Friday, September 5, 2014

สัจธรรมข้างเปล ตอนที่ 2 ว่าด้วยเรื่องเด็กเลี้ยงยาก

ห่างจากตอนแรกปีกว่า กลับมาเขียนต่อดีกว่าครับ ในตอนนี้จะมาว่ากันด้วยเรื่องเด็กเลี้ยงยากกันหน่อย เพราะเห็นหลายคนปวดหัวกับการเลี้ยงลูกเหลือเกิน บางท่านก็รบกับลูกตลอดเวลา พูดยังไงก็ไม่ฟัง เด็กบางคนเลี้ยงไม่ยากหรอก แต่ดันไปติดที่กรรมของพ่อแม่ที่เคยมีต่อเด็ก คือพ่อแม่ยากซะเอง ทำให้ไปกดข่มเด็กจนเกินไป โดยที่พ่อแม่เองก็ไม่รู้ตัว แต่มันเป็นไปตามอำนาจกรรม ซึ่งทำให้เด็กบางคนเครียดจนถึงกับเสียผู้เสียคนไปเลยก็มี ทั้งหมดทั้งมวลก็ล้วนมีสาเหตุมาจากกรรมสัมพันธ์ของทุกฝ่ายร่วมกันทั้งนั้น

จิตญาณดวงหนึ่งๆ ที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ก็ต้องมีบุญกรรมสัมพันธ์กับพ่อแม่ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง คือไม่กุศลก็อกุศลกรรม เด็กบางคนอาศัยท้องแม่เกิด แต่พ่อแม่จริงก็เลี้ยงไม่ได้ ต้องไปอยู่กับคนอื่นก็มี อย่างนี้ก็เรียกว่าฝากท้องมาเกิดเท่านั้น เด็กบางคนลงมาเกิดก็มาโปรดพ่อแม่ บางคนก็มาใช้กรรม ใช้กุศลกรรม ก็จะเรียกกันว่าลูกกตัญญู ถ้าใช้อกุศลกรรม เขาก็จะเรียกว่าลูกล้างลูกผลาญ แต่ไม่ใช่หรอกเขาแค่มาใช้หนี้กรรมเท่านั้นเอง เราจึงเห็นความแตกต่างของชาติกำเนิดของผู้คนมากมายตั้งแต่ระดับมหาเศรษฐีไปจนถึงคนยากจนแทบไม่มีอะไรจะกิน

แต่ไม่ว่าจะเกิดมาเพื่อโปรดสัตว์หรือเกิดมาเพื่อใช้กรรม ทุกรูปทุกนามก็จะมีกรรมเก่าติดพ่วงพันมาด้วยเสมอ เด็กๆที่เกิดมาสว่างอยู่แล้ว เมื่อตกลงมาบนกองกรรมเดิมที่เคยทำเอาไว้ ก็เลยต้องเป็นไปตามวิถีกรรมที่ทำมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรียกว่าพ่อแม่ก็ลากไปใช้กรรมตามที่คิดเอาเองว่าดี ซึ่งส่วนใหญ่พอนานวันเข้าจิตก็เริ่มมืด เริ่มหมกมุ่น บางส่วนก็ถูกกำหนดมาจากเบื้องบน พอลงมาเกิดก็ต้องกลั่นกรองตัวเอง จนที่สุดเบื้องบนก็จะนำพาให้ไปทำกิจเองโดยอัตโนมัติ แต่ก็ยังต้องใช้กรรมไปด้วยพร้อมๆกัน

เด็กที่เลี้ยงยาก เด็กดื้อ เด็กพิเศษ ซึ่งเด็กเหล่านี้เขาก็เกิดมาบนกรรมของตนเองและพ่อแม่ร่วมกัน ถ้าไม่มีกรรมเป็นเชื้อ เขาก็ไม่มาเกิดหรอกครับ การที่เขาเกิดมาแล้วผิดแปลกไปจากเด็กทั่วๆไป จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปฟูมฟายหรือตีโพยตีพายโทษโชคชะตาไป มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะผลของกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นกับเรานั้นมันแน่นอนและเที่ยงตรงยิ่งกว่านาฬิกาเสียอีก ที่สำคัญคือไม่มีใครหนีได้พ้น อันนี้ยุติธรรมมากๆอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ต้องไปซ้ำเติมใครหรือตอกย้ำซ้ำเติมชะตากรรมของตัวเอง โอกาสใช้กรรมมาเราก็โปรดไปตามวาระ ดีกว่าจะทุกข์ทรมานเพราะการตอกย้ำในความเศร้าโศกเสียใจนั้น

เด็กๆนั้นจะคลี่คลายกรรมได้ง่ายกว่า เมื่อตอนเป็นเด็กครับ เพราะยังไม่มีกรรมอะไรมาบังนอกจากกรรมของพ่อแม่ที่จะไปบังเขาเสียเอง ส่วนตัวเด็กนั้นเขารับง่ายอยู่แล้ว ไม่ค่อยติดอะไรเป็นเรื่องเป็นราว จิตยังมีความยึดหยุ่นอยู่ ไม่กระด้างด้วยทิฏฐิเหมือนผู้ใหญ่ แม้จะฟังเราไม่รู้เรื่องแต่จิตเขาก็รับรู้ได้นะครับ สิ่งที่เราจะทำให้เขาได้ ก็คือการเปิดเสียงนำขอขมากรรมให้เขาได้ฟังบ่อยๆ จิตเขาจะน้อมเองโดยที่ดูจากภายนอกไม่สามารถรู้ได้เลย ให้เปิดเสียงนำขอขมากรรมบ่อยๆ พอเขาเริ่มโตขึ้น เริ่มรู้เรื่อง เราก็จะเห็นความแตกต่างครับ เด็กก็จะเปลี่ยนไปเพราะกรรมที่ขับดันเบื้องหลังคลี่คลายลง

ผมเองเลี้ยงลูกผมก็ทำแบบนี้ล่ะ มีโอกาสก็เปิดขอขมากรรมให้เขาฟัง แอบเปิดตอนหลับบ้าง ตอนที่เขาเล่นของเล่นบ้าง แม้เขาจะยังไม่รู้ความ ไม่ได้มานั่งขอขมากรรมเป็นเรื่องเป็นราว แต่สิ่งเหล่านี้จะซึมซับเข้าไปเรื่อยๆ คลี่คลายไปโดยอานุภาพของการขอขมากรรม เขาก็จะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย และดื้อน้อยลง แต่ความที่ว่านอนสอนง่ายนี่ไม่ใช่โง่นะครับ ถ้าเขามีปัญญามาด้วย อะไรก็ไปบังเขาไม่ได้ครับ อันนี้ไม่ต้องห่วง

การเปิดขอขมากรรมให้เขาฟังบ่อยๆก็มีผลกับเด็กพิเศษนะครับ อันนี้ไม่ได้ล้อเล่น เพราะบางทีกรรมที่เขาต้องใช้อยู่มันทำให้เขาเป็นแบบนั้น พอกรรมคลี่คลายแล้วเขาก็จะดีขึ้นเองตามลำดับครับ แต่อย่าไปหวังนะ เรื่องแบบนี้จะช้าจะเร็วก็ขึ้นอยู่กับปริมาณกรรมเบื้องหลังด้วยว่ามากน้อยแค่ไหน

ส่วนโรคบางโรค(ทั้งโรคทางจิตหรือโรคทางกาย)ที่เราไม่คิดว่ามันจะเป็นโรคได้นี่ก็มาจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งนั้นเลย การพาเด็กขอขมากรรม เจ้ากรรมนายเวรที่เกาะอยู่กับเด็ก เขาก็จะได้ขอขมาไปด้วย แรกๆอาจจะไม่ยอม แต่พอเปิดบ่อยๆเข้า เดี๋ยวก็ยอมเองครับ เพราะทนต่ออานุภาพความคลี่คลายสว่างไสวของสัจธรรมไม่ได้

มีอีกอย่างหนึ่งที่ควรให้เด็กทำบ่อยๆ ก็คือ ให้เขาหยาดน้ำบ่อยๆ หยาดให้กับทุกจิตญาณที่พ่วงพัน สัมพันธ์ เขาจะหยาดบ้าง เล่นบ้างก็ไม่ต้องไปจริงจังนัก แต่ฝึกให้หยาดบ่อยๆ เจ้ากรรมนายเวรที่มาคอยกวนคอยขอก็จะค่อยๆเบาบางลงไปเอง

นอกจากการขอขมากรรมและพาหยาดน้ำแล้ว ผมก็ยังเปิดเทศนาธรรมให้ลูกฟังด้วย ถ้ามีโอกาส โดยที่ไม่ได้สนใจว่าเขาจะรู้เรื่องหรือไม่ แต่เชื่อไหมครับว่า เด็กเขารับรู้ได้โดยจิตของเขาจริงๆ ซึ่งจิตนั้นไม่มีอายุนะครับ และแต่ละคนก็เวียนว่ายกันมาไม่รู้กี่แสนกัปป์แล้ว

อย่างเจ้านโมก็เป็นตัวอย่างที่ดี ตรงที่สิ่งที่เขาพูดออกมาในบางครั้ง ทำให้เราเห็นว่า เขาเข้าใจสัจธรรมแบบที่เราไม่คาดคิดด้วยซ้ำไป (บางประโยคทำให้ผมอึ้งด้วยซ้ำว่า เด็ก 4-5 ขวบที่ไหนจะเข้าใจสัจธรรมที่ลึกซึ้ง และถ่ายทอดออกมาด้วยความเรียบง่ายแบบเด็กๆได้ขนาดนั้น) โดยรวมแล้ว นโมเป็นเด็กเลี้ยงง่าย ไม่ค่อยดื้อ ว่านอนสอนง่าย ไม่ค่อยติดคาในอารมณ์อะไรนาน เป็นเด็กอ่อนโยน แต่ก็มีบ้างที่งกของเล่น ก็ต้องสอนให้เขาแบ่งปันบ่อยๆ สละบ่อยๆ เดี๋ยวก็โอเคไปเอง

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผมเริ่มเห็นอานุภาพของการอโหสิกรรม ที่ส่งผลต่อเด็กด้วยตัวเอง เมื่อเวลาที่เขาทำผิด เล่นจนเกินเลยแล้วโดนดุ ทำให้เขาซึม ผมก็ลองปล่อยให้ซึมไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะพาเขาอโหสิแบบง่ายๆ โดยให้เขากล่าวตามว่า ทุกอย่าง อโหสิ อโหสิ อโหสิ พอกล่าวอโหสิจบ เขาก็คลายออกจากความติดขัดข้องคาตรงนั้นทันที ทำให้เขาเป็นคนที่ยอมเป็น ไม่ใช่ดันทุรังไปเรื่อย หรือบางคืนนอนไม่หลับกระสับกระส่าย พอนำกล่าวอโหสิจบก็หลับปุ๋ยเลย แต่หลังๆจะมีอาการฟุ้งๆ เพราะดูการ์ตูนเยอะ ก็จะพาขอขมากรรมเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมในการตอกย้ำอารมณ์ ตอกย้ำในการดูการรู้การปรุงแต่ง ในผัสสะอายตนะทั้งหลาย แค่นี้เดี๋ยวก็คลายครับ ไม่ยากเลย

ส่วนเด็กๆที่โดนบีบบังคับบ่อยๆจนกดดันไปหมด ก็ให้เจาะประเด็นขอขมากรรมในส่วนที่เคย บีบบังคับผู้อื่นให้เป็นไปตามใจตน กรรมที่เคยหลงคาดหวังตั้งเอากับผู้อื่น แล้วพ่อแม่ก็ควรจะประกาศสละความหลงตั้งเอากับผู้อื่นด้วยจะได้คลายไปพร้อมๆกัน

กับเด็กเล็กๆไม่ต้องขอขมายาวครับ ทำให้ง่ายๆเข้าไว้ แค่ทุกอย่างอโหสิ อโหสิ อโหสิ ก็พอแล้ว หรือถ้าโตขึ้นมาหน่อยก็ค่อยว่ากันให้ยาวขึ้น แต่อย่าให้เป็นไปในลักษณะยัดเยียดนะครับ เดี๋ยวเขาปฏิเสธเอาอีก ไม่อย่างนั้นจะเข้าข่าย ผู้ใหญ่เลี้ยงยากครับ ไม่ใช่เด็กเลี้ยงยากแล้ว ทิฏฐิมาหยาบเกิน

แต่ถ้าทำยังไงเด็กก็ไม่ยอมขอขมากรรม นั่นก็อาจจะเพราะกรรมที่เราเคยทำกับเขานั้นมันยังเข้มข้นอยู่ คือเรียกว่าในใจเขายังไม่ยอม(แต่อันนี้เขาไม่รู้ตัวนะครับเพราะสมมติต่างๆปิดบังเอาไว้อยู่) ถ้าเด็กไม่ยอม พ่อแม่ก็ต้องออกมาขอขมากรรมเอง แล้วเดี๋ยวกรรมที่พ่วงพันมานั้นก็จะคลี่คลายไปเอง เรียกว่าเขาไม่คลายปมฝั่งเขา เราก็คลายปมฝั่งเรา ซึ่งมันจะให้ผลเหมือนกัน

ความยุ่งยากทั้งหลายในการเลี้ยงลูกนั้นมันเป็นกรรมด้วยกันทั้งสองฝั่งครับ ตัวพ่อแม่เองก็ต้องอโหสิกรรมให้ลูกด้วย มันถึงจะคลี่คลายไปด้วยกัน ไม่ใช่ไปโยนบาปให้ลูกหมด และการขอขมากรรมต่อกันก็ไม่ได้หมายถึงจะหมดกรรมต่อกันจนต้องจากกันนะครับ การเกื้อกูลชีวิตเขาก็ยังมีอยู่ แต่การเลี้ยงดูหรือชีวิตครอบครัวมันจะเป็นไปแบบคลี่คลาย ผ่อนคลาย จะไม่เลี้ยงกันด้วยห่วง ไม่เลี้ยงกันด้วยความกังวลอีกต่อไป เมื่อไม่ห่วงไม่กังวลแล้วบรรยากาศในครอบครัวจะผ่อนคลายครับ เด็กๆจะเบิกบาน พ่อแม่จะเบิกบาน และเด็กๆก็ไม่กดดันเคร่งเครียด

เห็นพ่อแม่หลายคนมีลูกสักคนก็เกร็ง กลัวว่าจะเลี้ยงได้ไม่ดี กลัวว่าจะขาด กลัวไปต่างๆนานา กลัวว่าเขาจะโตมาเป็นคนไม่ดี สรุปสุดท้ายกลายเป็นเลี้ยงลูกด้วยความกลัวความกังวลความกดดันไปเสียได้ โดยที่พ่อแม่ไม่รู้นึกว่าเป็นความหวังดี ซึ่งไม่ใช่นะครับ แม้พ่อแม่จะหวังดีอยากให้เขาได้ดีก็ตาม แต่รู้ไหมว่าความกลัวความกังวลนี่ล่ะที่เกิดจากความหวังดี หวังจะให้มันดีก็กดดันล่ะครับ กดดันแล้วดีไหมเล่า มันก็ไม่ดีใช่ไหม นี่ล่ะถึงเรียกว่าคนละเรื่องเลย เพราะมันเป็นอกุศลกรรมชนิดหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะรู้ตัวกันหรือเปล่า และผลจากความห่วงความกังวลนั้น ถ้ามีมากเกินไปบางที่ก็ไปกดดันเด็กจนเสียผู้เสียคนได้ครับ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ก็ให้ขอขมากรรมและอโหสิกรรมต่อกัน ไอ้ความห่วงหวง อกุศลกรรมที่เคยทำต่อกันมา แล้วแสดงออกในรูปของการบังคับการตั้งเอาการขัดขืนใจเพื่อจะให้มันดี จะได้คลี่คลายออก แล้วจะได้อยู่ด้วยกันไปแบบไม่อึดอัดขัดเคืองกระทบกระทั่ง คอยแต่จะจับผิดจับถูกให้เด็กประสาทกินอยู่ตลอด

ลองคิดดูก็แล้วกันว่าเด็กที่อยู่ในความอึดอัดกดดัน จนทำอะไรก็ไม่ถูกใจน่ะ มันจะดีได้จริงไหม

No comments:

Post a Comment