Tuesday, November 4, 2014

ธรรมสำหรับจิตอาสา: จิตที่ควรแก่การงาน

"จะปฏิรูปอะไรก็ควรจะปฏิรูปใจตัวเองซะก่อน" ประโยคนี้(เนื้อหาประมาณนี้นะครับ จำประโยคชัดๆไม่ได้) หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตได้เคยให้ไว้ในบทสนทนาหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ ซึ่งท่านให้ไว้สำหรับการปฏิรูปบ้านเมือง (ผมจำไม่ได้อีกล่ะว่าท่านสนทนากับใคร วันไหน ใครจำได้ก็ช่วยบอกด้วยนะครับ)

ก็ขอใช้ประโยคดังกล่าวของหลวงพ่อ พาเข้ามาถึงเรื่อง จิตที่ควรแก่การงาน ซึ่งเป็นธรรมสำหรับจิตอาสากันเลยดีกว่าครับ

จิตที่ควรแก่การงานนั้น คือ จิตประเภทไหนกันแน่ จิตที่มีฉันทะ? มีความอยากที่จะทำ? มีความมุ่งมั่น? มีความคาดหวังสูงๆ? จิตของคนดี? จิตของคนอยากช่วยเหลือบ้านเมือง?

ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจก่อนว่า เนื้อหาเดิมแท้ของทุกคนนั้น ล้วนบริสุทธิ์อยู่แล้ว ไม่มีความเป็นอะไร ไม่มีความหมายในความเป็นอะไร ไม่มีคติ ไม่มีอคติ ไม่มีตัณหา ไม่มีวิภวตัณหา ว่างอยู่แล้วจากกิเลสตัณหาอุปาทานทั้งปวง

ทีนี้พอเกิดเป็นจิตขึ้นมา มันก็กลายเป็นว่า เกิดมีโมหะอวิชชาซ้อนในเนื้อหาเดิมที่ว่างอยู่แล้วนั้น ทำให้เกิดความเห็นความหมาย เกิดเป็นคติอคติขึ้น แล้วก็เกิดเป็นอุปาทานความยึดติดในสิ่งต่างๆขึ้น ไม่ว่าจิตที่มีฉันทะ อยากทำ มุ่งมั่น คาดหวัง มีจิตใจดี จิตเหล่านี้ล้วนมีโมหะอวิชชาซ้อนอยู่ เมื่อต้องใช้จิตเหล่านี้ทำงานจึงเกิดการลำเอียงได้ง่าย เกิดอคติได้ง่าย เกิดความยึดติด ทิฏฐิมานะดื้อรั้นได้ง่าย แล้วก็จะเกิดอะไรหลายๆอย่างตามมาเป็นพรวนเช่น ความท้อแท้ ความหงุดหงิดรำคาญ ความโกรธ การด่าทอ การกระทบกระทั่ง ฯลฯ สุดท้ายก็ไปลงที่ทุกข์ทุกที

จิตที่ควรแก่การงานนั้น จึงควรจะเป็นจิตที่ว่าง หรือจะเรียกว่าว่างจากความเป็นจิตก็จะตรงกว่า ซึ่งการว่างจากความเป็นจิตนั้น ก็คือจิตของผู้ที่ตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรมนั่นเอง เพราะเมื่อว่างจากจิตแล้ว มันก็จะไม่ถูกรบกวนจากสภาวะอันเป็นมายาทั้งหลาย นอกเหนือคติหรืออคติ นอกเหนือความคาดหวัง จึงนอกเหนือความผิดหวังท้อแท้ อีกทั้งยังไม่ตั้งเอากับสรรพสิ่งทั้งหลายที่ตั้งเอาไม่ได้จริงอีกด้วย เรียกว่า ทำให้ไม่ใช่ทำเอา ทำให้แบบหมดใจไม่เอาอะไร

จิตที่ควรแก่การงานนั้น จึงเป็นจิตที่ทำงานเพื่องานจริงๆไม่มีอย่างอื่นแอบแฝง เพราะมันว่างจากตัวตนซ้อนจิต เมื่อไม่มีอย่างอื่นแอบแฝง มันก็บริสุทธิ์ไปเอง ไร้ความขัดแย้งในตัวเองไปเอง ไร้ขอบเขตไปเอง ไม่เรียกร้องอะไรไปเสียเอง

โลกนี้มันมีการตั้งเอาเยอะแล้ว จะทำอะไรนิดอะไรหน่อยก็ต้องเรียกร้องผลประโยชน์นั่นนี่ แม้กระทั่งจิตอาสาทุกวันนี้ยังมีการตั้งเอา ถ้าไม่เอาดี เอาหน้า ก็มีผลประโยชน์แฝงทั้งนั้น แบบนี้มันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นจริงๆหรอก มันก็แค่การผลัดกันทำกรรมใช้กรรมเท่านั้นเอง สังสารวัฏมันก็ไม่ได้คลี่คลายอะไรมากมายเลย

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องรอให้จิตควรแก่การงานก่อน จึงจะเริ่มทำงานนะครับ ไม่ต้องขนาดนั้น ก็แค่ทำไปแบบไม่เอาอะไร ทำไปแบบไม่คาดหวังในสิ่งตอบแทน ไม่หวังแม้แต่ความดีหรือเสียงตอบรับดีๆ ไม่ต้องทำโดยคิดว่ามันเป็นภาระหน้าที่ หรือเป็นความยิ่งใหญ่อะไร จะได้ไม่มีอัตตาซ้อนลงไปในงานนั้นอีก แบบนี้เรียกว่าทำงานด้วยความหลุดพ้น ทำงานด้วยจิตว่าง ทำงานแล้วก็ไม่ตึงเครียดกดดันจนไปกระทบกระทั่งกับใครเขาอีก ยิ่งทำก็ยิ่งเบายิ่งคลาย หมดลักษณะของการมีตัวตนเข้าไปกระทำ หมดลักษณะของการใช้กรรม กลายเป็นการโปรดสัตว์ทันที นี่แหละการทำงานที่ขัดเกลาตัวมันเองไปด้วย สละละวางตัวมันเองไปด้วย หมดทิฏฐิ หมดมานะได้เพราะทำงานจิตอาสาที่แท้จริง ไม่ใช่ยิ่งทำก็ยิ่งเกิดอัตตาในความดีจัดจ้านมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำ กรรมก็ยิ่งมากขึ้น แบบนั้นก็ไม่ไหว ทำงานอาสาจนกลายเป็นการเผาตัวเองไปซะนี่

เมื่อเราทำงานไปแบบคลายๆ ผ่อนคลายไม่หลงจริงจังเสียจนเคร่งเครียด คนที่ทำงานกับเราก็คลายตาม คนที่เราช่วยเหลือก็คลายตาม กรรมมันก็จะเบาบางลงทั้งเราทั้งเขา มันก็จะหลุดพ้นไปด้วยกัน คลี่คลายไปด้วยกัน ไม่ใช่มากลายเป็นภาระทางใจทั้งคนช่วย และไม่ต้องรู้สึกผิดหรือรู้สึกติดค้างหนี้บุญคุณสำหรับคนที่ได้รับความช่วยเหลือ แบบนี้ล่ะครับที่เรียกว่าดีจริง เป็นบุญกุศลบริสุทธิ์ กลายเป็นบารมีที่ไม่มีกิเลสตัณหาเจือปน ถ้าทำงานได้แบบนี้มันก็จะ win-win โดยที่ไม่ต้องพยายามจะชนะใครด้วยซ้ำไป

แต่ที่เมื่อไหร่เริ่มทำเอา ตั้งเอา มันก็จะเกิดการยึดติด เกิดอัตตาในงาน ในหน้าที่ ในตำแหน่ง ในหัวโขนที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นชั่วคราว เกิดบ้าอำนาจ เกิดทิฏฐิมานะดื้อรั้นไม่ฟังเสียงหรือความคิดเห็นคนอื่น เกิดความหมกมุ่น เกิดความลำเอียง เกิดความท้อแท้ หงุดหงิด ไม่ได้ดั่งใจ เกิดความโลภ เอาหน้าเอาชื่อเสียง เอาเงิน แล้วเลยไปทำกรรมต่างๆนานาอีกมากมายไม่จบสิ้น เรียกว่าทำงานจิตอาสาแล้วอาจจะต้องลงนรกแทน แบบนี้ก็ยังไม่ใช่จิตอาสาที่แท้จริง จิตที่ยังโอนเอียงไปตามกระแสวิบาก กระแสอารมณ์กรรมทั้งหลายนี้ ล้วนเป็นจิตที่ไม่เหมาะแก่การทำงาน เพราะทำไปมันก็ไม่ใช่แค่ในงาน มันจะพาลไปทำกรรมเพิ่มนอกเหนือจากงานอีกไม่รู้จบ จากที่เป็นจิตอาสาก็อาจจะกลายเป็นการวนเวียนในกรรมไปเสียอีก เสร็จแล้วก็มาบ่น มาน้อยใจ มาโทษนั่นโทษนี่ทีหลัง

ก็แค่เข้าใจความเป็นจริงเอาไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีเหตุปัจจัยเบื้องหลังในการขับดันอยู่แล้ว ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ทำไปแบบไม่ต้องคาดหวังเอาอะไรอีก แม้แต่กับคนที่เราช่วยเหลือเกื้อกูล เขาก็มีกรรมของเขา เราช่วยได้เท่าที่ช่วย แต่ไม่ต้องถึงขนาดห่วงใยผูกพันกันเกินไป จนกลายเป็นการไปตามล้างตามเช็ดกรรมของกันและกันไปไม่รู้จบ เข้าใจได้แบบนี้ก็จะวางใจไปเอง ทำให้ไปแล้วก็วางใจ เพราะทุกคนล้วนมีกรรมเป็นเหตุปัจจัยของมันเองอยู่แล้ว จะให้ดีที่สุดก็ช่วยให้หลุดพ้นจากกรรม ให้ยุติกรรมนั่นแหละดีที่สุด

เพราะเมื่อหลุดพ้นแล้ว อะไรๆมันก็จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป หมดปัญหา ทำงานแบบนี้ก็ไม่ต้องเหนื่อยมาก จบแล้วจบเลย หลุดพ้นแล้วหลุดพ้นเลย ช่วยกันครั้งเดียวไม่ต้องกลับมามีปัญหากับสิ่งที่มันเป็นมายาแห่งความรู้สึกอีกต่อไป

1 comment: