Tuesday, October 7, 2014

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 3 อย่าเลี้ยงลูกด้วยความหวังดี

ผมเชื่อว่าทุกคนคงเคย ทำงานอะไรบางอย่าง แบบที่ไม่มีความกดดัน แล้วมันดันออกมาดี แต่พอเริ่ม "เอาจริง" แล้ว กลับออกมาไม่ได้เรื่อง สู้ตอนซ้อมหรือตอนทำเล่นๆไม่ได้ รู้หรือเปล่าว่าเพราะอะไร?

เพราะตอนที่เราทำเล่นๆหรือทำแบบไม่มีความกดดันจากภายนอกนั้น เราไม่มีความห่วงในผลของการกระทำนั้นๆเลย มันเป็นสภาวะที่มันอัตโนมัติของมันเอง เราเลยทำออกมาได้ดี

อย่างผมเอง เมื่อก่อนเวลาทำงาน ถ้าทำคนเดียวเจ้านายไม่มาจู้จี้งานจะออกมาดีมาก(อันนี้ไม่ได้ชมตัวเอง แต่มีคนพูดมาแบบนี้จริงๆ) แต่เมื่อไหร่ที่มีการแทรกแซง งานนั้นจะเละครับ คือเริ่มมีกระบวนการคิด การติดในเงื่อนไขต่างๆ ความไม่แน่ใจว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจใคร ก็จะทำให้งานติดขัดไปหมด มันไม่พริ้ว ไม่อัตโนมัติ ซึ่งคนที่เข้าใจในธรรมชาติของคนทำงาน เขาก็จะปล่อยให้เราบรรเลงเต็มที่ พอเราไม่มีความกดดัน ไม่มีความห่วงอะไร งานจะออกมาดีเอง

สิ่งนี้ก็เหมือนกับการเลี้ยงเด็กนั่นแหละ หากเราเลี้ยงเด็กด้วยความหวังดี มันก็จะกลายเป็นความกดดันที่ไปบีบคั้นเด็กๆอีกต่อหนึ่ง เพราะความที่คาดหวังตั้งเอานั้นเองที่ทำให้เกิดการบีบบังคับ ดัดจริตเด็กๆให้เป็นไปตามตัณหาของผู้ใหญ่ ซึ่งขึ้นชื่อว่าตัณหาแล้วมันก็เร่าร้อนกดดันไปหมดล่ะครับ ซึ่งส่วนใหญ่เด็กที่เสียคนก็มักจะเป็นเด็กที่พ่อแม่หวังดีกันมากๆทั้งนั้น

เด็กแต่ละคนก็มีวิถีกรรมของเขามา เมื่อไปบีบบังคับให้เขาทำในสิ่งที่พ่อแม่อยากจะเห็นอยากจะให้เป็น กรรมเบื้องหลังที่ขับดันเขาอยู่ มันจะไม่มีที่ระบายถ่ายเทออก ทีนี้ก็ระเบิดสิครับ จึงไม่แปลกใจที่เมื่อเด็กๆถูกกดดันมากๆเข้า เขาก็ระเบิดอารมณ์ออกมาบ้าง เก็บไประเบิดภายในทำให้กลายเป็นโรคจิตบ้าง เป็นโรคซึมเศร้าบ้าง ออกไปกร่างเป็นอันธพาลนอกบ้านบ้าง เสียคนบ้าง ไปออกเอากับคนนอกบ้านบ้าง กระทั้งถึงขนาดฆ่าตัวตายก็เยอะ ฯลฯ

จะเลี้ยงลูกให้ดีก็ไม่ต้องไปหวังดีมากหรอกครับ เพราะความที่เป็นพ่อเป็นแม่นี่บางทีหัวโขนก็ทำให้เราใส่นั่นใส่นี่เข้าไปเยอะเกินวัยที่เขาจะรับได้ มันเป็นตัณหาของพ่อแม่ทั้งนั้น ที่ไปหยิบยกเอาอุปาทานหมู่ตามหนังสือสอนเลี้ยงลูกมาครอบเด็ก อันนี้ก็ต้องว่ากันตรงๆ

ซึ่งพอมันถูกบีบบังคับจนผิดธรรมชาติของเขาไป ทีนี้ก็กรรมจะเริ่มบิดเบี้ยวและผิดเพี้ยนไป คือไอ้ที่ต้องใส่อะไรให้เด็กเยอะเนี่ย มันก็มาจากเสียงท้วงติงภายนอกบ้านบ้าง ภายในบ้านบ้าง บางคนเห็นอันนั้นดีอันโน้นดี ก็มาแนะนำต่อๆกันไป ด้วยความหวังดีของพ่อแม่ก็เลยจับยัดเสียเล โดยไม่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก ธรรมชาติของกรรม ก็เลยกลายเป็นกรรมยัดเยียดไป

อย่าลืมว่าดีของเรากับดีของเด็กมันไม่เหมือนกัน ซึ่งไอ้คำแนะนำต่อๆกันมานี่เป็นอุปาทานหมู่ทั้งนั้นครับ ดีตามอุปาทานของสังคมนี่มันดีตรงๆไหน สังคมสัตว์นะครับ เลี้ยงลูกก็อย่าไปสะทกสะท้านกับคำคนอื่น ไม่อย่างนั้นมันก็จะถูกกดดันไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็มีแต่ความเครียดสะสมเต็มไปหมดทั้งครอบครัว แล้วถามว่าความเครียดนี่ดีไหมเล่า

อันที่จริงความกดดันจากภายนอกครอบครัวก็เยอะอยู่แล้ว ถ้าเด็กๆกลับมาบ้านยังมีแรงกดดันอีก เด็กๆก็จะไม่รู้ไประบายออกที่ไหน ก็จะกลายเป็นเด็กเก็บกดไป เก็บมากๆก็กลายเป็นโรคจิต เสียผู้เสียคนมาก็มากแล้ว

โดยธรรมชาติของเด็กแล้วเขาไม่รู้หรอกครับว่าอะไรผิดอะไรถูก แล้วเขาก็ไม่ได้รู้เหมือนผู้ใหญ่ด้วย ไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ คิด เชื่อ ทำ และยึดอะไร แต่โดยความเป็นอัตตวิสัยของตนแล้ว ก็มักจะเอาตัวเองนั่นแหละไปยัดเยียดให้เด็ก ไม่ปล่อยให้เขาเติบโตเอง

แรงกดดันจากความหวังดีที่ไปเคี่ยวเข็ญเด็กนั้น มันเป็นกระแสอกุศลจิต ซึ่งมันเกิดจากตัณหา พอเลี้ยงลูกด้วยตัณหาของตน และอกุศลจิตของตน คิดว่าเด็กจะออกมาดีไหมล่ะครับ มีอกุศลจิตแบบไหนจะเหนี่ยวนำให้เกิดกุศลจิตได้บ้าง ไม่มีนะครับ ความหวังดีนั้นเป็นฉากหน้าอันจอมปลอมของกิเลสตัณหาทั้งนั้น อยากเนี่ยมันดูดีนะ แต่มันมีแต่ความอึดอัดกดดัน เด็กมันเลยออกมาไม่ดี เพราะเกร็งไปหมด ถึงแม้เด็กบางคนจะตอบสนองต่อความคาดหวังของพ่อแม่ได้ แต่มันก็แค่ดีแบบหลอกๆ ดีแต่เปลือก แต่ข้างในมันโหวงเหวงวังเวง อ้างว้างสับสน เขาจะรู้สึกว่า จะมาคาดคั้นเอาอะไรกับเขาหนักหนา เขาก็แค่เด็กตัวเล็กๆที่อยากจะสนุกกับชีวิตเท่านั้นเอง แล้วสุดท้ายทั้งชีวิตก็ได้แต่วนเวียนอยู่แต่กับเรื่องถูกๆผิดๆจนกดดันไปตลอดชีวิต

สิ่งที่เราจะทำให้เด็กๆดีได้ มันต้องเป็นแบบอย่างให้ครับ เด็กเขาคิดเองได้ไม่ต้องไปยัดเยียดให้มันเป็นการตอกย้ำซ้ำซ้อนอะไรอีก มันจะกลายเป็นการล้างสมองไป

แล้วรู้ไหมครับว่า เหตุแห่งความคาดหวังตั้งเอาของพ่อแม่ผู้ปกครองนั้นมาจากไหน มันก็ไปรับกระแสความกดดันมาจากคนอื่นที่อื่นอีกที ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาจากกระแสอุปาทานหมู่ในสังคมและครอบครัวนั่นแหละ คือพอชีวิตกดดัน ก็ดันไปรับความกดดันนั้นมาแล้วลงกับลูกอย่างไม่รู้ตัว กลัวลูกจะอยู่ในสังคมไม่ได้ กลัวลูกไม่เป็นคนดี คือมันมโนเอา คิดเอาเองหมดเลยเบ็ดเสร็จ ไม่ปล่อยให้เด็กๆโตตามธรรมชาติเลย แล้วไอ้พ่อแม่ที่ไปกดดันเด็กเนี่ย มันก็ไม่เคยไปเห็นหน้าเห็นแววตาของเด็กตอนที่มันสับสนอ้างว้างจากความผิดหวังของพ่อแม่เสียด้วย

จริงๆแล้วมันอยู่ได้หมดล่ะครับ เด็กๆเขาก็สามารถที่จะเติมคำในช่องว่างชีวิตของเขาเองได้อยู่แล้ว เพียงแต่บางทีมันไม่ถูกใจไม่รวดเร็วทันใจพ่อแม่ยุคแดกด่วน ก็เลยต้องช่วยเร่ง ต้องช่วยยัดห่าเอากิเลสของตัวเองใส่เด็กเข้าไป มันจะได้ดีเร็วๆหน่อย กลัวไม่ทันกิน ไม่ทันใช้ อันนี้ก็ต้องพูดกันหยาบๆหน่อยล่ะครับ กรรมของตัวเองก็ยุติที่ตัวเอง ไม่ต้องผ่องถ่ายให้ลูกหรอกนะ

อีกอย่างคือ ลองถามตัวเองสิว่า ไอ้สังคมที่มันบีบคั้นกดดันเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบอยู่ทุกวันนี้นั้น มันใช่สังคมมนุษย์หรือครับ มันไม่ใช่แล้วนะครับ ทุกวันนี้เราอยู่ในสังคมอบายภูมิครับ ใช้กรรมกันเต็มที่เต็มเหนี่ยวเลย ดังนั้นก็ไม่ต้องสร้างเด็กแนวอบายภูมิออกมาเพื่อที่จะให้เขาอยู่รอดได้ในสังคมอบายภูมิได้ เพราะสุดท้ายมันก็ไปไม่รอดกันทั้งหมด ลงอบายภูมิกันหมด ไม่มีใครรอดจากสังสารวัฏนี้จริงแม้แต่คนเดียว เลี้ยงลูกให้ต้องมาวกวนกับความเป็นสัตว์นี่เสียของนะครับ

การจะแก้ไขความกดดันบีบคั้นในสังสารวัฏนี้ จึงไม่ใช่การสร้างเด็กให้เก่งกว่า เขี้ยวกว่าเพื่อไปปีนป่ายโครงสร้างการเอารัดเอาเปรียบในสังคมโลก เพราะมันก็ยังมีแต่ความบีบคั้นกดดัน จะเลี้ยงลูกให้ดีก็อย่าไปกดดัน หรือตั้งเอามากเกินไป เพราะโดยโครงสร้างของสังคมมันก็มีแต่ความกดดันอยู่แล้วมากมาย ก็เลี้ยงให้มันคลี่คลายผ่อนคลาย รู้จักยุติ รู้จักวาง รู้จักจบให้เป็น ไม่ใช่พุ่งไปข้างหน้า ดันไปข้างหน้าเรื่อยแล้วก็หยุดไม่เป็น ต้องรอให้ชนตอจนเจ็บปางตายก่อนเกือบทุกคนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน จะได้ไม่ต้องดรามามากนัก

และเมื่อเราคลี่คลายแล้ว ลูกเราคลี่คลายแล้ว เขาก็จะเกิดฉันทะในทางที่ถูกที่ควรไปเอง จะได้เรียนรู้เองจากของจริง ไม่ต้องไปพร่ำสอนให้เกิดความกดดันอะไร นี่คือการเป็นแบบอย่างดีโดยไม่ต้องใส่ตัณหาความหวังดีลงไป แบบอย่างที่ดีจะเหนี่ยวน้ำให้เขาดีเองชนิดที่เรียกว่าหนีไม่พ้น แล้วมันจะดีแบบคลี่คลาย เก่งแบบช่วยคลี่คลายกรรมและความขัดแย้งให้กับสังสารวัฏ แล้วสังสารวัฏโดยรวมจะพลอยคลี่คลายไปด้วยโดยอานุภาพที่ได้สัมผัสสัมพันธ์กับผู้คนทั้งหลาย

อริยบุคคลนี่อยู่ได้โดยอานุภาพสัจธรรมนะครับ เนื้อหาสัจธรรมนั้นไม่ติดไม่ขัดไม่ข้องไม่คากับอะไร อริยบุคคลก็จะสอดคล้องไปตามนั้น คือไม่ขัดแย้งกับอะไร อยู่ได้ทุกที่ ถ้าต้องตกไปอยู่ในสถานการณ์ที่ขัดแย้งเบียดเบียน เดี๋ยวก็คลี่คลายไปด้วยกันหมด ไม่ต้องสร้างเด็กเก่งๆมาแยกเขี้ยวแง่งๆใส่คนอื่นอีก กรรมทั้งนั้น แล้วมันจะเป็นสังคมอริยะได้ยังไง

1 comment:

  1. ผมมีลูกชาย อ่านบทความนี้แล้ว เกิดแสงสว่างทางปัญญาขึ้นเยอะครับ ขอบคุณครับ

    ReplyDelete