Saturday, October 4, 2014

สมมติธรรม: ธรรมที่ไร้ธรรม

ถ้าใครเคยอ่านวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร คงจะเคยได้อ่านบางตอนที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวเอาไว้ประมาณว่า

"สุภูติ! เธออย่ากล่าวว่า ตถาคตได้มนสิการว่า เราได้มีการแสดงธรรม อย่าได้มนสิการเช่นนั้น เพราะเหตุใด? หากมีคนกล่าวว่าตถาคตได้มีการแสดงธรรม ก็จะเป็นการกล่าวหาพระพุทธเจ้า เพราะเขาผู้นั้นคือผู้ที่ไม่เข้าใจในวจนะของเรา สุภูติ! อันว่าแสดงธรรมนั้น ไม่มีธรรมที่จะแสดง เป็นเพียงนามว่าแสดงธรรมเท่านั้น"

อ่านเจอเนื้อหาประมาณนี้ก็อาจจะทำให้หลายคนงงว่า ตกลงพระองค์ท่านทรงหมายความว่ายังไงกันแน่ แล้วไอ้พวกที่เอามาวจนะของพระองค์ท่านมาอ้าง ยกมาย่ำยีบีฑาผู้อื่น มาตัดสินผู้อื่นนี่มันคืออะไร ก็คือมันไม่เข้าใจนั่นแหละครับ ก็เลยอ้างไปเรื่อย(ฮา)

มามะ จะอธิบายให้กระจ่างแจ้ง ณ บัดนี้ จะได้เลิกแปะป้ายกันเสียทีว่าวัดร่มโพธิธรรมเป็นเซน เพราะแม้แต่เซนเราก็ล้างทิ้งหมด แล้วก็จะได้เลิกเอาคำพระพุทธเจ้าไปจับผิดจับถูกชาวบ้านเขาด้วย เพราะมันแสดงถึงความหน่อมแน้มไม่เข้าใจเนื้อหาพระสัจธรรมที่แท้จริง

ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้นเป็น "สมมติธรรม" คือ เป็นสิ่งที่อุปโลกน์ขึ้นว่าเป็นธรรมในครั้งหนึ่งๆของการโปรด สมมติธรรมที่พระองค์ทรงตรัสในแต่ละครั้งเป็นเหมือน "ลูกกุญแจ" สำหรับไขแม่กุญแจหรือโมหะอวิชชาของผู้ฟังให้เปิดออก ปลดปล่อยคลี่คลายผู้ฟังตรงพระพักตร์ของพระองค์ท่านให้เป็นอิสระจากโมหะอวิชชาแห่งตน หรือถ้าจะเปรียบผู้ฟังเป็นสสาร (Matter) สมมติธรรมที่พระองค์ทรงตรัสออกมานั้นจะเป็น ปฏิสสาร (Anti-matter) ซึ่งเมื่อรวมกับสสารแล้วก็จะทำให้เกิดสภาวะความเป็นกลาง คือว่างจากสสาร หรือที่เรียกกันโดยสมมติว่านิพพาน

จะยกอีกแบบก็ได้ว่า พระองค์ท่านใช้พิษถอนพิษ ใช้โมหะล้างโมหะ ใช้สมมติล้างสมมติ พอล้างหมดแล้วจึงว่างจากสมมติ ว่างจากความยึดติดในสมมติ สมมติที่พระองค์ท่านใช้ คนฟังก็ไม่ยึดเพราะสมมติธรรมมันหมดหน้าที่แค่นั้น ไม่ต้องแบกตู้พระไตรปิฎกอีกต่อไป นั่นคือความจริง ความจริงที่ไม่มีอะไรจริง แม้แต่คำของพระองค์ท่าน จึงได้ชื่อว่าธรรมที่ไร้ธรรม

ซึ่งสมมติธรรมที่สอดคล้องกับสภาวะของผู้ฟังนี้มีความเป็นเนื้อหาเฉพาะตัว หรือเรียกว่ามี signature เฉพาะที่จะล้างโมหะของคนๆนั้นพอดิบพอดี พอล้างโมหะหมดมันจะไม่มีอะไรเหลือให้ยึดถือได้แม้แต่น้อย ผู้ฟังก็จะหมดความเป็นผู้ฟัง พระพุทธเจ้าก็จะหมดความเป็นพระพุทธเจ้า ตรงนั้นเดี๋ยวนั้นเลย ผู้ฟังกับพระพุทธเจ้าไม่มีความแตกต่างกันโดยธรรมที่มันว่างเปล่าอยู่แล้ว กลายเป็นเนื้อหาสุญญตาเฉกเช่นกัน

และกุญแจดอกเดียวกันนี้ ก็อาจจะไม่สามารถไขผู้อื่นให้แจ้งในสัจธรรมได้ เพราะแต่ละคนก็มีแม่กุญแจหรือลักษณาการแห่งโมหะที่ติดล็อคไม่เหมือนกัน ก็ต้องใช้กุญแจ(ธรรม)ดอกอื่นในถูกต้องมาไข ซึ่งสิ่งนี้เองคือหน้าที่ของผู้โปรดสรรพสัตว์จะต้องเลือกวิธีการชงยาถอนพิษให้ตรงกับการอาการ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นแบกทิฏฐิธรรมไป

เหตุนี้เอง สมมติธรรมที่พระองค์ทรงตรัสออกมาล้างโมหะอวิชชาของคนฟัง จึงกล่าวได้ว่าไม่ได้เกิดขึ้นจริง เป็นเพียงสมมติธรรมที่ปรากฏขึ้นชั่วคราวในโมหะทิฏฐิของผู้ฟัง(ซึ่งก็ไม่จริง)เพื่อล้างโมหะทิฏฐินั้นจนสิ้น เมื่อหมดโมหะทิฏฐินั้นแล้ว ก็จะแจ้งว่าไอ้เรื่องที่หลงมาทั้งหมดนั่นไม่เคยเกิดขึ้นจริงเลย หลงไปเองทั้งนั้น แล้วสมมติธรรมที่พระองค์ทรงตรัสออกมาจะมีจริงได้ยังไง

และเมื่อผู้ฟังบรรลุธรรมแล้ว สมมติธรรมที่ได้ยินได้ฟังนั้นก็ไม่มีความหมายอีกต่อไป ก็เพราะผู้ฟังก็ไม่มีแล้ว ว่างจากตัวตน ตรงต่อนิพพานแล้วนั่นเอง

เนื้อหาของพุทธวจนที่แท้จริงนั้นก็คือความว่างหรือสุญญตธรรม คือ ธรรมที่ไร้ธรรม ไม่มีการมา ไม่มีการไป ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่ติด ไม่หลุดอยู่แล้ว อย่างนั้นชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ไม่ว่าจะมีการโปรดเกิดขึ้นกี่ครั้ง (จริงๆการโปรดไม่เคยเกิดขึ้นเลย แต่สามารถอ้างอิงความมีอยู่ได้โดยโมหะของสรรพสัตว์เอง ซึ่งมันไม่จริง) มันก็จะว่างอยู่อย่างนั้นตลอด ส่วนไอ้ที่เอาพุทธวจนมาตีความด้วยตนเอง มาพร่ำสอนกันไปทุกเรื่องโดยไม่เข้าใจเนื้อหาที่แท้จริง จนกลายเป็นแบกหามนั้น สิ่งที่ได้จากการศึกษาจึงเป็นการปรุงแต่งบนสมมติธรรมอีกที แทนที่จะเป็นกุญแจไขโมหะอวิชชาของตนให้เปิดออก กลับกลายเป็นการไปต่อเงี่ยงต่อแง่งของลูกกุญแจด้วยตนเอง อันเป็นการกล่าวตู่พระพุทธเจ้าไป แบบนี้จะไปไขแม่กุญแจอันไหนก็ไม่เปิดออกจากโมหะอวิชชาได้เลย

พูดง่ายๆว่าท่องบ่นคำของพระพุทธเจ้าแทบตายแต่ก็ไม่ใช่คำของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง เพราะมันไม่ได้ถ่ายทอดจากความว่างแห่งสุญญตา เป็นเพียงการพูดออกมาโดยทิฏฐิความเชื่อแห่งตนว่านี่คือธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งการกล่าวโดยทิฏฐิเช่นนี้นั้น เรียกว่าเป็นโมหะอุปาทาน มันไม่ใช่การกล่าวที่ออกจากว่างอยู่แล้วโดยเนื้อหาของพระพุทธองค์เอง

ดังนั้นปฏิกิริยาของคนที่ฟังพุทธวจนะจากการถ่ายทอดโดยผู้ถ่ายทอดที่ยังมีความยึดมั่นถือในสมมติธรรมนั้นๆ ผลมันจึงออกมาสองลักษณะคือ ฟังแล้วเชื่อหัวปักหัวปำ ยึดเอาโดยอุปาทานแห่งตนว่านี่คือธรรมแท้ของพระพุทธเจ้าแล้ว ซึ่งมันเข้าข่ายสีลัพพตปรามาส คือ งมงายฟังธรรม หรือฟังธรรมอย่างงมงาย ฟังเพราะเชื่อว่านี่คือของจริง(เกิดโมหะอุปาทานซ้อนทิฏฐิธรรมของผู้ถ่ายทอดอีกทีหนึ่ง) ฟังเพื่อจะเอาสิ่งยึดเหนี่ยว(ทั้งที่พระองค์ท่านตรัสทิ้งท้ายไว้ว่าธรรมทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น) หรือไม่ก็ฟังแล้วปฏิฆะไปเลย เพราะเป็นการเอาพุทธวจนะมาพูดให้เกิดทิฏฐิมานะในธรรม คือไปอ้างคำของพระพุทธเจ้ามายกตนว่าถูกต้องแน่นอน มันเลยออกมาในเชิงว่าของคนอื่นเนี่ยมันผิด

มันตลกมากที่พวกท่านทั้งหลายเอาพุทธวจนมาพูดโดยที่ไม่ได้ถ่ายทอดด้วยความว่างแห่งสุญญตธรรม แต่มันมีตัวพุ่งไปกระแทกคนฟังจนก่อให้เกิดโมหะชนิดอื่นๆแตกตัวขึ้นมาอีกมากมาย ซึ่งตัวพุ่งที่ว่านี้ก็เป็นอุปาทานแห่งตนทั้งนั้น ฟังแล้วมันจึงไม่คลายจากอุปาทานเสียเอง ก่อเกิดตลอด เป็นเหตุปัจจัยก่อเกิดความวกวนตลอด ฟังแล้วไม่ดับ ใครฟังแล้วคล้อยตามก็เกิดเป็นอุปาทานร่วมกันไป ใครฟังแล้วปฏิฆะก็เพราะมันเป็นอุปาทานชนอุปาทาน มันไม่เห็นจะมีใครว่างจากตัวตนสักคน ฟังเสร็จแล้วก็ได้แต่เป็นใครๆเหมือนเดิม วกวนเหมือนเดิม ไม่สิ้นจากความเป็นสัตว์สักที

และขอโทษนะครับ พระพุทธเจ้าไม่เคยทรงตรัสยกธรรมของท่านว่าดีกว่าคนอื่น ไม่เคยโฆษณา ไม่เคยประชาสัมพันธ์ ไม่เคยบอกให้ใครเชื่อ พระองค์ท่านเพียงแต่แสดงธรรมแท้ๆให้ผู้ฟังได้"แจ้งเอง" พระองค์ท่านไม่ได้ให้เชื่อเสียด้วยซ้ำไป แต่ที่เห็นทุกวันนี้มันไม่ใช่เลย เห็นได้แต่พร่ำบอกกันว่าให้เชื่อคำของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ให้ทิ้งคำสอนของคนอื่นมายึดถือคำพระพุทธเจ้า โดยที่ตนเองก็ยังไม่แจ้งไม่จบไม่อริยะให้เป็นแบบอย่างให้กับคนอื่นได้เลย

ซึ่งไอ้ความหัวปักหัวปำหรือหัวชนฝานี้เอง มันแสดงออกมาโดยการที่เอาทิฏฐิของตนไปกระแทกกระทั้นผู้อื่น ปกป้องสมมติธรรมที่ตนเชื่อว่าเป็นคำของพระพุทธเจ้าอย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งๆที่พระพุทธองค์ไม่เคยแก้ต่างให้พระองค์เองเลย เพราะวจนะของพระองค์นั้นคือสุญญตธรรมที่แท้จริง จะเอาไปถกเถียงเอาแพ้เอาชนะเอาถูกเอาผิดกันไม่ได้ ก็มันไม่มีอะไรจะให้ถกเถียงนี่ จะทำได้เพียงการใช้ถ้อยคำในการล้างแง่มุม ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นเนื้อหาของโมหะอุปาทานไปเสียหมด

ท่านที่กล่าวพุทธวจนของแท้ๆนั้น ท่านไม่ได้ยึดติดในรูปแบบภาษาโบราณที่ถ่ายทอดกันมาเลย เพราะมันเป็นกำแพงแห่งความเข้าใจที่ต้องมาตีความซ้ำซ้อนกันอีก ซึ่งทำให้ผิดพลาดได้ง่าย และไม่สามารถที่จะส่งเนื้อหาสุญญตาเข้าสู่จิตโดยตรงได้ แถมพาลจะไปติดอยู่ตรงที่การปรุงแต่งขบคิดข้อธรรมเสียก่อน ท่านเหล่านั้นจึงกล่าวธรรมด้วยถ้อยคำง่ายๆร่วมสมัยให้เข้าใจง่ายๆ เพียงแต่ถ่ายทอดธรรมด้วยความว่างแห่งสุญญตา และธรรมที่ถ่ายทอดโดยท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ถือได้ว่าเป็นพุทธวจนแล้ว เป็นสุญญตธรรมที่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่ยึดในรูปแบบแห่งสมมติธรรมแล้วจะใช่ของจริงอย่างที่เข้าใจกันแม้แต่น้อย เพราะโดยสมมติอาจจะของจริง แต่ไอ้ที่ยึดที่อุปาทานในสมมติธรรมนั้นมันของใครเล่า งอกมาจากไหนหรือ?

ขอบอกเอาไว้ตรงนี้ด้วยว่าผู้ที่กล่าวพุทธวจนหลายท่านนั้น ไม่ได้สังกัดอยู่ในสมมติแห่งความเป็นพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป แต่ก็สื่อได้ตรงเนื้อหาอย่างยิ่ง แถมตรงยิ่งกว่าผู้ที่อ้างพุทธวจนด้วยซ้ำไป อ้างแล้วก่อให้เกิดความคับแคบในทิฏฐิตน ไม่กว้างขวางเป็นสากลก็อย่าอ้างเลย อายเขา

ทีนี้รู้หรือยังว่าวัดร่มโพธิธรรมไม่ใช่เซน เพราะเราไม่มีอาการนวยนาด ฟ้อนรำ ลีลาศลีลาในภาษา หรือแอบซ่อนความนัยให้ตีความกันให้เป็นกรรมอีก ซัดกันตรงๆแบบนี้ล่ะซาบซ่านดีนัก

No comments:

Post a Comment