Friday, September 26, 2014

การโปรดสัตว์ ตอนที่ 4 : การโปรดสัตว์โดยการล้างสมมติ

ปกติการโปรดสัตว์นั้น เป็นไปเพื่อนำพาสรรสัตว์หลุดพ้นจากความทุกข์ โดยที่จะไม่เข้าไปยุ่งกับสมมติทั้งหลายในโลก แต่หลายครั้งที่สรรพสัตว์เองก็ยังเห็นสมมติอันเป็นเหตุแห่งทุกข์เหล่านั้น เป็นที่พึ่งเป็นทางออกอยู่ ภายใต้อำนาจแห่งโมหะอวิชชาอย่างเหนียวแน่น ในกรณีนี้ "การล้างสมมติ(หรือเรียกว่า ทำลายสมมติ)" ก็จะเข้ามามีบทบาทในการโปรดสัตว์เป็นทางเลือกสุดท้าย เรียกว่ายังไงก็ได้รับการโปรดอยู่แล้วไม่ว่าจะด้วยไม้นวมหรือไม้หน้าสาม ฮา

สรรพสิ่งต่างๆในโลกที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นก็เพราะมีเหตุปัจจัยให้เกิด หลายๆครั้งการสร้างอะไรบางอย่างก็เป็นการโปรดสัตว์ในรูปแบบหนึ่งที่จะช่วยให้มนุษย์ได้ก่อร่างสร้างเมือง รวมรวมผู้คนให้เป็นหมู่เหล่า ลดความขัดแย้ง ลดการทะเลาะเบาะแว้ง และไม่ต้องอยู่อย่างลำบากมากเกินไป เป็นต้น แต่ในบางครั้งสิ่งต่างๆก็ถูกสร้างเพราะกิเลสของตน ใช้บารมีไปในทางที่ผิด ไปสร้างความหลงความยึดติดให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย กลายเป็นการแก้ปัญหาสังสารวัฏที่ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ตามมา ก่อให้เกิดความหลงยึดติด หลงอุปาทานยืดเยื้อยาวนานตามมากับสิ่งนั้นๆ

ทีนี้ตามวัฏจักรของสรรพสิ่งทั้งหลายก็จะต้องมีเกิดและมีดับ มีสร้าง มีรักษา มีการเสื่อมสลายไป เพื่อให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ธรรมชาติเดิมแท้ และเป็นการตัดวงจรกรรมให้กับผู้ที่สร้างสิ่งต่างๆเหล่านั้นขึ้นมาด้วย โลกธาตุนี้จึงต้องมีหน้าที่ของ ผู้สร้าง ผู้รักษา และ สุดท้ายคือ ผู้ทำลาย เพื่อที่จะได้เข้ามาปรับเปลี่ยนสังสารวัฏไปตามยุคสมัย และไม่ให้สังสารวัฏเสียสมดุลกรรมโดยภาพรวม แล้วก็ยังเป็นเครื่องมือในการโปรดสัตว์ของเหล่าองค์มหาบารมีในการลงมาโปรดด้วย

ในบางยุคสมัย ก็มีผู้มีบารมีลงมาเกิดเพื่อการโปรดสัตว์ ด้วยการรวบรวมหัวเมืองบ้าง การสร้างถาวรวัตถุเป็นศูนย์รวมจิตใจบ้าง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะส่งผลมากๆกับคนทั่วไปบ้าง เพื่อลดเวทนา ลดความขัดแย้ง ลดกรรม ลดเวทนาให้กับสรรพสัตว์ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะให้มายึดติดแต่อย่างใด เป็นไปเพื่อการปรับเปลี่ยนสมดุลกรรมในแต่ละยุคสมัยโดยชั่วคราวเท่านั้น

แต่ก็อย่างว่าล่ะ ตามธรรมชาติของสรรพสัตว์ทั้งหลายที่ดำรงอยู่ด้วยอุปาทานแห่งตนก็ต้องมีการยึดเป็นธรรมดา พอยึดมากๆเข้า ก็บ้าบอไปตามสิ่งที่เป็นเพียงสมมติอุปโลกน์ใช้ชั่วคราว หลงจริงจังจนเกิดการเบียดเบียน เข่นฆ่า เอารัดเอาเปรียบกันมากๆ องค์พุทธะ มหาบารมีปรามก็ไม่ฟัง หนักๆเข้าก็ต้องล้างสมมติซะเลย

ในบางยุคสมัยจึงเป็นยุคของการทำลายล้าง ให้ทุกข์ให้โทษกับสรรพสัตว์จริงๆ

ก็ลองนึกดูนะครับว่า เราจะเข้าสู่ยุคใหม่บนโครงสร้างของยุคเก่าได้ยังไง ในเมื่อมันยึดซะจนไม่รู้จะยึดยังไง หลงซะจนไม่รู้ว่าจะหลงยังไง เรียกว่าถ้าพระพุทธเจ้าลงมาจุติในยุคนี้ รับรองว่าต้องโดนด่าว่าเพี้ยนแน่ๆ แล้วจะโปรดมันได้ยังไง ที่สุดแล้วมันก็ต้องทำลายทิ้งเสียก่อนครับ ซึ่งการทำลายล้างนี้มีมาทุกยุคทุกสมัย พอเสื่อมกันสุดๆ เบื้องบนก็จะรวบรวมบัญชีกรรมของสัตว์โลกเอาลงมาล้างบางกันในคราวหนึ่งๆ เพื่อปรับเปลี่ยนสังสารวัฏให้กรรมเบาบางลงเพียงพอที่จะรองรับบารมีของพระพุทธเจ้าได้

ซึ่งการล้างบางสังสารวัฏนั้นจะรุนแรงมากน้อยก็แล้วแต่กรรมของสัตว์โลก ถ้ากรรมเยอะก็ล้างกันเยอะหน่อย เปลี่ยนภพภูมิกันมากหน่อย การทำลายล้างก็จะมาในรูปแบบของภัยภิบัติทางธรรมชาติบ้าง โรคระบาดบ้าง ฯลฯ

ทีมทำงานในการล้างสมมติก็จะมีหลายทีม หลายท่านทำหน้าที่แตกต่างกันไปในส่วนต่างๆ แต่ก็ต้องทำงานประสานกันด้วย และส่วนใหญ่จะไม่มีกายหยาบ คืออยู่ในมิติทิพย์ เพื่อไม่ให้เกิดอุปาทานในหมู่มนุษย์ แล้วก็ทำหน้าที่คอยบันดาลทุกข์โทษให้กับมนุษย์ ที่ก่อกรรมมากจนเกินไปกับสังสารวัฏ ผ่านทางความแปรปรวนของธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ได้เจอทุกข์กับตัวเอง ความเหิมเกริมที่เคยมีมาจะหมดไป เริ่มสำนึกตัวเพราะเวทนาบีบคั้น เมื่อนั้นก็จะน้อมสู่สัจธรรมได้ง่าย เหตุนี้เอง อริยสัจ 4 ข้อแรกจึงต้องเป็น "ทุกข์" เสียก่อน จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้เลย เรียกว่าไม่เห็นทุกข์ก็ไม่เห็นความจริงแห่งอริยสัจ

อย่างไรก็ดี การล้างสมมติในโลกทุกครั้งก็จะเป็นไปเพื่อการลดกรรม ยุติกรรมให้กับสัตว์โลก ไม่ให้เหิมเกริมทำกรรม สร้างกรรมไปมากกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็จะมีองค์มหาบารมี หรือผู้มีบารมีในการโปรดสัตว์ ลงมาเพื่อรองรับความวิปโยคของการล้างสมมติไปด้วยพร้อมๆกัน เรียกว่าทุกอย่างทำงานอย่างสอดประสานกันไปตามวาระในการปรับเปลี่ยนโลกธาตุให้เหมาะกับแต่ละยุคสมัย ซึ่งถ้าไม่ทำแบบนี้สังสารวัฏแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายก็จะดำเนินไปจนถึงขีดสุดของความเสื่อม และจะก่อให้เกิดกรรมที่พิสดารซับซ้อนมากมาย เบื้องบนก็เลยต้องตัดวงจรความเสื่อมทรามตรงนี้เสียก่อน มิฉะนั้นจะมีหมู่เหล่าของสัตว์จำนวนมากสร้างกรรมต่อภพต่อชาติไปอีกนาน ใช้ยังไงก็ไม่หมด

หรือหากเหล่าองค์มหาบารมีและผู้โปรดสรรพสัตว์เอง จะใช้การล้างสมมติในเหล่าลูกศิษย์ ก็ต้องหยั่งรู้ว่าจะใช้วิธีนี้ได้กับศิษย์คนไหน ศิษย์คนนั้นน้อมหรือไม่ เปิดใจให้ท่านหรือไม่ จะใช้เมื่อไหร่ จึงจะได้ผลเป็นการปล่อยวาง เป็นการยุติกรรม เป็นการยุติความวกวนให้กับสังสารวัฏภายในของศิษย์ ถึงจะใช้วิธีนี้ ซึ่งก็ใช้ไม่ได้กับทุกคน เพราะบางคนแม้จะมีบางสิ่งบางอย่างอยู่กับตัวเหมือนกัน (เช่นมือถือ) แต่ถ้าไม่ได้เสพติดงอมแงม จนเกิดความวกวนในจิตในใจ อย่างนี้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องล้างสมมติครับ สามารถปล่อยให้คลายตัวมันเองได้เอง ไม่ติดอยู่แล้วจะไปทำให้ติดในการหลุดอีกทำไม จริงไหม
แค่ทุบคอมไม่กี่ที ก็บรรลุธรรมกันเป็นแถวๆ

หรือถ้าในกรณีที่ล้างสมมติแล้วจะก่อให้เกิดความปฏิฆะ ความเป็นปฏิปักษ์ ต่อต้าน พร่ำบ่นก่นด่า จนกลายเป็นกรรมปิดบังใหม่ๆขึ้นมา อย่างนี้ท่านก็จะไม่ทำครับ ปล่อยให้วิ่งชนตอเองแล้วค่อยโปรดทีหลังจะดีกว่า ซึ่งสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ชอบที่จะวิ่งชนตอกันอยู่แล้วโดยธรรมชาติน่ะนะ ฮา

การล้างสมมตินี้ไม่ใช่แค่การล้างเพื่อโปรดผู้ที่ยังยึดติดในสมมตินั้น แต่ยังเป็นการโปรดคนที่สร้างสมมตินั้นขึ้นมาจนเป็นเหตุให้คนติดด้วย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะครับ หากใครก็ตามที่สร้างบางสิ่งเอาไว้ในสังสารวัฏแล้วมันไปพาให้คนหลงยึดติด หลงงมงายมากมาย กรรมเหล่านั้นก็จะออนไลน์ไปฉุดรั้งไม่ให้คนสร้างได้หลุดพ้นเอาด้วยจนกว่าสิ่งนั้นจะถูกทำลายหรือทำลายความยึดติดของผู้คนต่อสิ่งนั้นเสีย

เหตุนี้เองที่ทุกสิ่งทุกอย่างจึงต้องเสื่อมไปเป็นธรรมดา หรือถ้ามันไม่เสื่อมแล้วเลยไปสร้างกรรมใหม่ๆอีกมากมาย ก็จะมีภาคทำลายมาช่วยให้กระบวนการตัดตอนกรรมนี้ลงเสีย ซึ่งบางทีดูเหมือนจะโหดร้าย แต่ในความเป็นจริงที่นอกเหนือจากที่ตาเห็นนั้น มันก็คือการโปรดสัตว์ในลักษณะหนึ่งนั่นเอง

การล้างหรือทำลายสมมตินี้จะต้องมีบารมีรองรับด้วย ไม่อย่างนั้นกรรมจะตีกลับสู่ผู้กระทำจนแย่เสียเอง อย่างบางครั้งที่พ่อแม่ทำลายของบางอย่างของลูก ที่เขายึดติดหลงใหลมากๆ ลูกบางคนถึงกับฆ่าพ่อแม่หรือฆ่าตัวตายเลยก็มี อย่างนี้ไม่ใช่การโปรด แต่เรียกว่าการชดใช้กรรม ดังนั้นหากไม่แน่ใจจริงๆว่าจะใช้วิธีนี้โปรดใครได้ ก็อย่าทำครับ ปล่อยให้เป็นงานขององค์มหาบารมีจะดีกว่า เพราะมันมีความซับซ้อนในกรรมเบื้องหลังมากกว่าที่ปุถุชนทั่วไปจะเข้าใจได้จริงๆ

ซึ่งถ้าจะให้พูดเตือนกันตรงๆก็คงต้องบอกแค่ว่า อย่าไปบ้าตามสมมติให้มากนัก มันไม่มีอะไรหรอกนอกจากความบ้ากันไปเอง ก็ให้นอกเหนือการรู้การเห็นบ่อยๆ แล้วมันก็จะเลิกบ้าเอง ก็จะเข้าใจว่ามันก็แค่กระแสอุปาทานหมู่ทั้งนั้น

พอมาถึงตรงนี้อาจจะมีคนสงสัยว่าแล้วสมมติอะไรที่จะต้องถูกล้างบ้างในปัจจุบัน ก็ง่ายๆครับ อะไรก็ตามที่ทำให้คนหลงวน หลงยึดติด หลงเข้าใจผิด สร้างความยืดเยื้อเหนียวแน่นในกรรมอนุสัย ระบบที่เลี้ยงความเป็นสัตว์(ความหลงดิ้นรนบีบคั้นกดดัน) สิ่งต่างๆที่ทำให้เกิดความมืดมนในจิตในใจ สิ่งที่ก่อให้เกิดความเบียดเบียนทั้งกายและใจ และสิ่งที่ไม่ตรงต่อสัจธรรม ก็จะค่อยๆถูกล้าง บางอย่างก็อาจจะถูกล้างอย่างฉับพลันจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ บางอย่างก็อาจจะถูกล้างโดยอานุภาพสัจธรรม คือหมายความว่าถ้าสัจธรรมแผ่ขยายออกไปในหมู่เหล่าผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบที่สร้างตัณหาอุปาทานให้ผู้คนก็จะเริ่มอยู่ไม่ได้ ก็จะเสื่อมสลายล่มสลายไปโดยแรงกรรมของตัวเอง

ยิ่งถ้ามีอริยบุคคลเยอะๆ โลกธาตุก็จะปรับเปลี่ยนเพื่อให้รองรับธาตุขันธ์ของท่านเหล่านั้นมากขึ้น ระบบหรือสิ่งต่างๆที่สร้างกรรม ก่อกรรม สร้างโมหะให้ผู้คนก็จะล่มสลายไปในที่สุดอย่างไม่อาจต้านทานได้ ซึ่งถ้าพิจารณากันจริงๆแล้ว มันก็แทบจะทุกอย่างที่มนุษย์ทำเลยน่ะนะ นับตั้งแต่คำสอนหรือสมมติบัญญัติที่ไม่ตรงเนื้อหาสัจธรรม ระบบเศรษฐกิจที่มันตั้งเอาและบีบคั้นจนเกินไป ระบบการศึกษาที่มันเกินพอดี ฯลฯ อีกมากมาย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ถามว่าอะไรที่จะไม่ถูกล้างบ้าง น่าจะตอบสั้นกว่า ฮา

No comments:

Post a Comment