Tuesday, September 30, 2014

กรรมจับผิดจับถูก

วันนี้จะมาว่ากันด้วยกรรมอีกลักษณะหนึ่งที่สร้างความกดดันให้กับโลกและสังสารวัฏอย่างมาก  กับทุกคนทุกที่ทุกเวลา นั่นก็คือ กรรมที่คอยไปจับผิดจับถูกผู้อื่น

การจับผิดจับถูกนั้นแม้จะทำเพื่อความถูกต้องแต่มันก็เป็นกรรม เพราะทุกครั้งที่เกิดการจับผิดจับถูกเกิดขึ้น มันก็คือการกระทำไปบนความหลงเข้าใจของตนว่าถูกว่าดี แต่คนอื่นเขาไม่เห็นดีเหมือนตน มันจึงเกิดความขัดแย้งกันไปทั่ว เกิดความกดดันกันไปทั่ว ไม่เชื่อลองถามตัวเองสิว่า ถ้าคุณทำงานอยู่ดีๆแล้วมีคนจ้องจับผิดจับถูกคุณ คุณจะทำงานได้ดีหรือไม่

เพราะเมื่อคุณเริ่มที่การจับผิดจับถูกเสียแล้ว ผู้คนทั้งหลายก็จะละเลยประโยชน์ต่อส่วนรวม ประโยชน์ต่อโลกต่อสังสารวัฏไป แล้วจะไปสาละวนกับการทำสิ่งที่ถูก แม้มันจะไม่มีประโยชน์กับส่วนรวมเลยก็ตามที หรือถ้าเกิดมีสิ่งที่ผิดพลาดขึ้นมา สิ่งที่เราจะได้ก็คือคำโกหกเพื่อปกปิดความผิดนั้น สังคมที่มัวแต่จับผิดจับถูกจึงมีแต่ความกดดัน

ตั้งแต่เด็กๆ เราถูกปลูกฝังผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่ เด็กๆจะต้องทำงานที่ครูมอบหมายให้ ให้ถูกต้อง ผิดก็ไม่ได้คะแนน เมื่อเจอระบบแบบนี้เข้าไปเรื่อยๆ ทุกคนก็เลยกลัวผิดกันหมด มันจะฝังอยู่ในจิตในใจลึกๆว่าผิดแล้วไม่ดี ทั้งๆที่ผิดแล้วมันก็ไม่ตาย เป็นเพียงการหลงจริงจังกันไปเองทั้งนั้น พอคตินิยมแบบจับถูกจับผิดฝังลึกมาเรื่อยๆ ในหมู่ผู้คนทุกรุ่น มันก็เลยลามมายังส่วนอื่นในชีวิตของทุกๆคน ไม่ว่าจะเป็นการจับผิดจับถูกในที่ทำงาน การจับผิดจับถูกในที่สาธารณะ การจับผิดจับถูกในทุกๆเรื่อง จนกลายเป็นความกดดันไปทั่ว ทั้งๆที่เราจับผิดจับถูกกันอย่างเข้มข้นขนาดนี้ แต่มันก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้นจริง เพราะมันเป็นแค่การหลงเชื่อว่ามันจะดี ซึ่งถ้ามันดีจริงมันดีไปแล้ว

แต่นี่มันไม่ดีเพราะมันมัวแต่สร้างกรรม จับถูกก็เป็นอัตตาแก่ตัว ส่งเสริมความหึกเหิมใจ เป็นอัตตาในสิ่งนั้นๆอีก แล้วก็เริ่มดูถูกเหยียดหยามคนอื่น พอจับผิดก็สร้างความขัดแย้งบาดหมาง สร้างความพยาบาทอาฆาต สร้างศัตรู สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจ มันมีแต่การเบียดเบียนตนเองกับเบียดเบียนผู้อื่นทั้งนั้น มันจะเอาตรงไหนดีเล่า มโนกันเอาเองว่าดี ยึดกันเอาเองว่าดี ถ้ามันดีจริงก็ควรจะหมดความขัดแย้ง หมดความเบียดเบียน หมดความอาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรมซึ่งกันและกัน ยุติกรรมต่อกันไป นั่นแหละคือสันติสุขที่แท้จริง

หลายคนอาจจะเถียงว่าถ้าไม่รักษาความถูกต้องแล้วสังคมไม่โกลาหลงั้นหรือ?

กฏหมายก็มีได้ครับ แต่การบังคับใช้กฏหมายก็อย่าให้มันมีอารมณ์ มีอคติ มีกระแสสังคม มีการคุมคามขู่เข็ญเข้ามาเกี่ยวข้อง จนก่อให้เกิดการตอกย้ำซ้ำเติม การทับถมกดดันกันทางวาจา จนสร้างความทุกข์ ความเคียดแค้นชิงชังซ้ำซ้อน ไม่อย่างนั้นทุกอย่างมันจะเป็นไปแบบทีใครทีมัน แล้วจะเป็นกรรมวกวนต่อภพต่อชาติไปไม่รู้จบ จะบังคับใช้กฏหมายก็ให้เป็นไปด้วยความเห็นอกเห็นใจกับทุกฝ่าย โดยเน้นไปที่การยุติกรรมต่อกัน ให้อภัยกัน พูดคุยเจรจากัน เพราะสุดท้ายมันก็ต้องอยู่ในสังสารวัฏนี้กันไปอีก หนีไปไหนไม่พ้น ไม่ใช่จะเอาให้สาสม หรือสาแก่ใจตนอย่างเดียว จนกลายเป็นการสร้างศัตรูคู่อาฆาต ถ้ามัวแต่จะเอากันตายเลยนี่ สุดท้ายมันก็อยู่ยากด้วยกันทุกฝ่าย สังสารวัฏก็สังสารวัฏเดียวกันทั้งนั้น

กฏแห่งกรรมนั้นมีเอาไว้สอนทุกรูปทุกนามให้รู้จักพอดีในทุกเรื่อง อย่าเยอะ อย่าใช้ธาตุธรรมทั้งหลายที่หยิบยืมจากธรรมชาติมากจนเกินเลย อย่าเบียดเบียนกัน และให้รู้จักยุติกรรม รู้จักอโหสิ ไม่ใช่ให้ต่อกรรมกันไปเรื่อยๆ แม้วันนี้เขาผิด เมื่อถูกจับได้ เขาก็ได้รู้แล้วว่าผิด แต่ถ้าเราตอกย้ำ ด่าทอ ประนามหยามเหยียดเขามากๆ ลงโทษเขาด้วยความสะใจมากๆ ไม่ให้โอกาสกลับตัวกลับใจ มันจะกลายเป็นกรรมใหม่ของเรา ที่จะทำให้เราเกิดมารับวิบากกรรมแบบเดียวกันนี้ในอีกภพชาติถัดๆไป เพื่อที่จะได้เรียนรู้ใจเขาใจเรา จะได้เรียนรู้ที่จะให้อภัยผู้อื่น รู้จักสำนึกในกรรมที่ทำกับผู้อื่นไว้ และเรียนรู้จนกว่าจะถึงที่สุดคือการให้อภัย อโหสิกรรม ยุติกรรมต่อกัน

ดังนี้แล้ว การทำโทษรคนผิดด้วยการฆ่าแกงกัน ตัดชีวิต ทำร้ายทำลายกัน หรือลงโทษกันในลักษณะของการให้ทุกข์ให้โทษ จึงไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น แล้วก็ไม่มีใครได้เรียนรู้อะไรจากการทำกรรมต่อผู้อื่นแล้วเรียกสิ่งนั้นว่าความยุติธรรม มันเป็นเรื่องของการหลงยึดในสิ่งที่มันผ่านไปแล้ว ผิดไปแล้ว ซึ่งไม่ได้อะไรขึ้นมา นอกจากการต่อกรรมไปในภพเบื้องหน้าไม่รู้จบ ขณะที่ผู้ถูกทำโทษก็ไม่ได้สัมผัสอานุภาพของการให้อโหสิกรรม เรียกว่า ติดบ่วงพ่วงพันกันไปไม่รู้จบทั้งสองฝ่าย จนกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะแจ้งในความจริงแล้วยุติกรรมลงเสีย อโหสิกรรมเสีย วงจรกรรมนั้นจึงจะจบลงได้ ไม่เช่นนั้น กรรมทั้งหลายก็จะดำเนินไป วนเวียนอยู่อย่างนั้น กูถูกชาตินี้ มึงถูกชาติหน้า สลับกันไปเรื่อยๆ เพื่อรับผลกรรมที่กระทำต่อกันเอาไว้ ชดใช้กันไปชดใช้กันมา ไม่มีแก่นสารสาระที่แท้จริง ข้ามกัลป์ข้ามกัปป์ จนกว่าจะเข้าใจความเป็นจริงว่า ถูกผิดจริงๆนั้นไม่ใช่สิ่งที่จะยึดถือเอาได้เลย เพราะมันไม่สามารถยุติวงจรกรรมได้ และไอ้ที่ได้ถูกได้ผิดนั่นก็เป็นโมหะอุปาทานอย่างหนึ่งที่พันธนาการเราเอาไว้ในสังสารวัฏ ความเป็นจริงมันมีเพียงแค่การหลงทำกรรมและใช้กรรมบนความว่างเปล่าไร้แก่นสารเท่านั้น ไม่มีความหมายอะไรมากไปกว่านี้เลย เรียกว่าความหมายในความดีงามต่างๆก็มีเพราะความหลงว่ามีทั้งนั้น(เรียกว่า สักกายทิฏฐิ)

เมื่อรู้ดังนี้แล้วจะยึดกันไปทำไม?

ก็ที่ยึดกันก็เพราะเชื่อว่ามันจะนำสันติสุข นำความสงบสุขมาให้กับสังคม แต่มันไม่ได้เป็นไปอย่างนั้นแม้แต่น้อยเลย สังคมที่สงบสุขจริงๆ ไม่ได้เกิดจากการกระทำกรรมต่อกันแล้วเรียกมันว่าความดี ความยุติธรรม เพราะปริมาณกรรมมันไม่ได้ลดน้อยลงเลย

สังคมที่สงบสุขและสันติอย่างแท้จริงนั้นคือสังคมที่อยู่กันโดยธรรม กระทำกรรมต่อกันน้อยๆพอแค่อาศัย ไม่ต้องสร้างกรรมซับซ้อนเพื่อความเป็นความอยู่อย่างที่เป็นไปในสังคมโลกปัจจุบัน เพียงแค่งดเว้นอกุศลกรรมต่อกัน อโหสิกรรมกัน ให้อภัยกันและกันเป็นพื้นฐาน แล้วมันจะไม่ร้อนรน ไม่บีบคั้น ไม่เบียดเบียน ไม่กระทบกระทั่งไปเอง

ที่ทุกวันนี้มันไม่สงบสุขก็เพราะไม่มีใครเริ่มที่จะอโหสิก่อน มันมีแต่คนที่เรียกร้องให้เกิดความยุติธรรมแก่ตน โดยไม่คิดจะยุติกรรมของตนเลย มันก็เลยเอากรรมไปแก้กรรม ก็หมู่เหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ฉิบหายมาหลายยุคหลายสมัยก็เพราะแบบนี้เอง ใช้กรรมแก้กรรม มันก็เลยต้องกลายเป็นภาระของพระพุทธเจ้าและองค์มหาบารมีทั้งหลายต้องลงมาโปรดให้มันเลิกหลงดีหลงเลวกันเสียที

วิบากกรรมทั้งหลายที่เราได้รับนั้น ไม่ว่าจะเกิดจากกรรมเก่าหรือใหม่ก็ตามที หากไม่รู้จักยุติกรรมต่อกัน อโหสิกรรมต่อกันแล้ว รับรองได้ว่ามันจะกลายเป็นหนังซีรี่ส์เรื่องยาวแน่นอน ข้ามพุทธันดรแล้วก็ยังไม่หายโง่ แม้แต่คนที่คิดว่าตัวเองถูกก็ยังต้องวนเวียนกลับมาใช้กรรมเดิมๆ แล้วมันจะดีตรงไหน

ดังนั้นก็ไม่ต้องไปหาเหตุหาผลว่าใครถูกใครผิด กรรมเก่าหรือกรรมใหม่ เพราะเมื่อถึงที่สุดแห่งปัญญาในการหาเหตุหาผลมาอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆเหล่านี้ในทุกแง่ทุกมุมแล้ว ทุกกรณีกรรมก็จะถูกสรุปลงตรงที่การยุติกรรม การอโหสิกรรมเหมือนกันหมด ต้องจบเหมือนกันหมด แล้วจะหาเหตุผลมาอ้างให้มันอ้อมค้อมอ้างโน่นอ้างนี่ทำไม ก็แค่อโหสิกรรม ความขัดแย้งต่างๆมันก็คลี่คลายแล้ว นี่แหละความชอบธรรม ไม่ใช่ความชอบกรรมอย่างที่ยึดๆกันอยู่ทุกวันนี้

ส่วนคนที่ทำผิดทำพลาดไป ยังไงเขาก็ยังต้องอยู่ในโลกในสังคมเดียวกับเรา แล้วจะไปกันเขาออกไปได้อย่างไร จะไปรังเกียจผลักไสเขาให้เกิดความบาดหมางทำไม ก็โปรดกันไป ให้โอกาสแก้ไขกันไป ความขัดแย้งแบ่งแยกมันก็จะหมดไปเอง ความอึดอัดบีบคั้นในโลกในสังคมก็จะหมดไปเอง เมื่อไม่มีใครต้องอยู่อย่างบีบคั้นแล้ว มันก็จะสันติสุขไปเอง

No comments:

Post a Comment