Friday, October 10, 2014

ช่องว่างระหว่างวัย ช่องว่างระหว่างเรา

วันนี้ขอพูดถึงความขัดแย้งในทุกระดับที่นับวันจะมากยิ่งขึ้น ทั้งๆที่ระบบการศึกษาก็ก้าวหน้าไปมาก แต่ทำไมปัญญาของผู้คนถึงได้ต่ำเตี้ยลงทุกวัน ในขณะที่อัตตาตัณหาอุปาทานก็พุ่งสูงสวนทางกันอย่างน่าใจหาย

ขอเล่าถึงตัวเองสมัยวัยรุ่นหน่อยก็แล้วกัน เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมเป็นคนที่อัตตาสูง มั่นใจในตัวเองมาก จนกลายเป็นระรานผู้อื่นด้วยคำพูดอยู่บ่อยๆ ทั้งที่โดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม จนกลายเป็นคนไม่น่าคบสักเท่าไหร่(ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยน่าคบนะ ฮา) และยิ่งกับแม่ตัวเองนี่ เรียกว่า ถึงขั้นไม่เข้าใจแกเอาเสียเลย ทำอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด จนเกิดอาการดูถูก เพราะสิ่งที่แกทำนั้นมันขัดกับตรรกะเหตุผลสมัยใหม่ ขัดกับสิ่งที่ถูกพร่ำสอนมามากมายเหลือเกิน เรียกว่าดูแกเป็นคนโง่ไปเลย


เป็นอย่างนั้นอยู่เป็นสิบกว่าปี จนกระทั่งได้ออกจากงานประจำมา และในช่วงที่อยู่บ้านนั่นเอง ไอ้อัตตาที่พอกพูนมามากมายจากการทำงานและใช้ชีวิตก็เริ่มถูกกระเทาะออกทีละน้อย(ด้วยความเจ็บปวดนะครับ เพราะแรงยึดมันยังเยอะอยู่ และตอนนั้นยังไม่เจอสัจธรรม)

จนวันหนึ่งไม่รู้ว่าตัวเองคิดอะไร ก็ได้ออกไปรำไทเก็กกับแม่พร้อมๆกับกลุ่มผู้สูงอายุในหมู่บ้านฆ่าเวลา อารมณ์ตอนนั้นประมาณว่า เอ้า ไม่ต้องตั้งคำถามอะไรกับแกอีกแล้ว เหนื่อยว่ะ ว่าแล้วก็ลองกระโดดเข้าไปวิถีชีวิตของแม่ดูก็แล้วกัน จากนั้นมาเมื่อผมโยนเหตุผล ตรรกะ ทัศนะสมัยใหม่ที่ถูกโปรแกรมจากสื่อ จากโรงเรียน จากสิ่งต่างๆรอบตัวที่ใช้ทำความเข้าใจแม่ตัวเองทิ้งไปจนหมด

แล้วผมก็พบว่าความขัดแย้งที่มีต่อแม่ตัวเองมันหายไปด้วยเลยทันที แถมพบว่านี่เราโง่ยึดมาซะตั้งนานทิ้งก็จบแล้ว หลังจากนั้นมา เราก็ไม่ได้ทะเลาะกันอีกเลยนานเป็นสิบกว่าปีแล้วครับ และทำให้ผมกลายเป็นคนที่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลไปซะทุกเรื่องก็ได้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นผมเป็นจอมหลักการสุดขั้วเลยก็ว่าได้ ที่ตลกมากคือ ผมได้ค้นพบว่าสิ่งที่แกทำแกเชื่อแล้วเราคิดว่างมงายนั้น มันคือภูมิปัญญาโบราณทั้งนั้นเลย ตอนนี้ผมก็เลยเอาภูมิปัญญาของแกมาใช้หมดทุกเรื่อง โละของใหม่ที่มันก่อให้เกิดความขัดแย้งในกายในใจทิ้งจนหมด

ช่องว่างระหว่างวัย หรือช่องว่างระหว่างเราทั้งหลายนี้เองมันคือ ทิฏฐิ ความเห็นความหมาย คือคติ-อคติที่แต่ละคนยึดถือในการดำเนินชีวิต ยึดต่างกันมันก็เกิดช่องว่าง เกิดความขัดแย้ง ทำให้ไม่ว่าจะยืนเดินนั่งนอนคิดพิจารณาใคร่ครวญอะไร ก็จะออกมาในแนวเข้าข้างตัวเองไปเสียหมด เรียกว่าใส่แว่นสีแดงก็จะมองโลกเป็นสีแดงไปหมด ต่อให้คนรอบข้างจะอธิบายความเป็นสีเขียวยังไงก็นึกไม่ออก ไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะเห็นทุกอย่างแม้กระทั่งสีเขียวเป็นสีแดงหมด จะเข้าใจได้ก็ต้องถอดแว่นออกเสียก่อน

คติ-อคติเหล่านี้เกิดขึ้นจากการที่หลงเข้าไปเปรียบเทียบ เทียบเคียง ให้ค่า ซึ่งกระแสโลกเหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งอึดอัดขัดเคือง ดิ้นรนทุรนทุราย การดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นไปทุกที่

แม้กระทั่งในโรงเรียนที่ควรจะสอนเรื่องปัญญาอย่างเดียวก็กลับกลายไปเน้นหนักเรื่องคตินิยม อุดมคติ ค่านิยมให้ยึดถือ พอยึดถือเข้าไปแล้วมันก็ไปรังเกียจ เกิดเป็นอคติต่อสิ่งที่แตกต่างจากความเชื่อตน ทั้งๆที่มันก็ไม่ใช่สาระอะไรที่จะยึดถือได้ทั้งคู่ พอยึดชอบยึดชังไปแล้วทีนี้ก็เกิดการกระทบกระทั่ง เกิดช่องว่างแห่งความไม่เข้าใจ และไม่พยายามที่จะเข้าใจ หรืออาจจะเข้าใจแต่ไม่ยอมรับกันไปในแต่ละกรณี

ที่บอกว่าโรงเรียนควรจะสอนปัญญาอย่างเดียว เพราะลักษณะของปัญญานั้น จะไม่มีการตัดสินผิดถูกชั่วดี เป็นปัญญาเปล่าๆตามกระบวนการจริง ไม่มีคติหรืออคติเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่พอเรายัดเยียดคตินิยม ค่านิยม ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามครูผู้สอน พ่อแม่ สิ่งรอบข้าง หรือแม้แต่นโยบายของรัฐบาลในแต่ละสมัย เด็กแต่ละรุ่นที่เรียนจบออกมาจึงมีค่านิยม คตินิยมที่แตกต่างกันเป็นรุ่นๆไป

จริงๆก็ไม่ใช่อิทธิพลจากโรงเรียนหมดหรอกนะที่มีผล เพราะมันมาจากสิ่งแวดล้อมทุกอย่าง มันมาจากกระแสสังคม สื่อต่างๆในแต่ละยุคสมัยที่โปรแกรมความคิดความเชื่อทัศนะใส่เข้ามาในจิตในใจของคนในแต่ละยุคแต่ละสมัยด้วย ดังนั้น คนในแต่ละยุคจึงถูกหล่อหลอมมาแตกต่างกัน ยึดในความเชื่อทัศนะที่แตกต่างกัน รสนิยมก็แตกต่างกัน แล้วแต่ละคนก็ยึดเอาตัวเองเป็นหลักในการไปตัดสินคนอื่น จนเกิดปัญหากลายเป็นช่องว่างระหว่างวัย ช่องว่างระหว่างเราขึ้น แล้วก็ต้องมานั่งร้องเพลงสามัคคีชุมนุมกันเรื่อยๆ ร้องได้สักพักก็กลับไปตีไปทะเลาะกันอีก ฮา

และแทนที่โรงเรียนจะสอนให้เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่างคตินิยม ค่านิยมที่มีความเอียง กับ ปัญญาที่แท้ซึ่งเป็นกลางจากการถูกตัดสินว่าดีหรือไม่ดี ก็ดันไปสอนปนกันมั่วไปหมด คือสอนปัญญาเจือตัณหา เจือค่านิยม เจือคตินิยมลงไป ซึ่งไอ้คนที่แทรกเนื้อหาเหล่านี้เข้าไปมันก็ปุถุชนทั้งนั้น เอากรรมส่วนตัวไปยัดสอนให้คนอื่น รับรองมีแต่เรื่องครับ แทนที่จะสอนให้อย่าไปยึดคตินิยมทั้งหลายมากเกินไป เพราะมันจะเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

ไม่แค่นั้นนะครับ ปัญหาช่องว่างนี้ได้ลุกลามไปทั่วตั้งแต่ระดับเล็กๆไปจนถึงระดับโลกโดยที่ไม่มีใครรู้ว่าจะต้องแก้ไขยังไง ที่เห็นๆแก้ปัญหากัน ก็มีทั้งใช้อาวุธขู่บังคับให้หันหน้าเข้าหากัน ใช้วิธีกดดันทางเศรษฐกิจให้หันมาเป็นพันธมิตรกัน ไปจนกระทั่งจัดอีเวนต์หลอกๆขึ้นมายืนคล้องมือร้องเพลงสามัคคีชุมนุมทั้งๆที่ด้านหลังมีปืนจี้อยู่ แล้วมันจะแก้ไขได้ยังไง ถ้ามัวแต่ไปกดปัญหาไว้อย่างนี้

วิธีแก้มีทางเดียวครับ คือ ให้เข้าใจความเป็นจริงของสิ่งที่ยึดถือเสีย แล้วมันจะเลิกหลงยึดไปเอง เมื่อเลิกหลงยึดในมุมของตนแล้ว หมดมุมเขามุมเราแล้ว ถามว่าจะทะเลาะกันอีกไหม จะต้องร้องเพลงสามัคคีชุมนุมกันอีกไหม ก็ไม่ ใช่ไหม

ความเป็นจริงของช่องว่างระหว่างวัย หรือช่องว่างระหว่างเราระหว่างเขานั้น มันก็เกิดมาจากการหลงยึดถือทัศนะความเชื่อที่แตกต่างกัน และเน้นนะครับว่า "ไม่มีของใครดีกว่าใคร" ที่หลงคิดว่าความเชื่อของตนดีกว่านั้นก็มาจากความหลง หลงว่าสิ่งที่ตนเชื่อนั้นดีงามประกอบไปด้วยปัญญา คุณธรรม จนเกิดทิฏฐิมานะ และหลงว่าคนอื่นงมงายไร้เหตุผล ไร้คุณธรรม ซึ่งก็ก่อให้เกิดทิฏฐิมานะเช่นกัน และจริงๆมันก็งมงายทั้งหมดนั่นแหละครับ ไม่ต้องไปเถียงเอาแพ้เอาชนะกัน

เพราะอะไร?

เพราะธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่อนัตตา ไม่เป็นตัวตนอยู่แล้ว ไม่มีความหมายที่แท้จริงอยู่แล้ว นั่นก็หมายถึง ธรรมทั้งหลายซึ่งก็รวมไปถึง ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อ ความเห็นความหมาย ความรู้ ปัญญา คติ-อคติ อารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายนั้น มันเป็นจริงขึ้นมาได้ ก็เพราะใจที่เข้าไปยึดมัน พอยึดเข้าก็หลงจริงจังกับสิ่งที่มันไร้ความหมายไม่ใช่อะไรมาตั้งแต่แรก พอหลงไปยึดเข้า มันก็หลงไปทะเลาะกันหน้าดำคร่ำเครียด เกิดความขัดแย้ง ย้อนแย้ง ราวกับหมาวิ่งไล่งับหางตัวเอง แก้ปัญหาก็ไม่ได้ เพราะมันก็มัวแต่แก้จากมุมของตัวเองซึ่งคนอื่นเขาไม่ได้เห็นดีเหมือนตัวเอง

นี่คือความเป็นจริงแห่งมายาสมมติที่ปิดบังอยู่ ให้คนได้หลงไปยึดไปถือ พอไม่รู้ถึงความเป็นจริงนี้ เมื่อไปเรียนอะไรไปศึกษาอะไรก็เลยเกิดอัตตากับสิ่งนั้นขึ้นมา ยึดของตัวเองไม่พอ พาลไปยึดเยียดให้คนอื่นยึดเหมือนตนบ้างจะได้ดีเหมือนๆกัน แถมดูถูกคนอื่นอีกว่า ดีของมึงน่ะมันไม่ได้เรื่องหรอก อะไรประมาณนั้น บางคนไปเรียนหมอจบมา ต้องให้พ่อแม่เรียกตัวเองว่าหมอแล้วค่อยเรียกชื่อเล่นตามมา ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้นก็เป็นแค่ไอ้เบื้อกธรรมดาคนนึงเท่านั้นเอง(จริงๆก็เป็นอยู่เหมือนเดิมน่ะนะ ฮา)

ส่วนไอ้พวกศาสตร์แห่งการแก้ไขความขัดแย้งน่ะเหรอ โยนทิ้งไปได้เลย ไม่พอกินกับอัตตาคนสมัยนี้หรอก

การแก้ปัญหาความขัดแย้งหรือช่องว่างความเข้าใจเช่นนี้ก็คงจะต้องเริ่มจากการสอนเด็กรุ่นใหม่ๆ เวลาจะสอนอะไรเด็กๆหรือคนรุ่นใหม่ที่มันพอจะสอนได้ ที่ยังเป็นผ้าขาวอยู่ ก็ต้องสอนให้มันเข้าใจความเป็นจริงนี้ จะได้ไม่ยึดติดกันเป็นล่ำเป็นสันเหมือนอย่างที่ผ่านๆมา ความขัดแย้งก็จะค่อยๆลดลงไปเอง

ส่วนไอ้พวกรุ่นเก่าปุโรทั่งที่อัตตาแข็งขืน แข็งโด่ รักษาที่ยืนของตัวเองกันสุดฤทธิ์อยู่ ณ ตอนนี้ ประเภทก้มหัวให้ใครไม่ได้เพราะกล้ามเนื้อหลังมันยึด (ฮา) ก็ให้ขออโหสิกรรมบ่อยๆ ขอขมากรรมในส่วนที่เคยตอกย้ำและหลงยึดติดในสิ่งเหล่านี้เสีย มันก็จะคลายออกเอง น้อมได้ง่ายขึ้นเอง หรือถ้ามันไม่ยอมจริงๆก็ไม่เป็นไร เราก็ปล่อยให้วิ่งชนกำแพงเองเสียก่อน ไม่ต้องไปชนกับเขานะ เปิดทางให้วิ่งถึงกำแพงเลย เชิญเอนจอยให้เต็มที่ พอชนเสร็จแล้วอัตตาที่มันแข็งๆก็จะนุ่มนิ่ม จุ๋มจิ๋มและน้อมง่ายไปเอง ฮา

แต่ถ้าชนกำแพงแล้วตายไปไม่ทันได้น้อมถึงความจริงอย่างนี้ ตายแบบไม่ทันได้โปรด ก็ค่อยไปโปรดต่อกันในปรโลกนะ ไม่มีใครตายจริงหรอก วางใจได้ ฮา

กรรมทั้งหลายทั้งปวงที่ก่อให้เกิดทิฏฐิมานะ ความยึดติดทั้งหลาย ก่อเกิดความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน จนกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งร่วมกันในสังสารวัฏของหมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้องค์มหาบารมีทรงเป็นประธาน กรรมทั้งหลายทั้งปวง

อโหสิ อโหสิ อโหสิ

No comments:

Post a Comment