Wednesday, November 26, 2014

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 4 เลิกพร่ำสอนเด็กๆเสียที..แต่จงเป็นแบบอย่าง

เราทุกคนเคยเชื่อว่าเด็กๆต้องได้รับการอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี มีศีลธรรม ให้มีมารยาท และให้มีอะไรๆอีกมากมายพะรุงพะรัง เราเลยพร่ำสอนเด็กๆนับตั้งแต่เขาจำความได้ แถมส่งไปโรงเรียนให้คุณครูสอนอีก โดยไม่รู้ว่ามันเป็นทัศนคติด้านเดียวที่ถูกปลูกฝังจากระบบการศึกษา

เคยสังเกตไหมว่า ไม่ว่าจะสอนอะไรเด็กๆไป สุดท้ายเขาก็ไม่เคยเป็นแบบที่สอนเลยแม้แต่คนเดียว  และถ้าเด็กๆเชื่อฟังและเป็นไปตามนั้น ชีวิตเขาก็จะไม่มีความสุขเลย

เพราะอะไร?

เหตุนี้เป็นเพราะเด็กๆนั้นมีเชื้อกรรมเบื้องหลังที่ทำให้มาเกิดบนโลกแตกต่างกันไป ทั้งกรรมที่มาจากพ่อแม่ และกรรมเบื้องหลังของตนเอง กรรมที่หยิบยืมมาจากพ่อแม่นั้นจะมากจะน้อยก็ตามอัตราส่วนแล้วแต่ว่าสัมพันธ์กับใครมากกว่า บางคนหน้าเหมือนพ่อ นิสัยเหมือนแม่ หรือบางคนก็สลับกัน ก็มีเหมือนกันที่แค่ฝากท้องมาเกิดแล้วต้องไปให้คนอื่นเลี้ยงดูเป็นลูก แต่สุดท้ายแล้วก็จะมีเชื้อกรรมบางส่วนที่มาจากพ่อแม่เป็นพื้นฐาน แม้จะอยู่ห่างกันขนาดไหนก็จะทำให้มีอุปนิสัยเหมือนกับพ่อแม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ อันนี้ว่าด้วยเชื้อกรรมเก่าที่ส่งผลให้ต้องมาเกิดทั้งหมด

เมื่อเด็กๆเกิดมาอยู่กับพ่อแม่แล้ว สิ่งที่จะส่งอิทธิพลต่อเด็กๆมากที่สุด ไม่ใช่คำสั่งสอนที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์คอยอบรมสั่งสอน แต่เป็นพฤติกรรม อนุสัยกรรมของพ่อแม่ต่างหากที่จะส่งผลโดยตรงกับวิถีกรรมของเด็กๆ

ดังนั้น ไม่ว่าพ่อแม่จะพร่ำสอนลูกคุณดีขนาดไหนก็ตาม ไม่ว่าครูจะพร่ำสอนลูกศิษย์มากเท่าไหร่ก็ตาม หากสิ่งที่คุณพูดสอนนั้นมันขัดแย้งกับจริตอนุสัยกรรมของตัวคนสอนเอง และขัดแย้งกับกรรมเบื้องหลังของเด็กๆ เราก็จะไม่มีวันสอนเด็กๆได้ตามที่ตั้งใจเลย เพราะจริตและอนุสัยกรรมเหล่านั้นของเราและกรรมเบื้องหลังของเด็กจะมีกำลังแรงกว่าคำพูดสอนลอยๆมากมายนัก และเราก็ไม่สามารถหลบซ่อนจริตหรืออนุสัยกรรมของตัวเองจากลูกได้เลย เด็กๆก็ไม่สามารถที่จะปฏิเสธเชื้อกรรมที่ขับดันตัวเองได้ อย่างเช่น เวลาคุณแอบไปทำอะไรไม่ดีนอกบ้านบ่อยๆ กรรมเหล่านั้นจะกลายเป็น ลักษณะของพลังงานเฉพาะที่ประทับอยู่ในจิตของตัวเอง แล้วสะท้อนไปสู่ลูกๆโดยไม่รู้ตัวและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วลูกๆของคุณก็จะมีลักษณะนิสัยเหมือนคุณ ราวกับโขกออกมาจากพิมพ์เดียวกัน ไม่ว่าจะโน้มเอียงไปทางพ่อหรือแม่ หรือเป็นส่วนผสมจากทั้งสองคนก็ตาม

มีเหมือนกันที่เด็กเขาได้กรรมส่วนนี้จากคนอื่นที่สัมพันธ์กันในเชิงกรรมมาจากชาติก่อนๆ แต่ไม่ใช่คนในครอบครัว เรียกว่าเป็นญาติโดยบุญกรรม

เด็กๆนั้นเขาไม่ได้อยู่โดยบุญกรรมของเรานะครับ เขาก็มีของเขามาเยอะ ดังนั้นถ้าถึงเวลาที่กรรมของเด็กๆให้ผล อะไรก็ฉุดไม่อยู่ครับ และเราก็คาดเดาคาดหวังอะไรไม่ได้ด้วย ต่อให้เราเป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดให้เขาแล้วก็ตาม เลี้ยงเด็กนี่ต้องวางใจไปเลย อย่าไปคาดหวังอะไรทั้งสิ้น

นี่จึงเป็นที่มาของชื่อตอนดังกล่าว คือ อย่าไปพยายามสอนเลย โดยเฉพาะในสิ่งที่คุณไม่ได้เป็นไม่ได้ทำ สอนไปก็เสียเวลาเปล่า เพราะสุดท้ายแล้ว เด็กๆเขาน้อมตามแบบอย่างต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีหรือไม่ ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงความจริงนี้ได้เลย

อย่างแม่ผมเอง ก็แทบไม่ได้เอ่ยปากเสอนผมเลยสักคำ หรือถ้าสอนก็สอนในสิ่งที่แม่ทำให้ดูอยู่แล้วทุกวัน อุปนิสัยผมจึงเหมือนแม่ค่อนข้างมาก แม้อนุสัยบางอย่างที่ผมเคยไม่ชอบที่แม่ทำก็ติดมาด้วยโดยไม่รู้ตัว เหมือนกับทุกๆคนที่อาจจะไม่ชอบบางอย่างที่พ่อแม่ทำ แต่สุดท้ายก็มีติดมาบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องของกรรมนั่นเอง

เด็กๆนั้นไม่ว่าจะชอบสิ่งที่พ่อแม่ทำหรือไม่ก็ตาม สิ่งนั้นจะติดมา มันเป็นกรรมพ่วงพัน บางคนเกลียดพ่อตัวเอง แต่สุดท้ายนิสัยใจคอก็แทบจะเหมือนพ่อตัวเองเป๊ะเลยก็เยอะแยะ เพราะกรรมทั้งหลายนั้นมันสะท้อนและเหนี่ยวนำกันและกันตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ใกล้ชิด

ถ้าเราเป็นคนโทสะแรง ต่อให้หลบซ่อนยังไง ลูกคนที่สัมพันธ์กับเรา ก็จะมีโทสะแรงไปด้วย แต่อาจจะมีรายละเอียดบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน เมื่อเราเป็นคนอารมณ์ดี ลูกก็อารมณ์ดีตาม เมื่อเราเป็นคนที่ยึดมั่นในหลักการ ลูกก็จะเป็นแบบนั้น ถ้าเราเป็นคนลังเล อนุสัยของลูกก็จะกลายเป็นคนช่างลังเลด้วย ถ้าเราเด็ดขาดชัดเจน ลูกก็จะเด็ดขาดชัดเจนตาม ถ้าเราใฝ่รู้ ลูกก็จะใฝ่รู้ตาม

ดังนั้นก็อย่าไปเสียเวลาสอนเขาให้ยากเลย ถ้าตัวเองไม่ได้เป็นอย่างที่สอนให้เขา จะดัดจริตเป็นแบบอย่างก็ลำบากกับตัวเอง แถมลูกจะไม่น้อมตามสิ่งที่เราดัดจริตหรือสิ่งที่เราอยากให้เขาเป็น แต่ลูกจะดัดจริตตามความดัดจริตที่เราเป็นแบบอย่างให้ดูอีก

ซึ่งพอถึงตาผมต้องเลี้ยงลูกบ้าง ก็สบายเลยครับ ผมก็เป็นแบบอย่างได้เลย แทบไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องดัดจริต แทบไม่ต้องพูดสอน เป็นแบบอย่างให้เห็นทุกวัน ให้ซึมซับเอาเองทุกวัน เราดับ เขาก็ดับตาม เราคลี่คลาย เขาก็คลี่คลายตาม เรากว้างขวาง เขาก็กว้างขวางตาม จนตอนนี้เขาก็รู้จักที่จะรักคนอื่นแบบไร้เงื่อนไขแล้ว ขนาดเพื่อนเขาบางคนโกรธเขาหลายอาทิตย์ เขาก็ไม่โกรธตอบ ไม่หงุดหงิดตอบ เวลาถามถึง เขาก็พูดถึงเพื่อนคนนั้นเป็นกลางๆในเชิงเล่าเรื่อง ตัวเองก็ยังไปถามเพื่อน ยังพยายามชวนเพื่อนคนนั้นเล่นด้วยอยู่ทุกวัน จนที่สุดเพื่อนคนนั้นหายโกรธ โดยที่ไม่มีความขัดเคืองในใจเขาเลย

หรือเวลาเขาหงุดหงิดใครบางคนขึ้นมา บางทีเขาก็พูดไม่ดีเกี่ยวกับคนๆนั้นเหมือนเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ เราก็ดับให้ ไม่ไปสอนตอกย้ำโมหะตรงนั้น เดี๋ยวเขาก็คลายออกแบบไร้เงื่อนไขกับสิ่งต่างๆไปเอง แล้วมันก็จะผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเราไม่เอาโทสะเราไปต่อโทสะเขา เดี๋ยวเขาก็ค่อยๆดับเองคลายเอง เมื่อเราไม่เอาโมหะเราไปต่อโมหะเขา เดี๋ยวเขาก็เลิกหลงเอง อันนี้เรียกว่าเป็นแบบอย่างในการดับ การไร้ในท่ามกลางสภาวะทั้งหลาย

ส่วนแบบอย่างที่ไม่ดีในความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยในการจัดของ เขาก็ได้แบบอย่างจากผมล่ะครับ แก้ที่เขาไม่ได้ คงต้องแก้ที่ตัวผมเองก่อน ฮา

แต่อย่าไปพยายามทำกรรมเพื่อที่จะไปสะท้อนหรือเหนี่ยวนำกรรมอะไรให้เกิดกับลูกเลย เพราะมันมีแต่เหนื่อย หนัก หน่วงและป่วง แถมเด็กๆก็จะกลายเป็นเด็กที่ "เยอะ"เกินไป คือกรรมเยอะจนกลายเป็นแก่แดด ทิฏฐิมานะจัด อัตตาจัด เล่ห์เหลี่ยมจัด ต้องตั้งจัด เพราะกระแสกรรมที่เราพยายามจะเหนี่ยวนำเขานั่นแหละ ซึ่งคนที่กรรมจัดๆนั้นมีเยอะแล้วครับ อย่าสร้างมาเพิ่มอีกเลย ปวดหัว ฮา

พ่อแม่จะเป็นแบบอย่างที่ดีก็ควรจะคลี่คลายตัวเองให้เป็นเสียก่อน เมื่อยุติกรรมเป็น คลี่คลายเป็นแล้ว เดี๋ยวไอ้พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ที่จะส่งต่อให้เด็กๆในทุกๆวันก็จะสลายหายไปเอง ไม่ต้องไปเข้าคอร์สดัดจริตสร้างพลังบวก สร้างความคิดบวกที่ไหนอีก

เด็กๆสมัยนี้ถูกสอนให้ดันทุรังใสเกียร์เดินหน้าอยู่ตลอดทำให้ยุติไม่เป็น จบไม่เป็น ดับไม่เป็น ปล่อยวางไม่เป็น เหมือนไปสอนให้เขาเหยียบคันเร่งและบังคับพวงมาลัย แล้วก็สั่งให้เขาไปข้างหน้าโลด แต่ดันไม่สอนให้เขารู้จักเบรคหรือปลดลดเกียร์นั่นแหละ สุดท้ายก็เจ็บตัวเจ็บใจกันเยอะแยะ

เมื่อพ่อแม่คลี่คลายตัวเองเป็นแล้ว เด็กๆก็จะคลายตามเอง กรรมก็จะไม่เยอะ ยิ่งถ้าพาคลี่คลายกรรมด้วยการขอขมากรรมบ่อยๆ วิบากอุปสรรคต่างๆในชีวิตเขาจะลดลง เบาบางลง เดี๋ยวมันก็จะดีเองโดยที่เราไม่ต้องพยายามจะให้มันดีเลยด้วยซ้ำ

กรรมกับตัณหาเนี่ยมันคือของร้อน ขืนไปยัดให้เด็กมากๆ ผลคือเขาจะเคร่งเครียด อึดอัดกดดัน แล้วมันจะเผาไหม้เขาอย่างช้าๆจากข้างในโดยไม่สามารถที่จะคุยกับใครได้แม้กระทั่งพ่อแม่ เพราะตัณหาของพ่อแม่บดบังเอาไว้ เด็กบางคนที่พ่อแม่กดดันเยอะเกินไปก็อาจจะเสียคน เป็นโรคประสาทหรือไม่ก็ฆ่าตัวตายเลยก็มี

แล้วก็อย่าไปพยายามสร้างเด็กดีด้วยการใช้ความกลัวครอบงำ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กนั้นคือความกลัว ไม่ใช่ความดี เป็นความกลัวว่าจะไม่ดีพอ ตามความคาดหวังของพ่อแม่ครูอาจารย์ก็เลยแสร้งทำดีให้เห็นเป็นฉากหน้า ทุกวันนี้เรามีผู้ใหญ่แบบนี้มากพอแล้ว

เลิกพร่ำสอนเด็กๆกันดีกว่า หุบปากแล้วเป็นแบบอย่างให้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องไปพูดตอกย้ำซ้ำซากจนเขารำคาญ เพราะเขาจะซึมซับความน่ารำคาญนั้นไปด้วย เด็กๆเขามีปัญญามากเกินกว่าเราจะคาดคิด ให้เขาได้ซึมซับแบบอย่างโดยที่เราไม่ต้องยัดเยียดอะไรให้และไม่ต้องคาดหวังอะไรจากเขาให้เป็นความกดดันนั่นแหละดีที่สุดแล้ว

No comments:

Post a Comment