Friday, September 19, 2014

สัจธรรมจาก Facebook#58

เห็นผู้คนทั้งหลายคร่ำเคร่งกับการทำงาน ต่อสู่้เพื่อเงินทอง ตัวตน ที่ยืนในสังคม เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ชื่อเสียง อำนาจวาสนาบารมี ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เพียงเพื่อที่จะได้ทำสิ่งที่ไร้สาระ เพื่อการผ่อนคลาย เพื่อความที่ไม่ต้องไปอะไรกับอะไร แต่ยิ่งมีสิ่งเหล่านี้มากเท่าไหร่ มันก็กลายเป็นกรงกักขังทุกคนเอาไว้ ขังตัวเองด้วยความคาดหวังจากคนรอบข้างและสังคม

แต่ถ้าไม่ได้ทำในสิ่งที่ไร้สาระ ไม่ได้ผ่อนคลาย ไม่ได้ "ไม่อะไรกับอะไร" ต้องแอบๆหลบซ่อนเพื่อรักษาภาพลักษณ์นั้นเอาไว้ แล้วท่านทั้งหลายจะทำ จะสู้เพื่อมันไปทำไม มีแต่จะทำให้ชีวิตมันขัดแย้งกันเองเสียเปล่าๆ

คุณค่าของชีวิตมันไม่มีจริงหรอก ทุกคนแค่ต้องการพ้นทุกข์เท่านั้นเอง เพียงแต่ไปหลงคิดเอาว่า สิ่งที่พยายามดิ้นรนไขว่คว้านั้น จะทำให้พ้นทุกข์ ก็ถ้ามันเป็นแบบนั้น เราคงจะได้ยินคำสอนแบบนี้จากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าแล้วจริงไหม

-----------------------------------------------------

ให้ระลึกเอาไว้เสมอว่า เรากำลังเล่นขายของ เล่นทำกับข้าวอยู่ ทุกคนล้วนแล้วแต่ "เล่น" อยู่นะครับ อย่าหลงเอาจริง เอื้อเฟื้อแบ่งปันเพื่อนเล่นที่มาเล่นด้วยกัน ชั่่วคราวบ้าง ระยะยาวบ้าง ไม่ต้องแย่งกัน โลกนี้มันเป็นเพียงเท่านี้จริงๆ ขืนไปยึดมากๆ ตายห่าลงเมื่อไหร่ เดี๋ยวได้กลับมาเล่นอีกในสนามเดิม ฉะนั้นก็อย่าไปจริงจังอะไร จนต้องกระทบกระทั่ง จนต้องเข่นฆ่ากันเลย มันแค่สนามเด็กเล่น ที่เด็กๆเขาเล่นกันเท่านั้นเอง

-----------------------------------------------------

เมื่อเห็นว่าตนเองทุกข์ นั่นก็เพราะอำนาจแห่งโมหะอวิชชา
เมื่อหลงเข้าใจว่านี่คือทางพ้นทุกข์ นั่นก็เพราะอำนาจแห่งโมหะอวิชชา
เมื่อพยายามจะดำเนินไปตามทางพ้นทุกข์ นั่นก็เพราะอำนาจแห่งโมหะอวิชชา
เมื่อแจ้งว่าเราพ้นทุกข์แล้ว นั่นก็เพราะอำนาจแห่งโมหะอวิชชา

เมื่อใดก็ตามที่คิดว่า เรายังมีกิเลส เรายังมีตัณหา เรายังไม่พ้นจากทุกข์
เรายังมีกิจที่ต้องทำให้จบ เรายังไม่บริสุทธิ์ เรายังไม่ถึงที่สุดแห่งธรรม
เรายังต้องปฏิบัติอีกมาก เรายังต้องเพียรละอัตตาอีกมาก
หรือแม้กระทั่ง เราจบกิจแล้ว เราบรรลุธรรมแล้ว เรานิพพานแล้ว
...นั่นก็เพราะอำนาจแห่งโมหะอวิชชา

ก็ไอ้คำว่า "เรา" นี่มาจากไหนกันเล่าเธอทั้งหลาย
มันก็มาจากสักกายทิฏฐิที่หลอกหลอนเธออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
หลอกทุกครั้งที่เธอ "รู้" อะไรสักอย่างขึ้นมา
หลอกทุกครั้งที่เธอ "เห็น" อะไรสักอย่างขึ้นมา
หลอกให้ปรุงรู้ ปรุงเห็นอยู่ในมายาทั้งหลายที่ยึดจับไม่ได้
หลอกให้พยายามปลง หลอกให้พยายามวาง หลอกให้พยายามว่าง
สักกายทิฏฐินั้นเป็นเพียงเงาของสภาวะอารมณ์และสภาวะของผัสสะอายตนะทั้งหลาย
ที่เธอทั้งหลายหลงไปยึดมันว่าเป็นตัวเธอ เพราะมี "เธอ" เข้าไปรู้ ไปเห็น ไปมีส่วนร่วม
ทั้งๆที่ทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีอะไรเป็นตัวตนอยู่แล้วตั้งแต่ต้น
แม้ในขณะที่เธอหลงเห็นว่าเป็นตัวตน มันก็ไม่มีตัวตนของเธออยู่จริงแม้แต่ชั่วขณะเดียว

ดังนี้แล้ว..
จึงไม่มีใครที่ทุกข์อะไรจริง ไม่มีทางพ้นทุกข์ปรากฏอยู่จริง
ไม่มีใครดำเนินไปตามทางพ้นทุกข์จริง
ไม่มีใครที่พ้นทุกข์ ไม่มีใครแจ้งว่าพ้นทุกข์
ไม่มีใครบรรลุธรรม ไม่มีใครนิพพาน
ทุกอย่างที่ปรากฏให้เธอรู้ เธอเห็น เธอเข้าใจ
และแม้แต่ตัวเธอเองนั้น ก็ล้วนเป็นมายาแห่งโมหะอวิชชาทั้งสิ้น

------------------------------------------------

เวลาทำอะไรดีๆมักจะมีเปรตมาแจมเสมอ
มันก็เลยเป็นกรรมต่อกรรมไปเรื่อย
มีแต่ความวุ่นวายแบบเปรตๆ
พาคนดีๆให้กลายเป็นเปรตไปด้วย
แบบนี้เรียกว่าการใช้กรรม

แต่เวลาทำอะไรที่มันช่วยยุติกรรมให้สัตว์โลก
จะเปรตกี่ตนๆ ก็เปลี่ยนภูมิหมด หลุดพ้นหมด
แบบนี้เรียกว่าการโปรดสัตว์

No comments:

Post a Comment