Tuesday, September 2, 2014

การโปรดสัตว์ ตอนที่ 3 : การโปรดโดยอานุภาพสัจธรรม

เมื่อสองตอนก่อนเราพูดถึงการโปรดด้วยการนำพาขอขมากรรมปลดล็อคกรรมที่ปิดบังสัจธรรม กับการโปรดด้วยการสะท้อนสัจธรรมกันไปแล้ว มาตอนนี้จะเป็นการโปรดอีกแบบหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยสมมติบัญญัติหรือวาจาใดๆในการโปรด เพราะเป็นการโปรดโดยอานุภาพของสัจธรรมพรือพระนิพพานนั่นเอง

การโปรดโดยอานุภาพนี้ปกติผู้โปรดสัตว์ที่ตรงต่อเนื้อหาแห่งอริยะแล้ว จะโปรดโดยอานุภาพแห่งสุญญตาไปอย่างอัตโนมัติพร้อมๆกับการโปรดในแบบรูปอื่นๆ หรือจะเรียกว่าโปรดสัตว์โดยพื้นฐานนิพพานอยู่แล้วก็ได้ คืออาศัยว่างเป็นเนื้อหาในการโปรด แต่ในกรณีที่สรรพสัตว์หมู่เหล่าใดก็ตามที่ยังถูกปิดกั้นปิดบังต่อสัจธรรมหรือยังติดอยู่ในเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม ไม่สามารถน้อมรับสัจธรรมได้ การโปรดโดยอานุภาพก็จะมีบทบาทมากขึ้นมาทันที เรียกว่าพูดก็ไม่ฟัง มัวแต่ก้มหน้าหมกมุ่นกับตัวเอง ก็ต้องใช้อานุภาพสัจธรรมในการโปรด แต่จะรับได้มากได้น้อย ก็ขึ้นอยู่กับว่ากรรมมันปิดบังมากแค่ไหน ถ้ากรรมปิดกั้นปิดบังมากๆ ก็จะใช้เวลานานมาก กว่าจะคลี่คลาย ต้องปล่อยให้ไปใช้วิบากก่อนจนกว่าจะเบาบางลง ถึงจะเปิดใจน้อมรับสัจธรรมได้มากขึ้น และโดยมากแล้วมักจะเปิดใจให้สัจธรรมก็ตอนทุกข์หนักๆจนอะไรก็ช่วยไม่ได้แล้วนั่นแหละ

อานุภาพของสัจธรรมนั้นเป็นไปในลักษณะของการคลี่คลายโมหะอุปาทาน ใครที่เคยสัมผัสก็จะรับรู้ได้ถึงความโปรงโล่งเบาในกายในใจ ความจัดจ้านในเวทนา ในสัญญา ในการปรุงแต่งทั้งหลายจะเบาบางจืดจางลงไปเอง แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เนื้อหาสัจธรรมจริงๆ เพราะสัจธรรมจริงๆไม่ใช่อะไร ไม่มีอะไร ความคลี่คลายนั้นเป็นเพียงผลแห่งอานุภาพสัจธรรมเท่านั้น

อานุภาพของสัจธรรมนั้น สามารถส่งผ่านกันแบบจิตสู่จิต ผ่านการหยาดน้ำ ผ่านการขอขมากรรม สามารถแผ่ไปได้แบบไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ไม่ขึ้นกับระยะทาง ไม่ขึ้นกับสถานที่ ไม่ขึ้นกับเวลา ไม่ขึ้นกับภพภูมิ เพียงแต่โมหะของเหล่าสรรพสัตว์ทั้งหลายเองที่ปิดบังอยู่ โดยลักษณะของการปิดบังสัจธรรมก็มีตั้งแต่ การไม่น้อมใจ การปฏิฆะ ปฏิเสธ การเหนียวแน่นในอัตตา โมหะ ตัณหา อุปาทาน คิดว่าสัจธรรมเป็นเพียงข้อปรัชญา ยึดในความเชื่อแห่งตนเป็นที่ตั้ง การถือตัวถือตนไม่ยอมใคร หมกมุ่นในทิฏฐิมานะแห่งตน หมกมุ่นอยู่กับกรรมของตน จนกลายเป็นเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม ทำให้เมื่อได้พบเจอกับผู้โปรดสัตว์ตัวจริง ก็ได้แต่เดินผ่าน บ้างก็เห็นท่านทั้งหลายเหล่านั้นเป็นคนเพี้ยนๆบ้าง เป็นคนแปลกบ้าง เป็นคนที่ไม่น่าเชื่อถือบ้าง ดูถูกเหยียดหยามไปตามทิฏฐิตนบ้าง ก็จะได้สัมผันสัมพันธ์กันแบบธาตุไม่บริสุทธิ์แล้วก็ผ่านไป เอาไว้โปรดในวาระถัดๆไปเบื้องหน้าโน้นเทอญ ฮา

การโปรดด้วยอานุภาพสัจธรรมนี้ ยังเป็นการโปรดซึ่งใช้กันในหมู่เหล่าพระอรหันต์ที่ไม่มีปณิธานในการโปรดสัตว์ และพระอรหันต์ในส่วนที่ไม่มีกายหยาบด้วย เพราะท่านเหล่านั้นมีเนื้อหาและอานุภาพของสัจธรรมอยู่แล้ว จึงแผ่ไปไม่มีที่สุดไม่มีประมาณโดยอัตโนมัติ พระอรหันต์ในภาคทิพย์นั้น แม้จะดับขันธ์ไปแล้ว แต่ก็ยังสามารถดำริโปรดได้ ลงมาเกิดเพื่อการโปรดสัตว์ก็ได้ โดยจะเข้าสู่เนื้อหาของพระอรหันตโพธิสัตว์ คือแม้จะลงมาเกิดอีกก็จะนิพพานอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งอานุภาพในการโปรดจะมีมากกว่าพระอรหันต์ทั่วไป แต่ถ้าไม่ลงมาเกิดเพื่อการโปรดก็สามารถที่จะดำริจิตเข้าไปในดวงจิตแห่งหมู่สรรพสัตว์ทุกหมู่เหล่าเพื่อใช้อานุภาพในการโปรดได้โดยตรง

อย่างเช่นในกรณีของพรหมลูกฟักที่แช่แข็งตัวเองอยู่ในฌานชั้นสูงนั้น ก็ต้องใช้วิธีนี้โปรด ด้วยการแผ่อานุภาพความสว่างไสวเข้าไปให้ได้รับรู้และสัมผัสบ้าง แม้จะยังปิดอายตนะอยู่ในฌานก็สัมผัสอานุภาพของสัจธรรมได้ แล้วจะเริ่มเอะใจกับการได้สัมผัสอานุภาพความสว่างไสวนั้น ซึ่งความสว่างไสวนี้มีลักษณะที่แตกต่างออกไปจากแสงสว่างแบบโอภาสอันเกิดจากการปฏิบัติ อย่างหลังนี่ยังมีโมหะซ้อนอยู่ ไม่สามารถทะลุทะลวงองค์ฌานของพรหมได้

จิตญาณในภูมิต่ำก็สามารถสัมผัสถึงอานุภาพความสว่างไสวของสัจธรรมได้ คือจะเห็นเป็นแสงสว่างสีขาวจ้าทุกทิศทาง ในท่ามกลางความมึดมิดของสังสารวัฏรอบตัว ซึ่งในขณะที่เป็นภูมิต่ำอยู่นั้น เขาจะไม่สนใจหรอกว่าไอ้ที่สว่างๆเนี่ยศาสนาอะไร เพราะมืดกันมานาน พอเห็นอานุภาพเข้าก็มารุมกันใหญ่ น้อมง่ายโปรดง่าย เพราะเริ่มสำนึกแล้ว ส่วนมนุษย์ที่จิตเป็นภูมิต่ำ อันนี้ต้องรอให้ตายเปลี่ยนภูมิก่อน คืออายตนะของกายเนื้อมันปิดบังเนื้อหาภายในอยู่ ทำให้มองไม่เห็น ก็เลยนึกว่าตัวเองแน่ หารู้ไม่ว่ามืดซะไม่มี

หรือย่างที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตมักจะสอนลูกศิษย์ลูกหาว่า จะไปไหนก็พูดอโหสิบ่อยๆ หยาดน้ำบ่อยๆ กล่าวให้มีส่วนโดยทั่วกันบ่อยๆ ซึ่งคำว่าอโหสิ การหยาดน้ำ หรือวลีที่ว่าให้มีส่วน(ในการโปรดสัตว์)โดยทั่วกัน นี่จะเป็นสื่อนำอานุภาพของสัจธรรมไปคลี่คลายสรรพสัตว์ทั้งหลายได้โดยตรง ซึ่งเราสามารถสัมผัสได้เวลามีกระแสเวทนาหรือกระแสจิตมืดๆมากระทบเรา แล้วพอพูดอโหสิออกไป หรือหยาดน้ำอุทิศบารมี หรือกล่าวให้มีส่วนโดยทั่วกัน(มีส่วนในการโปรดสัตว์) กระแสตรงนั้นจะสลายออกทันที แต่ถ้ามืดมามากหน่อยก็อาจจะต้องกล่าวซ้ำบ้าง แต่จะให้ดีก็หยาดน้ำนั่นแหละอานุภาพถึงแน่นอน

ในกรณีที่เกิดการวิวาทะกับคู่กรณีกรรมนั้น ถ้าเอาทิฏฐิไปชนทิฏฐิเพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน กระแสกรรมตรงที่จุดปะทะนั้นจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดอาการอึดอัดกดดัน เดือดพล่าน แล้วอาจจะเลยเถิดไปเป็นการทะเลาะตบตีหรือถึงขั้นฆ่ากันตายเลยก็มี นั่นเพราะคนส่วนใหญ่ไม่รู้จักหยุด จบไม่เป็น แต่เมื่อใดที่เกิดการกระทบกระทั่งแล้วเรารู้จักยอม รู้จักดับทิ้ง อีกฝ่ายก็จะไม่รู้ว่าสู้กับอะไร คือกระแสจิตที่มุ่งร้ายมันพุ่งไปเจอความว่าง เมื่อเจอความว่างเข้า เดี๋ยวไอ้ที่แรงๆ มันจะสลายเอง ยิ่งถ้ารู้จักพูดขอโทษก่อน ก็จะยิ่งคลายความขัดแย้งตรงนั้นลงอีก ทั้งนี้ทั้งนั้น การยุติความขัดแย้งกับคู่กรณีกรรม มันไม่ใช่เรื่องของความถูกความผิดอะไร อย่าเอาความถูกผิดมาเป็นประมาณถ้าจะแก้ปัญหาสังสารวัฏ จะยุติกรรมให้สัตว์โลก บางทีก็ไม่ควรใช้ความถูกผิดมาว่ากันด้วยซ้ำ เพราะอาจจะเป็นการไปซ้ำเติมเขาอีกก็ได้ อโหสิ ให้อภัยไป เพราะสุดท้ายไอ้เราก็ไม่มี ไอ้ความเป็นเขาก็ไม่มี ความเป็นคู่กรณีกรรมจริงๆก็ไม่มี เป็นเพียงโมหะความหลงเท่านั้นเอง เข้าใจอย่างนี้แล้วมันก็จะอโหสิง่ายขึ้น ปล่อยง่ายขึ้น

หรืออย่างเวลาที่เราเกิดไประลึกนึกถึงใครโดยไม่ได้ตั้งใจ กระแสจิตที่ส่งไปหาคนที่เรานึกถึงนั้น จะไปสัมผัสคนปลายทางได้ ซึ่งเขาอาจจะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ได้ แต่เมื่อนึกถึงแล้ว เอ่ยให้เขามีส่วนในการโปรดและกล่าวอโหสิออกมา อานุภาพจากความคลี่คลายตรงนั้นก็จะไปถึงทันที ส่วนจะคลี่คลายมากน้อยยังไง อันนี้เป็นเหตุปัจจัยของแต่ละดวงจิตแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจ หรืออย่างแค่ระลึกนึกถึงหลวงพ่อฯท่าน อานุภาพความคลี่คลายก็ถึงทันทีเช่นกัน

สื่อสัจธรรมต่างๆก็มีอานุภาพของสัจธรรมอยู่ด้วยเช่นกัน แม้จะเป็นสื่อที่ไม่สดใหม่ คือเขียนมานานแล้วหรือ เทศน์มานานแล้วก็จริง แต่อานุภาพยังคงอยู่ไม่มีเสื่อมสลายไป เพราะมันเป็นอานุภาพของความว่าง ของนิพพานที่รองรับสังสารวัฏอยู่แล้ว ไม่เกิดไม่ดับกับสิ่งอนิจจังอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าวัสดุของตัวสื่อนั้นจะเสื่อมสลายไปโดยธรรมชาติของมันเอง อันนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

อานุภาพของสัจธรรมนั้นสามารถสลายพลังงานกรรมที่ตกค้างในวัตถุสิ่งของต่างๆ อย่างเช่นพวกวัตถุมงคล พระเครื่อง สิ่งของที่มีคนปลุกเสกเอาไว้ เครื่องรางของขลัง ของทำคุณไสย์มนต์ดำ บ้านที่มีคนตายสิงสู่อยู่ ฯลฯ ที่ต้องสลายพลังพวกนี้ก็เพราะ กรรมที่เกิดจากพลังเหล่านี้ยังฉุดรั้งให้ผู้ที่กระทำเอาไว้ในสังสารวัฏอยู่ กลายเป็นกรรมไม่จบไม่สิ้น จึงต้องใช้อานุภาพของสัจธรรมมาสลายพลังกรรมที่ตกค้างเหล่านี้เสีย

ที่สำคัญคืออานุภาพของสัจธรรมไม่ได้เลือกโปรดชั้นภูมิใดชั้นภูมิหนึ่ง แต่อานุภาพสัจธรรมจะไปทั่วทุกชั้นภูมิ ทุกมิติทิพย์ มิติหยาบ ไม่แบ่งแยกดีชั่ว เพราะไอ้ที่คิดว่าดีว่าชั่ว มันก็ยังวนเวียนตอกย้ำเป็นสรรพสัตว์เหมือนกัน ต้องได้รับการโปรดเหมือนๆกัน ไม่มีใครดีกว่าใครจริงๆ

No comments:

Post a Comment