Tuesday, September 16, 2014

สังขาร (การปรุงแต่ง) 101

วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่อง สังขาร การปรุงแต่งดีกว่า จะได้เข้าใจว่า ไอ้ที่เข้าใจคำว่าการปรุงแต่งกันมาตลอดนี้ก็ยังไม่ชัดเจนทั้งหมดเสียทีเดียว เพราะถ้ารู้จักการปรุงแต่งจริงๆแล้ว ก็จะไม่ไปทำอะไรกับจิตอีกเลย ยกเว้นแต่จะยึดในทิฏฐิ อคติตน นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

สังขาร หรือการปรุงแต่งนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากโมหะอวิชชา หรือความหลงรู้ หลงไปรู้ โดยที่ไม่เข้าใจแจ้งในสัจธรรมว่าสิ่งทั้งหลายหรือแม้แต่การรู้ของตัวเองก็เป็นมายาการปรุงแต่งในการรู้(สักกายทิฏฐิ) ก็เลยหลงไปปรุงแต่งว่ามันเป็นนั่นเป็นนี่ แล้วก็เลยเถิดไปถึง วิญญาณ นามรูป ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ ฯลฯ ไปเรื่อยไม่รู้จบ นี่ก็เพราะโมหะอวิชชาตัวเดียว

แล้วเคยเอ๊ะกันไหมครับว่าทำไมวิญญาณหรือ กลุ่มขันธ์ที่มีธรรมชาติเป็นการรู้ จึงได้ไปต่อท้ายสังขารหรือการปรุงแต่งในสายปฏิจสมุปบาท

วิญญาณขันธ์นั้น คือ การรู้ ซึ่งประกอบไปด้วย จิต เจตสิก สติ กลุ่มธรรมเหล่านี้จริงๆควรจะเรียกว่าการหลงรู้ เพราะมันปรุงแต่ง(สังขาร)ขึ้นมาจากโมหะอวิชชาอีกทีหนึ่ง ถ้าไม่หลงไปปรุงแต่งมันก็ไม่มีสิ่งเหล่านี้ขึ้น

"จิต" นั้นคือการปรุงแต่งใน "ตัวรู้" เองว่า มีเราเป็นผู้รู้ หรือจะเรียกว่า "จิตผู้รู้" ก็ได้ จิตจึงมีลักษณะของอัตตวิสัย คือมีเราในรู้ และอุปาทานว่าจิตคือเราอยู่ตลอด จนก่อให้เกิดนามรูปคือ ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ จิตนี้ คือสิ่งที่รับรู้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านทางผัสสะอายตนะของเรา

และเมื่อเอา "จิต" ไปหลงรู้ในสิ่งต่างๆแล้ว จนก่อให้เกิดความเห็นความหมายในรู้นั้น ก็จะเกิดเป็นเจตสิกขึ้นมา เจตสิกจึงประกอบไปด้วยกุศลเจตสิก อกุศลเจตสิก ฯลฯ ผมจะไม่ลงรายละเอียดมากนะครับ แต่จะอธิบายกลไกของมันโดยรวมให้เข้าใจกันเท่านั้นว่าทุกอย่างมันคือมายาสมมติทั้งหมด

ส่วน "สติ" ในความหมายของวิญญาณขันธ์นั้นก็คือ "ความรู้สึกตัว" ซึ่ง สติที่ชาวพุทธเร่งปฏิบัติ เร่งฝึกกันนักหนานี้เอง คือสติที่อยู่ในกลุ่มวิญญาณขันธ์คือ หลงปรุงแต่งในตัวมันเอง จึงได้ชื่อว่า "ความรู้สึกตัว" เพราะถ้าไม่อ้างอิงแบบนี้ ก็จะไม่มีใครหาสติเจอเลย ก็จริงๆมันมี "ตัว" ให้รู้สึกเสียทีไหนเล่า ทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนอยู่แล้วตลอด ดังนั้นเมื่อใครสักคนบอกให้ฝึกสติ นั่นก็คือการฝึกอุปาทาน หรือถ้าจะบอกให้หาสติที่รู้กลางๆ ก็จะเป็นการหาอุปาทานเอาอีก ฝึกให้ตายก็ได้แต่อุปาทาน

ที่ผมบอกว่าการฝึกสตินั้นเป็นสติในเชิงอัตตวิสัยนั้นก็หมายความว่า ยังมีอัตตาหรือโมหะอวิชชาซ้อนการรู้อยู่ ผู้รู้ที่ซ้อนรู้เดิมแท้นั้นก็คือโมหะ ต่อให้ฝึกให้ภาวนายังไงก็ยังหลงไปเจริญในโมหะอวิชชาอยู่ตลอด ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับว่าปฏิบัติมาจะครบชาติอยู่แล้วมันยังไม่จบเสียที ก็เล่นไปปฏิบัติในสิ่งที่มันอนัตตาอยู่ตลอดมันก็ไม่จบสิครับ ของจริงนั้นไม่ต้องปฏิบัติ ฟังสัจธรรมให้เข้าใจเดี๋ยวมันจะเลิกปฏิบัติไปเอง

และคำว่า สติ ในความหมายของพระพุทธองค์นั้น คือ "สติอริยะ" ที่ไม่ใช่วิญญาณขันธ์ คือ สติอริยะไม่มีการปรุงแต่งในตัวมันเอง จึงไม่มีความเป็นจิตผู้รู้ จะเรียกว่าความรู้สึกตัวก็ยังไม่ใช่ อย่างที่สอนๆกันให้ไปรู้สึกตัวนั้น มันก็ยังเป็นการใช้จิตไปรู้ หรือเป็นการฝึกผู้รู้อยู่ รู้สิ่งต่างๆในความหมายอันเป็นสมมติแล้วกลับมาทรงตัวรู้เอง แบบนี้ไม่ใช่สติอริยะนะครับ แต่เป็นโลกียสติ ยังเป็นสติบนโมหะความหลงอยู่

สติอริยะนั้นคือ การรู้ที่ไร้การปรุงแต่ง ไม่มีแม้กระทั่งการปรุงแต่งในตัวมันเองจนเกิดเป็นโลกียสติขึ้นมา เป็นสติดั้งเดิมที่ไม่มีความเป็นตัวเราเขา ไม่มีความเป็นหญิงชาย ไม่มีสูงไม่มีต่ำ ไม่เกิดไม่ดับ ไม่มีความหมายเชิงสมมติในการรู้ ไม่มีการรู้หรือไม่รู้ ไม่มีการเลือก ไม่มีอาการเพ่งหรือเผลอ ไม่มีการติด ไม่มีการหลง และไม่สามารถจะบังคับได้ว่าจะให้มันไปรู้อะไร สติอริยะนี้คือคุณสมบัติเดิมแท้ของ "มโนธาตุ" เป็นธรรมชาติเดิมของการรู้ ที่ถูกหยิบยืมมาใช้ชั่วคราว และไม่ใช่สิ่งที่จะเอามาปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นอะไรได้อีก เหตุนี้เอง วังวนของการปฏิบัติธรรมจึงเป็นวังวนของโมหะอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าเป็นโมหะซ้อนธรรมก็ได้

การรู้ของมโนธาตุในเนื้อหาเดิมนี้ จะเรียกว่าเป็นการรู้ในแบบที่ปุถุชนเข้าใจก็ยังไม่ได้เลย เพราะมันรู้เหมือนไม่รู้ มันรู้โดยไม่มีความหมายแง่มุมอะไรในการรู้ของมัน แม้กระทั่งตัวมโนธาตุเองก็ไม่รู้ความหมายเลยว่ามันเป็นมโนธาตุ เพราะคำว่ามโนธาตุนี้ก็เป็นสมมติที่เราหยิบยืมขึ้นมาล้างสมมติที่ทำให้ผู้คนทั้งหลายติดขัดข้องคาอยู่อยู่กับสติเท่านั้น พูดง่ายๆคือมันไม่มีอะไรกับอะไรอยู่แล้วนั่นเอง

เหตุนี้เองที่ผมพร่ำบอกเสมอว่า สติอริยะหรือสติเดิมแท้นั้นบริบูรณ์อยู่แล้ว เพียงแค่ไม่ต้องไปปฏิบัติจิต ทำสติอะไรเพิ่มอีกมันก็จะคืนคลายสู่เนื้อหาเดิมอันเป็นสติอริยะที่ไม่มีความเป็นอะไรอยู่แล้วเอง แต่พอไปปฏิบัติมันยิ่งทำให้สติไม่บริบูรณ์เสียที เพราะการปฏิบัตินั้นคือโมหะอวิชชาซ้อนลงในมโนธาตุ กลายเป็นมีตัวเองในรู้ไปเสียตลอด แล้วก็หลงไปพยายามทำในสิ่งที่บริบูรณ์อยู่แล้วให้บริบูรณ์ในแบบที่ตนคิดอีก ก็บริบูรณ์แบบที่ตัวเองคิดน่ะมันคือความหลงทั้งนั้นไม่ใช่ความบริบูรณ์โดยเนื้อหาดั้งเดิมของมัน ยิ่งไปทำเอาก็ยิ่งปิดบังธรรมเดิมแท้ที่มันบริบูรณ์อยู่แล้วไปกันใหญ่

ถึงตรงนี้อาจจะมีคนโวยขึ้นมาว่า อย่างนี้ คนที่ไม่ปฏิบัติธรรมเลยก็อริยะกันหมดแล้วสิ

ไม่ใช่ครับ นี่ยิ่งเข้าใจผิดเลย อ่านดีๆ

"การปฏิบัติ" ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การปฏิบัติแบบเดินจงกรมนั่นสมาธินะครับ การปฏิบัติที่ว่านี้รวมไปถึงการทำจิตทำใจทุกชนิด เช่น การคิดในแง่บวก การทำใจให้สบายๆ การบังคับใจไม่ให้เกิดกิเลส โลภ โกรธ หลง การพยายามจะลืม(แต่กลับจำ) เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นการปฏิบัติล้วนๆ อะไรที่ไม่ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมตามเหตุปัจจัยของมันเอง เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการปฏิบัติทั้งนั้น อันนี้ไม่นับพวกที่ไหลไปตามโมหะอวิชชาหรือพวกหลงโลกอีก พวกนี้ก็เรียกว่าไหลไปกับความหลงเต็มๆ

ส่วนพวกปฏิบัตินั้นก็คือคนที่รู้เรื่องโมหะอวิชชา "พอประมาณ" แต่ยังไม่รู้และเข้าใจจริงๆว่ามันคืออะไร เลยทำให้เกิดการปฏิเสธปฏิฆะกับโมหะอวิชชาจนกลายเป็นโมหะอวิชชาซ้อนโมหะอวิชชาเดิมอีก งงไหม คือเรียกว่าจะหลงทำอะไรให้หลุดพ้นนี่ก็เป็นโมหะอวิชชาทั้งนั้น ปฏิบัติทีไรก็หลงไปปรุงแต่งในโมหะอวิชชาทุกที แล้วจะพ้นจากอวิชชาได้ยังไง

การที่จะหลุดพ้นจากโมหะซ้อนสติ โมหะซ้อนจิตได้ก็ไม่ต้องไปพยายามจะทำจิตทำสติแบบไหนอีก ก็ปล่อยให้มันเป็นไปโดยธรรม โดยเหตุปัจจัยที่เข้ามาเองและหมดไปเอง จะเกิดกิเลสก็ช่างมัน จะตัณหาก็ช่างมัน จะหลงก็ช่างมัน จะอะไรๆก็ช่างมัน ไม่ต้องไปดิ้นตามมัน ไม่ต้องสนองมัน หรือถ้าหลงไปสนองมันเพราะเชื้อมันแรงก็ช่างมันอีก เดี๋ยวมันก็ผ่านของมันเองเมื่อหมดเหตุ เมื่อเราปล่อยให้มันเกิดของมันเองดับของมันเองโดยไม่ไปพยายามที่จะดับมัน ไม่ไปพยายามที่จะสนอง(ไปติด)มัน ไม่ต้องไปหลงซ้อนหลง โมหะซ้อนโมหะ อุปาทานซ้อนอุปาทาน ตัณหาซ้อนตัณหา เดี๋ยวสายแห่งโมหะที่ซ้อนอยู่ในธรรมทั้งหลายจะยุติลงเองเมื่อชดใช้วิบากตรงนั้นจนหมดตามวาระ นี่แหละที่เรียกว่าไม่ติดไม่หลุดกับอะไรที่มันติดมันหลุดโดยธรรมอยู่แล้ว

เนื้อหาสัจธรรมที่จะทำให้หลุดพ้นจริงๆก็คือ ไม่ต้องไปมีโมหะซ้อนลงไปในธรรมทั้งหลายที่เกิดและดับเองตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว โมหะเก่าก็ช่างมันอย่าซ้อนโมหะใหม่ลงไป เพราะโมหะเก่าที่เป็นเชื้อวิบากนั้นเราไปแก้ไม่ได้ แค่รับกรรมไปเท่านั้นเอง เท่านี้เดี๋ยวมันจะคลายออกจากโมหะใหม่ๆที่พาพุ่งไปข้างหน้าเองทันที ไม่ต้องรอให้อะไรบริบูรณ์พร้อมสำหรับที่จะนิพพานอีก เพราะสุดท้ายแล้วนิพพานก็นอกเหนือธรรมทั้งปวง ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรที่จะทำให้นิพพานได้เลย นอกเสียจากจะ "นอกเหนือเหตุปัจจัย" เสียเอง ซึ่งคำว่า "นอกเหนือ" นี้ก็หมายถึงว่า จะมีหรือไม่มีก็ไม่แตกต่าง จะจบหรือไม่จบก็ไม่แตกต่าง เพราะทุกอย่างล้วนนิพพานอยู่แล้วตลอด เมื่อไม่มีโมหะตนมาบดบังก็จะตรงต่อนิพพานทันที

ถ้าจะให้เร็วขึ้นก็ขอขมากรรม ประกาศสละชดใช้หนี้กรรมทั้งหลายที่ผลักดันให้เกิดภพชาติเสีย มันก็จะชดใช้กันไปภายใน หักลบกลบหนี้กันไป ไม่ต้องเวียนมาเกิดใช้ เกิดใช้ อีกไม่รู้กี่ชาติ แล้วแรงกรรมที่ผลักดันก็จะค่อยๆหมดลงเองคลายออกจากโมหะตัณหาอุปาทานของมันเอง ไม่ต้องไปทำธรรมอะไรให้พะรุงพะรังเป็นภาระกรรมอีกเลย เพราะทุกอย่างมันบริบูรณ์อยู่แล้วนั่นเอง


No comments:

Post a Comment