป็นคลายเป็น ให้เป็นแบบอย่าง เมื่อท่านทั้งหลายสงบเย็น ไร้ในท่ามกลางกระแสกรรมกระแสวิบากได้แล้วนั่นแหละ ท่านก็จะกลายเป็นเนื้อหาพระรัตนตรัยเสียเอง ผู้พบเห็นและสัมผัสสัมพันธ์กับท่านจะเกิดจิตศรัทธาเอง น้อมมาเอง ว่างตามคลายตามเอง โดยที่ไม่ต้องเปลืองน้ำลายไปด่าทอหรือถกเถียงกับใครอีกเลย

No comments:

Post a Comment