Tuesday, October 14, 2014

หัวใจแห่งศีลแท้

วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่องหัวใจของศีลกันดีกว่าครับ ซึ่งหัวใจของศีลนี้เป็นหัวใจของศีลในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 หรือ ศีล 227 ข้อ ก็ล้วนมีหัวใจหรือเนื้อหาของศีลเหมือนๆกัน

ทุกวันนี้เราจะเห็นพระสงฆ์ ครูบาอาจารย์สอนกันมากมายว่าการรักษาศีลเป็นความดี เป็นเครื่องหมายของคนดี หรือไม่ก็สอนให้รักษาศีลเพื่อสร้างบุญบารมี เราก็เลยเห็นชาวพุทธจำนวนมาก "พยายาม" ที่จะรักษาศีล จนกลายเป็นสีลัพพตปรามาสกันไปหมด คืองมงายในการรักษาศีล ถือศีล ซึ่งไม่ใช่ว่าแค่ถือศีลนอกพระพุทธศาสนาแล้วจะเป็นสีลัพพตปรามาสอย่างเดียวนะครับ เพราะสีลัพพตปรามาสนี้มันหมายถึง "ความงมงาย" ซึ่งถ้ามีความงมงายในการถือศีล การรักษาศีลก็เข้าข่ายสีลัพพตปรามาสทั้งหมด แม้กระทั่งมีความงมงายในการถือศีลตามแบบพุทธศาสนาก็เป็นสีลัพพตปรามาสเช่นกัน

เพราะอะไร?

เพราะทุกอย่างล้วนอนัตตา ไม่ใช่ตัวตนจริงอยู่แล้ว แล้วเราจะเอาอะไรไปถือไปรักษาศีลล่ะ ไอ้ที่เอาไปถือไปรักษาศีลนั้นก็คือโมหะอวิชชาของตัวเองนั่นไง โดยเราจะสังเกตได้ว่าผู้ที่ถือศีลหรือรักษาศีลส่วนใหญ่นั้น ยังมีอาการ "อั้น" กิเลสอยู่มาก อย่างบางคนถือศีลกินเจ 10 วัน เสร็จก็วิ่งโร่ไปหาเนื้อสัตว์กินให้สมอยาก หรือถ้ายังอั้นได้ต่อ ก็จะกลายเป็นอัตตาในศีล ทำให้นึกว่าตนบริสุทธิ์ ตนประเสริฐกว่าคนอื่น โดยไม่รู้ว่าไอ้ที่กระหยิ่มยิ้มย่องในใจว่าตนดีกว่านั้นแหละคือ กิเลสเหมือนกัน ดังนั้นการถือศีลมันจึงไม่ได้ช่วยอะไรเลย ยังเป็นการเจริญโมหะอุปาทานเหมือนกัน

หัวใจของศีลนั้น ก็คือการสละละเว้นครับ แต่การละเว้นในที่นี้ไม่ได้มีความเป็นกุศลแม้แต่น้อย ละเว้นคือไม่ได้กระทำ ไม่ได้มีเจตนาเข้าไปกระทำหรือไม่กระทำ เมื่อไม่ได้กระทำก็ไม่เกิดกรรม เมื่อไม่เกิดกรรม โมหะตัณหาอุปาทานจึงเบาบางลดลงเอง และเมื่อละเว้นแล้ว มันจึงพ้นไปจากการมีลักษณะอันเป็นกุศลหรืออกุศลทันที หลุดพ้นเดี๋ยวนั้นทันที

ส่วนคำว่า "เจตนาวิรัติ" นั้น ไม่ได้แปลว่าเจตนาในการรักษาศีลนะครับ แต่มันแปลว่า ละเว้นจากเจตนาในการทำกรรม เนี่ยแปลผิดนิดเดียว กลายเป็นอัตตาซ้อนศีลทันที พอไปมีเจตนาในการรักษาศีลมันก็เลยหนัก กลายเป็นภาระเพิ่มขึ้นอีก อันนี้ก็ยังไม่ตรงเนื้อหาศีลที่แท้จริง

คนที่ตรงต่อเนื้อหาของศีลแท้จริงๆ จึงโปร่งโล่งเบา โมหะตัณหาอุปาทานก็จะเบาบางลง อัตตาตัวตน จริตราคะทั้งหลายก็จะเจือจางลง ไม่ใช่ไปอั้นกิเลสอยู่ภายในแล้วเรียกว่าเป็นการรักษาศีล แบบนี้จะเป็นศีลที่ช่วยขัดเกลาได้ยังไง จะขัดเกลาโมหะตัณหาอุปาทานจริงๆก็แค่ละเว้น เมื่อละเว้นแล้ว มันก็คือการไม่ได้ทำอะไร ตัดเจตนาที่จะรักษาศีลลง เมื่อไม่ได้ทำอะไรมันจึงไม่เกิดกรรม ยุติกรรมทันที โปร่งโล่งเบาเดี๋ยวนั้นทันที

แต่ถ้ามีตัวเองเข้าไปรักษาศีล ต้องไปพิจารณาต้องใคร่ครวญ พินิจพิเคราะห์ ใช้ปัญญา เคร่งเครียดเอาจริงเอาจัง แบบนี้มันคือการเข้าไปวนในธาตุขันธ์ จนก่อให้เกิดสังสารวัฏ อันเป็นการเบียดเบียนตัวเองชนิดหนึ่ง พอมีตัวเองเข้าไปรักษาศีลมันจะเกิดกุศลกรรมขึ้น เกิดโมหะตัณหาอุปาทานเจือกุศลกรรมในศีลอีกทีหนึ่ง แบบนี้กลายเป็นศีลที่ไม่ขัดเกลา เป็นอัตตาในศีล ไม่ใช่ศีลที่ทำให้หลุดพ้น เพราะถือศีลเสร็จแล้วก็ต้องไปรอเกิดใช้กุศลกรรมนั้นๆอีกทีหนึ่ง นี่ล่ะที่เรียกว่าสีลัพพตปรามาส คือ งมงายไปยึดถือในสิ่งที่ไร้ตัวตนอยู่แล้วตั้งแต่แรก

อริยบุคคลชั้นต้นที่ละสังโยชน์ 10 ทั้ง 3 ข้อแรกได้แล้ว ก็จะละสีลัพพตปรามาสด้วย คือการคลายจากอัตตาในศีล เรียกว่าไม่ถือศีลเคร่งแบบที่ผ่านมาแล้ว ก็แค่ละเว้นเสีย จึงจะเข้าสู่เนื้อหาของศีลแท้ไปเอง ไม่ต้องอาราธนา ไม่ต้องไปสาละวนในการต่อศีล และเมื่อเลิกหลงในการรู้การเห็นได้(สักกายทิฏฐิ) ก็จะถึงเนื้อหาแห่งความว่าง จะแจ้งว่าพระรัตนตรัยก็คือความว่าง เมื่อว่างแล้วจึงไม่มีความหมายใดๆ ก็คลายจากวิจิกิจฉาที่ไปคอยสงสัยในสมมติต่างๆลงเสีย แล้วก็แจ้งต่อไปว่าเมื่อว่างแล้ว มันก็จะละเว้น(กรรม)ไปเอง ก็จะคลายจากสีลัพพตปรามาสไปเองโดยอัตโนมัติ จบตัวปฏิบัติที่ซ้อนลงในธรรมทั้งหลายทันที

ส่วนพวกที่ไปถือศีลเคร่งครัด จนเคร่งเครียด จนทำให้เกิดความทุก์ ความติดขัดข้องคาในกายในใจนั้น เรียกว่าใช้กรรมที่เคยไปด่าว่าผู้ทรงศีลทรงธรรมทั้งหลายไว้ในอดีต ก็เลยต้องมาถือศีลเคร่งใช้กรรมในชาตินี้ โดยไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่า ศีลที่แท้นั้นคือการสละละวาง งดเว้นจากการทำกรรมแค่นั้นเอง

แล้วถ้าละเมิดศีลล่ะ ต้องทำยังไง ถ้าเผลอไปละเมิดศีลมันก็จะรู้เอง จะเกิดความติดขัดข้องคา อึดอัดขัดเคืองเสียเอง เพราะกรรมตีกลับ ก็จะได้เรียนรู้จากกรรมตรงนั้นเลยว่ามันไม่ดี ซึ่งถ้าละเมิดศีลไปแล้วก็ขอขมากรรม ขออโหสิกรรมไป แต่ไม่ต้องไปตอกย้ำความรู้สึกผิดบาปซ้ำๆให้เป็นการละเมิดศีล(ข้อที่หลงไปเบียดเบียนตนเอง)อีก ไม่ต้องไปหลงจริงจังประมาณว่ากลัวตกนรกหมกไหม้กับการผิดศีลจนเกินเหตุ ศีลไม่ใช่กฏหมายที่มีลักษณะบังคับว่าต้องเป๊ะนะครับ มันหลุดกันได้อยู่แล้ว แล้วก็ไม่ต้องไปย่ำยีบีฑาประนามหยามเหยียนผู้ที่ผิดศีลหรอก เพราะยังไงเขาก็ต้องได้รับกรรมตรงนั้นอยู่แล้ว ก็อโหสิไป ให้อภัย ให้โอกาสไป ถูกผิดก็เป็นเรื่องชั่วคราวจะไปยึดเอาจริงเอาจังไม่ได้หรอก คือถ้าชีวิตนี้จะเลือกคบแต่คนที่มีศีลบริบูรณ์ มันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก เพราะท่านเหล่านั้นจะไม่ค่อยเปิดเผยตัวกัน เราก็สละละเว้นละวางให้เป็นแบบอย่างนั่นแหละ เดี๋ยวมันก็จะค่อยๆคลายตามๆกันมาเอง

และเมื่อละเว้นไปเรื่อยๆ สละตัวตนในศีลไปเรื่อยๆ การละเมิดศีลมันก็จะค่อยๆลดลงเองจนหมดไปในที่สุด ที่คือเหตุผลที่สามารถพูดได้ว่าพระอรหันต์นั้นมีศีลบริบูรณ์ คือละเว้นละวางแม้กระทั่งตัวเอง ไม่ใช่เคร่งเครียดเอาจริงเอาจังกับการถือศีลแบบที่เข้าใจกันมาผิดๆ

No comments:

Post a Comment