Friday, October 17, 2014

จิต (ภาคพิสดาร)

วันนี้ขอพูดเรื่องจิตและกระแสจิตกันหน่อย จริงๆจิตมันไม่ได้เป็นกระแสหรอก เพียงแต่สันตติที่เกิดขึ้นกับจิตจากการตอกย้ำในโมหะอวิชชานั้นมันก่อเกิดเป็นกระแสจิตขึ้นมา เปรียบเหมือนเส้นๆหนึ่งที่กลายเป็นเส้นขึ้นก็เพราะมีจุดจำนวนมากที่มาต่อๆกันจนทำให้เห็นเป็นเส้นนั่นเอง

จิตนั้นเกิดจากการหลงปรุงแต่งในรู้(ของมโนธาตุที่ไม่มีความเป็นตัวตนเราเขาตั้งแต่ต้น) นี่คือจุดเริ่มต้นของสักกายทิฏฐิ คือมีตัวเองในเห็น มีตัวเองในรู้

การปรุงแต่งขึ้นมาเป็นจิตนั้นต้องอาศัยพลังงาน พลังงานในที่นี้ก็คือมโนกรรม (กรรมทางใจ) เมื่อเกิดสันตติ(ความต่อเนื่อง)แห่งจิตแล้ว มันจึงกลายเป็นกระแสจิตขึ้นมาเป็นลักษณะของสายพลังงาน ซึ่งพลังงานจิตนี้ก็มีได้หลากหลายลักษณะ ตั้งแต่เป็นก้อนพลังงานที่ฟุ้งกระจาย เมื่อจิตเกิดความฟุ้งซ่าน รวมตัวพุ่งไปยังเป้าหมาย เมื่อเราจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้นๆ กลายเป็นพลังงานที่มีแรงเสียดทานสูงเพื่อไปกดดันดวงจิตอื่น เมื่อเกิดโทสะความอาฆาต กลายเป็นพลังงานตอกย้ำลงในสภาวะเดิมๆเพื่อพยายามจะคงสภาพนั้นเอาไว้เมื่อมีการทำสมาธิขึ้น กลายเป็นพลังงานอบอุ่นที่โอบอุ้มคนที่รักเอาไว้ด้วยความเมตตา หรือกลายเป็นพลังงานที่ดึงดูดบางสิ่งบางอย่างเข้ามาอย่างจงใจ

บางครั้งเราก็จะสัมผัสกระแสจิตเหล่านี้ได้ ถ้าจิตเราเปิดอยู่(คือกว้างๆ)ก็จะสัมผัสได้ หรือจิตของเด็กๆก็จะรับกระแสได้ไว ยกตัวอย่างเช่น กระแสจิตในห้องประชุมที่เคร่งเครียดจะสร้างบรรยากาศให้เกิดความกดดันต่อมวลอากาศรอบๆ ทำให้คนในห้องรู้สึกอึดอัดแม้แอร์จะเย็นฉ่ำ ห้องประชุมบางห้องกลับมีพลังงานที่เฉื่อยเนือย เพราะกระแสจิตของคนในห้องนั้นมาจากความเบื่อหน่าย เหนี่ยวนำให้รู้สีกง่วงไปตามๆกัน บางครั้งที่เราคุยกับคนบางคน เราจะรู้สึกเหมือนมีความมืดแผ่มาครอบเราเอาไว้ ทำให้เรารู้สึกหนัก มืดทึบ นั่นก็เพราะจิตของคนๆนั้นหมกมุ่นมัวเมากับบางสิ่งบางอย่างมากๆ บางคนจริงจังมาก เพ่งใส่เราเสียจนเรารู้สึกปวดหัวไปเลยก็มี ผู้ใหญ่บางคนไปไหนเด็กชอบเล่นด้วยมากๆ แต่บางคนไปไหนเด็กก็หนี

จิตนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการหยิบยืมพลังงานในธรรมชาติมาขับเคลื่อนจิต(แน่นอนว่าต้องมาจากโมหะอวิชชา) การหยิบยืมพลังงานนี้มาใช้ก็คือกรรมอย่างหนึ่งที่ต้องคืนคลายสู่ธรรมชาติ ในรูปของวิบากกรรมทางจิต วิบากนั้นจะมาในรูปของอารมณ์กรรมทั้งหลายที่ผุดขึ้นมาเมื่อถึงวาระต้องใช้กรรม(แต่เราไม่รู้)

ลักษณะการดึงพลังงานมาสร้างมโนกรรมนั้นก็จะก่อให้เกิดสีของรังสีจิตไปต่างๆนานา ถ้าหลงจริงจังกับสิ่งต่างๆรังสีจิตจะออกมาเป็นสีแดง เพราะจิตลักษณะนี้จะดูดกลืนพลังงานความถี่สูงแล้วสะท้อนเป็นพลังงานความถี่ต่ำออกมา จิตที่หมกมุ่นมัวเมากับสิ่งต่างๆมากเกินไปรังสีจิตก็จะออกดำ เพราะมันดึงพลังงานทุกย่านความถี่ไปใช้ ถ้าเป็นของอริยบุคคลเมื่อตอนที่ดับว่าง ก็จะมีสีขาวสว่างจ้าไปทุกทิศทาง เพราะเป็นพลังงานบริสุทธิ์ของธาตุธรรมเอง ไม่มีการยืมพลังงานมาบังคับให้เกิดกรรมกับมโนธาตุ แต่พอดำริจิตขึ้นมาใช้งาน สีสันก็จะแตกต่างไป พอใช้จิตจบก็กลับมาสว่างตามเดิม

นอกจากรังสีจิตที่แตกต่างกันอันเกิดจากการใช้งานมโนธาตุ อันเป็นธาตุที่เรายืมธรรมชาติมาใช้เป็นจิตเราแล้ว ก็จะมีลักษณะของแรงกรรมแตกต่างกันตามการใช้งานด้วย หมกมุ่นมัวเมามาก ก็จะให้ความรู้สึกหนักอึ้ง ดำมืด ทั้งกับตัวเองและคนรอบข้าง ถ้าหลงจริงจังก็จะทำให้รู้สึกเคร่งเครียด เพราะใช้พลังงานในการโฟกัสเยอะ เหมือนกำลังเร่งเครื่องยนต์ จึงเกิดความร้อนขึ้นตามมา เมื่อฟุ้งซ่านก็จะทำให้เกิดความรู้สึกซัดส่ายหาที่ยึดไม่ได้ พอสงบก็จะให้ความรู้สึกเบา เพราะใช้จิตน้อย พลังงานที่ยืมไปใช้จึงไม่มาก

บางท่านอาจจะเคยสัมผัสบรรยากาศกดดันอำมหิตที่แผ่ออกมาจากใครบางคน หรือในบรรยากาศที่ผู้คนทะเลาะขัดแย้งกัน หรือตัวเองอาจจะเคยแผ่รังสีอำมหิตออกมาใส่คนอื่นเสียเองก็ได้ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติของพลังงานในแต่ละลักษณะที่จิตใช้งาน ซึ่งใช้พลังงานไปสร้างจิตแบบไหนขึ้นก็จะได้รับวิบากกรรมแบบนั้น ในสองทางคือ รับวิบากเดี๋ยวนั้นตรงนั้นทันทีในรูปของเวทนา เสร็จแล้วก็รอไปใช้กรรมในกาลเบื้องหน้าเพราะเมื่อมีเจตนาในการก่อภพชาติ ในการอุปาทานลงในสิ่งใดแล้ว ภพชาติที่เกิดขึ้นก็จะเป็นหนี้กรรมที่ไปลำดับเป็นภพชาติเบื้องหน้าและต้องไปใช้คืนในวาระถัดๆไป

ถ้าในชาตินี้ใช้พลังงานไปสร้างจิตแบบไหนมากๆ ชาติต่อๆไปก็อาจจะได้ไปใช้กรรมในลักษณะของจิตชนิดนั้นๆ เช่นถ้าเบียดเบียนผู้อื่นมาก เกียจคร้านมาก โมหะมากๆก็ลงไปเป็นเดรัจฉาน หมกมุ่นมัวเมามากๆ จมแช่มากๆ ก็ลงไปเป็นอสุรกาย ทำจิต ปฏิบัติจิต ทรงจิตมากๆ ก็ขึ้นไปเป็นพรหม ทำบุญทำทานเยอะ แต่ยังไม่สละละวาง ก็จะได้ขึ้นเป็นเป็นเทวดา ไปเสพกามอย่างละเอียดต่อ ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้ชี้ช่องให้ไปเป็นภพภูมิไหนอีกนะครับ เพราะมันไม่มีอะไรดีกว่าอะไร ได้แต่เสพโมหะกรรมของตนไปวันๆ(ฮา) มาเจอสัจธรรมแล้วก็ให้มันนอกเหนือทุกภพภูมิไปเลย ไม่งั้นเสียของ เสียชาติเกิด

กระแสจิตทั้งหลายในสังสารวัฏนั้น ไหลเวียน กระทบกระทั่งกันไปมา เหมือนสายน้ำ เหมือนมหาสมุทรขนาดใหญ่ บางครั้งก็เหนี่ยวนำให้เกิดเวทนาต่อดวงจิตอื่นที่แวดล้อม จิตญาณทั้งหลายที่วนเวียนเป็นสัมภเวสีในที่ต่างๆก็จะส่งกระแสจิต กระแสเวทนาให้บางคนได้รับรู้บ้าง หรือถ้ากระแสเวทนาจากจิตของสัมภเวสีมีมากๆ อย่างในโรงพยาบาลเก่าๆนั้น ก็จะส่งผลให้เกิดเวทนามากขึ้นในผู้ป่วยที่ยังไม่เสียชีวิตด้วย เจ้าหน้าที่แพทย์ พยาบาล และพนักงานของโรงพยาบาลก็จะโดนเกาะโดนขอส่วนบุญกันทุกวัน คนป่วยบางคนเข้าไปผ่าตัดแล้วเห็นวิญญาณมายืนในห้องผ่าตัดก็มี ไม่รู้มารออะไร ฮา

กระแสจิตยังสามารถส่งผ่านสื่อต่างๆอย่าง social media ทีวี วิทยุ เว็บไซต์ ฯลฯ และยังสามารถถูกฝังลงในวัตถุสิ่งของด้วย เช่นภาพวาดของศิลปิน วัตถุมงคลทั้งหลาย ซีดี ฯลฯ ซึ่งทุกอย่างก็ล้วนแล้วแต่เป็นกรรมทั้งนั้น เพราะสิ่งต่างๆเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้อื่นและเหนี่ยวนำจิตผู้อื่นจากกระแสจิตของผู้สร้างที่ถูกฝังลงในสิ่งของนั้นๆด้วย ถ้าไม่ทำลายทิ้งหรือเสื่อมไปตามกาลเวลา กรรมที่เกิดจากสิ่งนั้นๆก็จะออนไลน์ไปฉุดรั้งเจ้าของกรรมนั้นๆไม่ให้หลุดพ้นได้

หรือถ้ายึดติดในวัตถุสิ่งของหรือสถานที่มากๆ พอตายลงก็ต้องอยู่โยงเฝ้าสิ่งนั้น กลายเป็นปู่โสมเฝ้าทรัพย์ หรือเป็นผีในบ้านร้าง เพราะก่อนตายจิตเกิดภพชาติตอกย้ำกับสิ่งนั้นมากจนต้องอยู่ชดใช้ให้หมดเสียก่อน ซึ่งพวกนี้จะไม่มีกำลังที่จะออกจากแรงอุปาทานที่สร้างกับสถานที่นั้นหรือสิ่งนั้นมานานครับ

สำหรับบุคคลสาธารณะทั้งหลายก็ต้องเผชิญกับกระแสจิตของคนจำนวนมากอยู่ตลอดเวลาจนเกิดความกดดัน อย่างเช่นผู้นำประเทศต่างๆนั้น ก็จะได้รับกระแสจิตที่มีทั้งความคาดหวัง ความผิดหวัง ความอาฆาตแค้น ความรัก ความชัง ฯลฯ มากมาย ซึ่งถ้าหากว่าบารมีไม่มากพอที่จะรองรับกระแสตรงนั้นได้ ก็จะมีอันเป็นไป(หลุด)จากตำแหน่งได้อย่างรวดเร็ว เรียกว่าแต่ละตำแหน่งหน้าที่มันก็มีลักษณะวิบากกรรมเฉพาะ ที่ติดพันพ่วงพันกับตรงนั้นมาด้วย หรืออย่างพวกดารานักร้องที่สร้างกรรมทำให้คนหลงนั้น ก็จะได้รับกระแสโมหะความหลงของผู้คนเข้าครอบงำ เหนี่ยวนำทำให้หลงและเหลิงได้โดยง่าย อันเป็นไปตามลักษณะของกรรมที่ตนกระทำต่อสาธารณะนั่นเอง

และยิ่งสื่อต่างๆทางอินเตอร์เน็ตทำให้ทุกคนเชื่อมโยงกันได้ง่ายแล้ว กระแสจิตในสังสารวัฏโดยรวมก็จะปั่นป่วนได้ง่ายยิ่งขึ้น อ่อนไหวขึ้น กระทบกระทั่งและก่อให้เกิดเวทนาได้มากยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดความขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้งกันมากขึ้น ไม่เชื่อลองเลิกเล่น Line เลิกเล่น Facebook สิครับ เดี๋ยวมันจะหายทุกข์หายกลุ้มและสงบไปเอง นั่นก็เพราะว่ากระแสจิตกระแสเวทนามันถูกระงับไปจากการเลิกเล่นนั้นเอง

กระแสจิตกระแสเวทนาใดๆที่ไหลมารวมที่เว็บแห่งนี้ มันจะถูกสลายไปเองโดยอานุภาพแห่งสัจธรรม การนำขอขมากรรม การาหยาดน้ำอุทิศบารมี ซึ่งถ้าไม่เคลียร์ ก็คงไม่ได้มานั่งเขียนอยู่จนทุกวันนี้นะครับ

ความปั่นป่วนแห่งกระแสจิต กระแสวิบากนี้เอง เป็นเหตุผลที่ลึกๆแล้วคนส่วนใหญ่ไม่ได้อยากอยู่ในเมืองเลย เพราะบรรยากาศมันกดดัน บีบคั้น กระแสจิตมวลรวมในเมืองมันเป็นแบบนั้น เป็นศูนย์รวมจิตแบบอบายภูมิ มันจึงทนได้ยาก สังเกตว่าเราจะผ่อนคลายสบายทุกครั้งที่เราออกไปเที่ยวไปเจอสภาพธรรมชาติที่มีปราณของธรรมชาติไหลเวียนอยู่มากกว่ากระแสจิตและกระแสวิบากของมนุษย์

จริงๆในเมืองก็ยังมีกระแสและพลังปราณจากธรรมชาตินะครับ เพียงแต่มันถูกสะกัดกั้นไว้ด้วยกรรมและเวทนาของมนุษย์ที่มีมากกว่า เราเลยรับกระแสกรรมเข้าไปแทนเต็มๆ คนที่ไม่รู้สึกเพราะตัวเองอาจจะเป็นต้นเหตุของกระแสกรรมกดดันเสียเองก็ได้ เลยไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไร

ทั้งหมดนี้เองที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านจึงย้ำเสมอว่าให้นอกเหนือจิต ก็คือไม่ต้องไปเกิดไปดับกับอะไร จิตมันก็จะหมดไปของมันเอง ดับไปของมันเอง ไม่ใช่พยายามเอาสติไปตัดจิตนะ แบบนั้นก็ยังเป็นอวิชชาในการปฏิบัติอยู่

ก็ปล่อยให้จิตมันเป็นธรรมชาติในการรับรู้ของมันเอง ไม่ต้องไปบังคับมัน พอไม่บังคับ เดี๋ยวมันก็จะหลุดพ้นจากความเป็นตัวเองซ้อนจิตเอง หมดความเป็นจิตเอง ก็จะได้แจ้งว่าแม้แต่จิตก็ไม่ใช่เรา เมื่อนอกเหนือความเป็นจิตแล้ว กระแสจิตที่จะไปก่อกรรมกระทบกระทั่งอะไรมันก็จะไม่มี จะไร้ตัวตนในท่ามกลางกระแสกรรมวิบากไปเลย เข้าสู่เนื้อหาแห่งความว่างจากตัวตนซ้อนจิต หรือพระนิพพานไปเอง ซึ่งการที่ไร้จิตนี่เอง ก็จะนำเข้าสู่เนื้อหาการโปรดโดยอานุภาพสัจธรมโดยอัตโนมัติ คือใครที่ได้มาสัมผัสสัมพันธ์ด้วย ก็จะคลี่คลายตามอานุภาพที่มันคลายตัวมันเองอยู่แล้วนั้นไปเอง ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะได้ไปช่วยดับกระแสเวทนา ดับกระแสวิบากให้ ณ ตรงนั้น โดยไม่ต้องไปปฏิโอ้ปฏิโลม กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงอารมณ์ ทำพิธีอะไรให้มากความ และเมื่ออริยบุคคลเหล่านั้นได้ไปสนทนาธรรมกับใคร อานุภาพที่มันดับว่างอยู่แล้วนั้นก็จะไปล้างความเป็นจิต สลายจิตของคู่สนทนาจนเกิดความคลี่คลายโปร่งโล่งเบาจากภายในเอง

จะใช้จิตให้เป็น ก็ควรที่จะได้เรียนรู้การยุติจิตด้วย ไม่งั้นมันจะไปของมันเรื่อยๆไม่รู้จบ เหมือนรถที่มีแต่คันเร่งแต่ไม่มีเบรคน่ะ แถมเมื่อใช้ไม่เป็น มันก็มีแต่จะพาไปเจ็บช้ำระกำใจ เพราะโดยธรรมชาติของจิตนั้นมันไวมาก การใช้จิตโดยอาศัยแต่อำนาจของโมหะอย่างเดียว แถมไม่เข้าใจธรรมชาติของมัน และไม่เข้าใจความเป็นจริงแห่งสัจธรรม จึงทำให้การใช้จิตเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แต่ก็เป็นอันตรายที่สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่เคยล่วงรู้ ไม่เคยตระหนักว่า ไอ้แค่จิตนิดเดียวนี่แหละ ที่ทำให้ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดเป็นทาสโมหะไม่รู้กี่แสนกี่ล้านกัปป์แล้ว


No comments:

Post a Comment