Wednesday, September 10, 2014

ธรรมชาติของจิตมนุษย์ไหลลงต่ำจริงหรือ?

เคยได้ยินคำพูดนี้มานานแล้ว ไม่รู้ว่ามาจากครูบาอาจารย์ท่านไหน แล้วก็พูดต่อๆมาโดยไม่เข้าใจความเป็นจริง วันนี้ก็อธิบายลงรายละเอียดก็แล้วกันว่ามันเป็นยังไงมายังไงกันแน่ แล้วมันจริงหรือไม่

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า จิต นั้น เป็นอาการรู้ หรือรับรู้ ซึ่งถ้าดูในวงจรปฏิจสมุปบาท จิตหรือวิญญาณขันธ์นั้นเกิดจากสังขารหรือการปรุงแต่งบนโมหะอวิชชา และถ้าจะพูดถึงเนื้อหาเดิมแท้จริงๆนั้น จิตก็ไม่มี ว่างเปล่าจากความเป็นอะไร จะยกสมมติขึ้นมาพูด ก็ได้แค่ มโนธาตุ หรือธาตุรู้ ที่ไม่มีความเป็นเราเขา ไม่มีความเป็นคน ไม่มีความเป็นเพศหญิงชาย ไม่มีความเป็นสัตว์ หรือว่าเป็นอะไรที่เป็นลักษณะจำเพาะ

แล้วทีนี้ถามว่าจะเอาอะไรไปไหลลงต่ำ ในเมื่อตั้งแต่ดั้งเดิมแท้หรือเนื้อแท้นั้นไม่มีต่ำไม่มีสูง ไม่มีถูกไม่มีผิด ที่ยังมีต่ำหรือสูงก็เพราะยังไปหลงในโมหะไปให้ค่า มีอคติ ติดทิฏฐิ ว่าอันนี้ดีอันนี้ไม่ดี อันนี้สูง อันนี้ต่ำ คือหลงในโมหะอวิชชาไปเองทั้งนั้น

จิตของทุกชีวิตนั้น เกิดขึ้นแต่เหตุ ดับลงเพราะหมดเหตุ ไม่มีลักษณะว่าต่ำว่าสูง ไม่เป็นตัวตน มันเป็นของมันตามเหตุปัจจัยอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้ใช้ทิฏฐิแยกแยะว่าอะไรสูงอะไรต่ำ แต่ที่เรา"เห็นว่า" ต่ำว่าสูงเพราะโมหะตัณหาตัวเอง พาไปเห็น พาไปตีความ (จนเกิดสักกายทิฏฐิ) คือรังเกียจจิตที่มีกิเลส หรือรังเกียจกิเลสที่ทำให้จิตไม่บริสุทธิ์

พอจิตมันรับอกุศลวิบากหรือเกิดอกุศลกรรมขึ้น ก็เกิดกิเลสซ้อนไปรังเกียจมันว่าเป็นจิตต่ำ จิตชั่ว ทั้งๆที่กิเลสทั้งหลายก็เป็นเรื่องชั่วคราว ไม่ต้องไปตอกย้ำให้มันเป็นโมหะอวิชชาตัณหาอุปาทานซ้อนขึ้นมา เดี๋ยวมันก็หมดของมันเอง ใช่แล้วครับกิเลสจะหมดไปเอง เมื่อเราไม่ไปมีกิเลสตัณหาซ้อนกิเลสตัณหาเดิมอีก

แต่ด้วยโมหะตัณหาความไม่รู้ไม่เข้าใจสัจธรรมความเป็นจริงที่มัน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว ก็เลยมีความพยายามจะไปฝึกจิต เพราะไม่อยากให้จิตมันไหลลงต่ำ ถ้าต่ำที่ว่านี้หมายถึงกิเลสที่เต็มหัวจิตหัวใจ การที่ไปอยากให้จิตไม่ไหลลงต่ำก็เป็นกิเลสอย่างหนึ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ แค่ทำให้ดูดี เชิดหน้าได้ว่ากูก็ปฏิบัตินะ กูคนดีนะ แต่ดันกลายเป็นกิเลสซ้อนกิเลส ตัณหาซ้อนตัณหาไม่รู้จบ แล้วตกลงมันสูงขึ้นตรงไหนครับ ฮา

ดังนั้นเรื่องจิตมนุษย์ไหลลงต่ำนี่เลิกพูดกันซะทีนะครับ มันแค่ทำให้คนพูดดูดีมีภูมิ แต่เมื่อความจริงเปิดเผยออกมาเช่นนี้มันก็เป็นแค่ความไม่เข้าใจในเนื้อหาสัจธรรมนี่เอง พูดไปก็อายคนอื่นนะครับ

ที่ว่าจิตไหลลงต่ำนั้น มันจึงไม่ใช่จิต แต่เป็นการไหลไปตามโมหะอวิชชาตน ไปตามจริตราคะตน ที่ต้องไหลไปตามจริตราคะแห่งตนก็เพราะมันมีความเหนียวหนืดเหนียวแน่นในการทำจิตทำใจอยู่นั่นเอง ไม่ใช่การไหลลงต่ำ แต่มันคืออำนาจกรรมหรือแรงกรรม เป็นแรงวิบากกรรมที่ยังให้ผลอยู่ ถ้าไปฝืนมันก็ยังเป็นกิเลสตัณหาในการบังคับ ในการปฏิบัติอยู่ แล้วมันจะหมดกิเลสได้ยังไง เพราะมันก็คือการไหลไปเหมือนกัน หลงไปเล่นกับมันก็เรียกว่าเสร็จมันทุกที

ยิ่งการไปปฏิเสธ "ปฏิฆะ"มัน ก็จะยิ่งหลงกลโมหะอวิชชา เพราะปฏิฆะก็เป็นหนึ่งในสังโยชน์เบื้องต้นที่ทำให้ติดบ่วงอยู่ในสังสารวัฏเช่นกัน ก็ยังจัดว่าเป็นการไหลไปเล่นกับโมหะเช่นกัน ไม่มีความแตกต่าง

ประโยคที่ว่าธรรมชาติของจิตมนุษย์ไหลลงต่ำนั้น จึงไม่ควรพูดให้เป็นทิฏฐิมานะในการผลักดันตัวเองขึ้นสูงอีก เพราะไม่ว่าจะสูงจะต่ำก็ล้วนแล้วแต่หลงไปตามคติ-อคติ หรือหลงไปตามธรรมคู่ทั้งนั้น จิตจริงๆมันแค่เกิดดับตามเหตุปัจจัยไม่เป็นตัวตนจริง แล้วก็ไม่มีไหล แต่ไอ้ที่ไหลเนี่ยคือโมหะอวิชชา ไหลไปไหลมา ทำให้เกิดจิตตามที่โมหะอวิชชาไหลไป จนกลายเป็นมานะซ้อนลงในธรรมที่มันว่างเปล่าอยู่แล้วเนี่ย ก็เหมือนไปตอกย้ำสักกายทิฏฐิอีก พูดไม่จบแบบนี้ กรรมที่สะท้อนกลับมายังคนพูดก็จะพาไม่จบไปด้วยเลย ยิ่งถ้าทำสื่อออกไปให้คนเห็นเยอะๆเรื่อยๆ ยังนึกไม่ออกว่าจะจบยังไงเพราะกรรมมันออนไลน์ไปฉุดรั้งคนเผยแพร่ตลอดเวลา ก็ต้องช่วยล้างไม่งั้นคงจะไปต่ออีกหลายพุทธันดร

ก็ไม่ต้องไปเล่นเกมที่จะทำจิตสูง หนีจิตต่ำยังไงอีก ปล่อยให้มันเป็นไปตามสภาพและเหตุปัจจัยของมันเอง ไม่ต้องแทรกแซงจะทำให้มันดี เพราะความที่อยากไปแทรกแซงนั่นแหละคือตัณหา คือโมหะอวิชชา คืออัตตา คือสักกายทิฏฐิที่อยากจะละกันนัก แต่ก็ละไม่ได้สักที ก็หลงมีตัวตนเข้าไปละแล้วมันจะละได้ยังไงเล่า ก็ช่างมันเลย ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเองทุกสภาพธรรม ไม่ต้องเอาตัณหาใหม่ๆใส่ลงไป แล้วไอ้ตัวตน ไอ้โมหะอวิชชา ตัณหาอุปาทานที่มันเหนียวแน่นเพราะไปตอกย้ำซ้ำๆมันจะจางคลายลงเอง จริตราคะต่อสิ่งต่างๆ ทิฏฐิมานะต่อสิ่งต่างๆก็จะจืดจางไปเอง หมดไปเอง นั่นแหละจึงจะตรงต่อสัจธรรมหน่อย ไม่ใช่ไปพยายามจะทำอะไรให้สูงให้ต่ำอีก เพราะมันเป็นโมหะทิฏฐิทั้งนั้น

No comments:

Post a Comment